
เพ่ยลู่เสียน สาวใช้อุ่นเตียง จวนนายอำเภอซ่ง
ตอน 2
จิวฟงเห็นเจ้านายคล้ายสติหลุดก็รีบดึงแขน แล้วหาทางหนีออกจากเมืองซ่งทันที โชคดีที่ได้พ่อบ้านเก่าจัดเตรียมรถม้าสำหรับหลบหนีนอกเมืองไว้เรียบร้อยแล้ว
“คุณหนูรีบไปเถอะขอรับ”
เพ่ยลู่เสียนหันมองกำแพงเมืองซ่งอีกครั้ง ครั้งนี้นางต้องหนีเพื่อเอาตัวรอด แต่ครั้งหน้านางจะกลับมาแก้แค้นนายอำเภอซ่งให้จงได้
ทิ้งความแค้นฝังลึกไว้ในใจแล้วรีบเร่งหนี จนกระทั่งถึงเมืองเฉินตู พวกเขาก็แวะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
“อีกนานกว่าจะถึงแคว้นหนิงอัน คืนนี้พวกเราพักที่นี่ก่อนเถอะ”
ที่เมืองตงหยางนั้นมีญาติของพ่อบ้านฮุ่ยอยู่ ฮุ่ยเถียนเสนอให้พวกนางไปหลบซ่อนที่นั่นก่อน พอเรื่องเงียบแล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง
เพ่ยลู่เสียนเห็นดีด้วย เพราะถึงอย่างไรนายอำเภอเกาฟงเสินผู้นั้นก็ไม่รู้จักใบหน้าของนาง หากกลับเข้าเมืองอีกครั้งก็ย่อมไม่เป็นที่ผิดสังเกต หากจะแก้แค้นก็สามารถทำได้
รถม้าจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยม พ่อบ้านฮุ่ยลงจากรถม้าแล้วผูกเชือกกับเสาผูกม้าด้านหน้า ก่อนจะไปซื้อหญ้ามาเป็นอาหารให้ม้าตัวใหญ่
เพ่ยลู่เสียนใช้ผ้าปิดบังใบหน้าพร้อมกับหมวกโต่วลี่[ หมวกไม้ไผ่สาน] มีผ้าโปร่งสีขาวปิดทับอีกชั้นหนึ่ง จิวฟงลงจากรถม้าก่อนจะส่งมือให้คุณหนูจับเพื่อก้าวลงมา
เพ่ยลู่เสียนเงยหน้ามองโรงเตี๊ยมไม้สองชั้น ด้านล่างเป็นร้านอาหาร ห้องพักด้านในประเมินด้วยสายตาแล้วคงมีไม่ต่ำกว่าสิบห้อง เมื่อเข้าไปด้านในก็พบว่ามีแขกนั่งอยู่เกือบเต็ม ทั้งหมดในร้านล้วนเป็นชายทั้งสิ้น นางมองหาโต๊ะว่างที่อยู่มุมในสุดเพื่อหลบสายตาคน
“หาอะไรกินก่อนเถอะ แล้วค่อยขึ้นห้อง” จิวฟงรับคำสั่งโบกมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์ ไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดโต๊ะ และหิ้วกาน้ำชาติดมือมาวางให้ด้วย
“คุณหนูจะรับอะไรขอรับ”
“ขอเป็นของกินง่าย ๆ เร็ว ๆ อย่างหมั่นโถว เซาปิ่ง แล้วก็ขอห้องพักใกล้บันไดหนึ่งห้อง”
“ได้ขอรับ พอดีตอนนี้ทางเถ้าแก่เนี้ยกำลังฉลองที่บุตรชายแต่งงานออกเรือน จึงมีหมี่หยกมังกรไม่คิดเงิน ข้าน้อยจะยกมาให้นะขอรับ”
เพ่ยลู่เสียนไม่ค่อยสนใจ จึงพูดปฏิเสธไป แต่เสี่ยวเอ้อร์ก็ไม่ฟัง ยกมาให้อยู่ดี ระหว่างกำลังรออาหาร ก็มีกลุ่มลูกค้าใหม่เข้ามาอีกกลุ่ม
เพ่ยลู่เสียนมองกลุ่มคนพวกนั้นที่ล้วนแต่งกายด้วยชุดของทางการ เหมือนเป็นพวกมือปราบหรือพวกองครักษ์ที่มีฝีมือ พอเห็นแบบนั้นนางก็รีบหลบสายตา แล้วขยับหมวกให้ปิดลงมากว่าเดิม
ทางด้านผู้มาใหม่นั้น คนที่ยืนอยู่หน้าสุดกำลังกวาดสายตามองรอบร้าน ก่อนจะเห็นโต๊ะว่างที่อยู่เกือบหลังสุด ใกล้กับโต๊ะที่มีหญิงสาวสวมหมวกปิดหน้ากับสาวใช้นั่งอยู่ จึงมุ่งหน้าไปทางนั้น
เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามานั้นทำเอาหัวใจเพ่ยลู่เสียนเต้นไม่เป็นจังหวะ หรือว่าคนพวกนี้มาตามหานาง แต่นางแน่ใจว่าตอนนางหลบหนีออกมานั้น ไม่มีผู้ใดพบเห็นนางเลย ช่วงจังหวะที่คิดว่าตัวเองจะหนียังไงนั้น คนพวกนั้นก็หันไปนั่งโต๊ะข้างเคียงแทน
เพ่ยลู่เสียนพ่นลมหายใจออกมาอย่างเบาที่สุด แล้วพยายามทำตัวให้สงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแทน แต่เงี่ยหูฟังกลุ่มคนพวกนั้นสนทนา
“คืนนี้พวกเราพักที่นี่ดีไหมขอรับ องครักษ์ชุน” ชุนเยียนมองลูกน้องของตนแล้วปฏิเสธ
“ตอนนี้แคว้นฉางอันกับต้าเหลียงทำสงครามกัน อยู่นานไม่ดีแน่ พวกเราต้องรีบเร่งกลับไปรายงานตัวที่เมืองซ่ง”
ลูกน้องทำสีหน้าเหมือนขัดใจ “ท่านไม่คิดจะโต้ตอบคนของหัวหน้าบ้างเลยหรือขอรับ ที่พวกเราโดนย้ายงานไปอยู่เมืองกันดารอย่างเมืองซ่งนั่นก็เพราะเขา”
สีหน้าชุนเยียนเหมือนไม่รู้สึกอะไร “ก็แล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรตอนนี้เขาได้เป็นใหญ่แล้ว ประจวบเหมาะกับที่เมืองฉางอันต้องทำสงคราม ดีไม่ดีเขาอาจจะได้รับตำแหน่งใหญ่โตไปสร้างผลงานก็ได้ พวกเจ้าก็รู้ดี ว่าเมืองต้าเหลียงมีกองกำลังมากกว่าขนาดไหน”
น้ำเสียงนั้นเหมือนยอมรับโทษที่ตัวเองได้รับ แต่แท้จริงแล้วกำลังสะใจกับคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ เพราะต้องไปออกหน้าในสนามรบแทน
ลูกน้องในกลุ่มอีกคนก็พูดขึ้น “จริงสิขอรับ เช่นนั้นแล้วข้านึกสภาพของหัวหน้าจางยกดาบขึ้นมาแล้วฆ่าศัตรูไม่ออกเลยจริง ๆ คงติดพุงกลม ๆ นั้นจนยกไม่ขึ้นแน่นอน” พูดจบทุกคนในโต๊ะก็หัวเราะชอบใจกัน
“น้ำชาขอรับ” เสียงเสี่ยวเอ้อร์ทำให้เพ่ยลู่เสียนได้สติ หันมองอาหารบนโต๊ะ แต่สภาพนางตอนนี้ไม่อาจกินดื่มได้สะดวก
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ยกขึ้นไปกินบนห้องแทน” เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้ารับแล้วรีบนำขึ้นไปยังห้องที่จองไว้ก่อนหน้า จังหวะที่ลุกขึ้นนั้นเพ่ยลู่เสียนก็ได้เห็นใบหน้าองครักษ์ชุนชัดขึ้น
ใบหน้านั้นดูองอาจ มุมปากเชิดขึ้นบอกลักษณะว่าเป็นคนถือตัว คิ้วคมเข้มดุจกระบี่ ดวงตาแข็งกร้าวราวพร้อมประหัตประหารคนที่คิดจะเป็นศัตรูตน จมูกโด่งเป็นสัน
เพียงครู่เดียวเท่านั้นที่อีกฝ่ายสบตานาง เพ่ยลู่เสียนรีบหลบตาทันควัน ก่อนจะขยับเดินขึ้นบันไดไป ปล่อยให้องครักษ์ชุนมองตามตาไม่กะพริบ
คนที่นั่งอยู่ด้วยก็หันมองตาม “อย่าบอกว่าท่านรู้จักนาง”
คนถูกถามส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่เทพสามตาที่จะเห็นหน้าใต้ผ้าที่ปิดบังได้ เพียงแต่คนที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนเช่นนี้อาจจะเป็นหญิงงามเมือง หรือไม่ก็โจร” คนมองเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ส่วนคนถูกว่าเป็นโจรก็ชะงักเท้า ก่อนจะปรับสติตัวเองให้ก้าวเดินอย่างมั่นคง คืนนั้นพวกนางนอนได้ค่อนคืนก็ได้ยินเสียงด้านนอกดังขึ้น
จิวฟงเปิดหน้าต่างออกดู ท่ามกลางแสงจันทร์ก็เห็นคนจำนวนมากเดินอยู่ที่ถนนหน้าโรงเตี๊ยม
“มีอะไรรึ”
“คนมาจากไหนไม่ทราบเจ้าค่ะ ให้บ่าวไปสืบให้ไหมเจ้าคะ” เพ่ยลู่เสียนมองไปทางมุมคอกม้า เห็นคนเริ่มเยอะขึ้น และดูวุ่นวาย ก่อนจะหันมองไปยังกลุ่มคนที่จะพยายามเข้ามาในโรงเตี๊ยม ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็วิ่งมาเคาะประตู
“ตอนนี้ชาวบ้านแถวชายแดนต่างหลบหนีสงครามอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขอรับ ข้าน้อยคิดว่าคุณหนูหนีไปก่อนดีไหมขอรับ หากอยู่นานกว่านี้อาจจะได้รับอันตราย กลุ่มคนพวกนี้มองแล้วเหมือนไม่ได้หวังดีเท่าใด”
คำว่าสงครามไม่ได้ทำให้ใครดีขึ้น มีแต่จะทำให้ผู้คนล้มตาย ลำบากยากแค้นและอดอยากปากแห้ง และแน่นอน นางต้องรีบเดินทาง
เสี่ยวเอ้อร์นำทางไปยังประตูด้านหลังของโรงเตี๊ยม ก่อนจะขึ้นรถม้าแล้วออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนั้น โดยไม่ได้สังเกตว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองรถม้าของตนอยู่
“ตามไป” เสียงทุ้มต่ำสั่งพลางขยับลุกขึ้นเดินไปที่รถม้าคันใหญ่ ด้านในนั้นมีหญิงสาวถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ด้วย!!
เสียงล้อบดพื้นถนนกับเสียงฝีเท้าม้าที่ตามมาด้านหลัง ทำให้พ่อบ้านฮุ่ยรีบเร่งบังคับม้าให้เร็วกว่าเดิมเพื่อไปให้ถึงชายแดนแคว้นหนิงอัน
“คุณหนูขอรับ มีคนตามมา”
คำว่าตามมาทำให้เพ่ยลู่เสียนเปิดผ้าม่านออกไปมอง ก็พบว่ามีรถม้าขับตามมาจริง ๆ ฟังจากฝีเท้าแล้ว เหมือนเขากำลังเร่งม้าเช่นเดียวกับพวกนาง
“อาจจะเร่งเดินทางเหมือนเราหรือเปล่า” จิวฟงมองโลกในแง่ดี ต่างกับเพ่ยลู่เสียนที่สัมผัสถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น
“เจ้าไม่เห็นหรือ ว่ากลุ่มคนที่โรงเตี๊ยมนั้นล้วนเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ต้องการหาอาหารและที่พักแรมถึงได้ยึดโรงเตี๊ยมเอาไว้ แต่รถม้าด้านหลังที่ตามเราอยู่นี้กลับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยสักนิด เสียงม้านั่นเหมือนกำลัง...” เพ่ยลู่เสียนเบิกตากว้างเมื่อคิดได้
“พ่อบ้านฮุ่ย ท่านรีบเร่งม้าเร็วขึ้นอีกหน่อย” น้ำเสียงร้อนใจนั้นทำให้พ่อบ้านรู้ว่าตัวเองชักช้าไม่ได้เสียแล้ว จึงขยับบังเหียนเร่งเจ้าม้าตัวใหญ่ขึ้นไปอีก
แต่ม้าที่เพิ่งได้พักหายใจไม่ทันหายเหนื่อยยิ่งวิ่งก็ยิ่งหมดแรง จนกระทั่งรถม้าด้านหลังตามมาทัน เมื่อพวกนางพยายามหลบหนี พวกมันก็ยกธนูขึ้นยิงม้า
ฮี้!!
ม้าร้องตกใจพร้อมกับยกเท้าหน้าขึ้นฟ้า มันตกใจจนวิ่งเตลิดออกจากเส้นทาง เพ่ยลู่เสียนที่อยู่ในรถม้ากับจิวฟงตัวโยกไปมาจนหัวโขกผนังรถหลายรอบ ต่างร้องเสียงดังด้วยความตกใจ จนกระทั่งม้าตัวใหญ่สะบัดบังเหียนและรถที่ลากมาหลุดแล้วหนีเข้าป่าไป ทิ้งให้พวกนางเผชิญชะตากรรมอยู่ในรถม้า นั่นทำให้เพ่ยลู่เสียนรีบคว้าดาบที่ติดมาถือเอาไว้ในมือ
จิวฟงรีบหลบด้านหลัง เพราะตัวเองไม่มีฝีมือดาบยิงธนูเหมือนกับคุณหนู เมื่อผ้าม่านเปิดออก เพ่ยลู่เสียนก็พุ่งดาบออกไปหมายปักที่กลางอกของผู้ร้าย
แต่บุรุษผู้นั้นดูเหมือนรู้จังหวะ ร่างนั้นรีบหลบ แล้วจับข้อมือนางแน่น ก่อนจะกระชากนางตกลงมาที่พื้นด้านล่าง ทำให้หมวกโต่วลี่ที่สวมอยู่หลุดออกมา จิวฟงที่อยู่ด้วยก็ถูกลากลงมาเช่นกัน เมื่อถึงพื้นก็รีบวิ่งมาตามปกป้องนายสาว สองมือยกขึ้นอ้อนวอนพวกนั้น
“ละเว้นคุณหนูด้วย อย่าทำอะไรคุณหนูเลยเจ้าค่ะ”
“ฮึ ได้ของดีเสียด้วย สวยทั้งนายทั้งบ่าว แบบนี้ต้องขายได้ราคาดีแน่” คนที่ดูมีอำนาจมากสุดยกมือขึ้นลูบปากอย่างหื่นกระหาย ก่อนจะเดินเข้ามาที่พวกนาง
จังหวะนั้นพ่อบ้านฮุ่ยก็หยิบไม้ขึ้นมาหมายฟาดหัว แต่พวกมันด้านหลังก็คว้าเอาไว้ได้ ก่อนใช้ดาบแทงสวน
“พ่อบ้านฮุ่ย!!” เสียงพวกนางร้องเรียกชื่ออีกฝ่าย ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นเลือดแดงฉาน
“คุณหนูรีบหนีไป” สิ้นคำก็กระอักเลือดออกมาแล้วล้มลงพื้น เลือดไหลนองเต็มพื้นนั้นเป็นภาพที่เพ่ยลู่เสียนไม่อาจลืมได้
คนที่ดูเป็นหัวหน้านั้นก็ขยับเดินเข้ามาหาพวกนางอีก จิวฟงรีบพยุงเพ่ยลู่เสียนขึ้นมาจะหนี แต่พอหันหลังพวกมันก็ล้อมไว้หมดแล้ว
“หนีไปไหนไม่พ้นหรอก ไปกับพวกข้าเสียดี ๆ” จบคำมันก็ก้าวเข้ามาอีก แต่จิวฟงกลับเอาตัวเองบังเอาไว้ จนมันคว้าข้อมือจิวฟงเอาไว้
“อยากหาเรื่องใช่ไหม ได้ ข้ากำลังหิวพอดี” เสียงกระเหี้ยนกระหือรือนั้นดังพร้อมกับเสียงขอร้องของเพ่ยลู่เสียน เมื่อเห็นจิวฟงถูกพวกนั้นโยนลงพื้นหญ้าข้างทาง จากนั้นก็ฉีกเสื้อผ้าสาวใช้ผู้ภักดีออก
“จับนางสิพวกโง่ อย่าทำให้สินค้าข้าเสียหายล่ะ” เพราะเพ่ยลู่เสียนงดงามกว่า มันจึงเลือกที่จะทำลายจิวฟง
“ปล่อยนาง อย่าทำอะไรนางเลย”
โจรชั่วพวกนั้นยกมือขึ้นบีบปากจิวฟง “หากไม่อยากให้นายเจ้าถูกกระทำเช่นเดียวกัน ก็ร่วมมือกับข้าเสีย”
จิวฟงร้องไห้ เสียงสะอื้นดังออกมา ก่อนจะลดเสียงลงเมื่อได้ยินคำขู่ ตั้งแต่เด็กจนโตนางล้วนได้รับการดูแลจากคุณหนูมาตลอด วันนี้นางถือว่าได้ตอบแทนแล้ว
“พวกเจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายคุณหนูของข้า”
มุมปากโจรกระตุกยิ้มเหี้ยมแล้วพูดออกมา “แน่นอน ข้าจะเลือกหอคณิกาที่ดังที่สุดให้เอง” โจรก็คือโจร ย่อมไม่มีสัจจะ เสียงจิวฟงร้องดังออกมา
เช่นเดียวกับเพ่ยลู่เสียนที่กรีดร้องทั้งที่ปากถูกปิดสนิท น้ำตาอาบแก้ม ดวงตาเคียดแค้นอย่างที่สุด นางถูกโยนเข้าไปในรถม้าคันนั้น ก่อนพบว่าด้านในมีหญิงที่ถูกจับตัวมาอีกหลายคน
ได้ยินเสียงจิวฟงร้องอย่างทรมาน นางก็ทรมานแทบขาดใจเช่นกัน จนกระทั่งเสียงนั้นเงียบหายไปรถม้าก็ขยับตาม เพ่ยลู่เสียนพยายามขยับมองไปนอกรถม้า แต่ไม่สามารถทำได้ ได้ยินเสียงโจรเหี้ยมนั่นพูดขึ้น
“น่าเบื่อนัก สตรีอะไรบอบบางเช่นนี้ ข้าโยกไม่กี่ครั้งก็ตายตาเหลือกแล้ว เสียของจริง ๆ”
จิวฟงตายแล้ว!! ตายเพราะปกป้องนาง รวมทั้งพ่อบ้านฮุ่ยด้วย ไม่สิ ครอบครัวที่นางรักทั้งหมดล้วนต้องมาตายเพราะคนที่ชื่อว่า
“เกาฟงเสิน”
ชาตินี้หากข้าไม่ตาย ท่านก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ!!
คุณอาจจะชอบ





