ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย เพ่ยลู่เสียน สาวใช้อุ่นเตียง จวนนายอำเภอซ่ง

เพ่ยลู่เสียน สาวใช้อุ่นเตียง จวนนายอำเภอซ่ง

หลังเพ่ยลู่เสียนกินยาบางอย่างเข้าไป ร่างกายกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างรุนแรง หัวใจเต้นระรัวและมีเหงื่อซึมทั่วใบหน้า แม้แต่น้ำเสียงที่เคยปกติก็ยังแหบพร่าอย่างน่าประหลาด ท่ามกลางความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านจนนางแทบทนไม่ไหว หญิงสาวพยายามคว้ามือเกาฟงเสินเอาไว้เพื่อหาที่พึ่งพิง แม้ฝ่ายชายจะพยายามถอยห่างเพื่อไปตามหมอมาช่วยดูอาการ แต่นางกลับพุ่งเข้ากอดรัดเขาไว้แน่นเพราะฤทธิ์ยาที่รุนแรงเกินจะต้านทานไหว เรื่องราวความสัมพันธ์ในจวนนายอำเภอซ่งจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสน่หา
ตอน
แชร์

ตอน 3

“หน้าตาไม่เลว เอาไปขังที่เรือนตะวันตก”

เสียงเข้มดุดันดังอยู่ด้านนอก เพ่ยลู่เสียนที่อยู่กลางห้องพยายามทำตัวให้เงียบที่สุด

“เข้าไป!”

คำสั่งแข็งกร้าวมาพร้อมกับแรงเหวี่ยง ทำให้ร่างบอบบางของสตรีคนนั้นซวนเซล้มลงไปเบื้องหน้า ดวงตากลมปิดแน่นทั้งที่ถูกผ้าสีหม่นปิดเอาไว้ คนถูกกระแทกลงพื้นสัมผัสกับความนุ่มนิ่มที่ไม่ต้องใช้สายตามองก็รับรู้ได้ว่าเป็นเรือนร่างด้านหน้าของสตรีในช่วงโตเต็มวัย

“เป็นอะไรหรือไม่”

เสียงอ่อนโยนของเจ้าของอกอวบนุ่มเอ่ยถาม หญิงสาวที่ดูหวาดผวานั้นก็น้ำตาไหลลงอาบแก้มอีกครั้ง

“ซีหว่าน รีบแก้มัดให้นางก่อน”

เสียงสตรีที่ดังขึ้นอีกครั้งทางด้านขวาทำให้คนมาใหม่คาดเดาได้ว่า เวลานี้รอบตัวนางมิได้มีแค่นางกับเจ้าของอกนุ่มเพียงสองคนเท่านั้น และยามเมื่อผ้าสีหม่นถูกแกะออก หัวใจของคนมาใหม่ก็รู้สึกคลายกังวลลงมาได้หนึ่งส่วน เมื่อพบว่าในเรือนตะวันตกหลังนี้มีผู้อื่นอยู่ด้วยจริง ๆ

“เจ้าชื่ออะไร ทำไมจึงถูกจับตัวมา แล้วจดจำสิ่งใดได้บ้าง”

สตรีอีกคนหนึ่งรูปร่างสูงเพรียวยืนอยู่หน้าประตูเรือนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าในแววตากลับมีแรงกดดันคาดคั้นบางอย่าง ราวกับนางเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมอาญาที่กำลังไต่สวนพยาน เจียงหว่านหนิงมอง ทำให้เด็กสาวที่มาใหม่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ขยับตัวไปหลบด้านหลังมู่ซีหว่านทันที

“หว่านหนิง เจ้ากำลังทำให้นางกลัว”

“ข้าเพียงอยากรวบรวมข้อมูลเพื่อจะได้ใช้วางแผนหลบหนีเท่านั้น ขออภัยด้วยหากทำให้เจ้าตกใจ” เพ่ยลู่เสียนเอ่ยขึ้นมาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล ก่อนจะเห็นแววตาวาววับเปล่งประกายอย่างมีความหวัง

“ข้าชื่อ อู๋สือซว่าน ข้าจำได้เพียงว่าชายที่จับตัวข้ามามีรอยสักรูปอินทรีที่อกขวา”

อู๋สือซว่านตอบไม่เต็มเสียงนัก เพราะเจ็ดวันมานี้นางถูกปิดตาเอาไว้ตลอด แม้มีดวงตาที่แจ่มแจ้งก็คล้ายมืดมนราวกับเป็นคนตาบอดผู้หนึ่ง ไม่อาจสังเกตสิ่งใดได้เลย

“เช่นนั้นก่อนหน้านี้เจ้าอยู่ที่ไหน เดินทางมาจากทิศใด ใช้เวลากี่วัน มาถึงที่นี่ด้วยวิธีไหน” เพ่ยลู่เสียนพยายามค้นหาว่าสถานที่ที่ตนถูกจับอยู่ที่ใด ก่อนสำรวจอู๋สือซว่านที่ดูคลายความกังวลขึ้นกว่าเดิมแล้วเล่าต่อ

“ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ที่ค่ายตงหยาง เดินทางด้วยเท้าเจ็ดวันจึงมาถึงที่นี่เจ้าค่ะ แต่ทิศทางใดนั้นข้ามองไม่เห็น”

น้ำเสียงอู๋สือซว่านแผ่วเบาลงเมื่อไม่สามารถตอบคำถามของอีกฝ่ายได้ครบทุกประโยค

มู่ซีหว่านเห็นท่าทางของเด็กสาวก็รู้สึกเอ็นดูและเห็นใจ จึงกระชับมือเล็ก แล้วตบที่หลังมือของนางเบา ๆ

“ไม่ต้องกังวลไป พี่ลู่เสียนเพียงถามดูเพื่อจะได้หาตำแหน่งที่ตั้งของพวกเราเท่านั้น”

เพ่ยลู่เสียนขีดบางสิ่งลงบนพื้นดินกลางเรือน คิ้วเรียวของนางขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยบอก

“ชานเมืองอันฉิน”

อู๋สือซว่าน และสตรีอีกสามนางเดินมารวมตัวกันที่กลางเรือน มองรอยที่เพ่ยลู่เสียนขีดเขียนลงบนพื้นดินด้วยความสนใจ

“พี่ลู่เสียน ท่านเก่งขนาดนี้ สนใจร่วมลงทุนวาดแผนผังเมืองขายกับข้าหรือไม่”

“หลี่เฟิ่งเซียน เจ้าหยุดคิดเรื่องเงินก่อนได้หรือไม่”

มู่ซีหว่านเอ่ยพลางตีไปบนไหล่ของสหาย อู๋สือซว่านมองความสนิทสนมของพวกนางแล้วเผลอยิ้มกว้าง ลืมความทุกข์ใจไปชั่วคราว

“เท่าที่ข้าแอบฟังมา อีกสามวันพวกมันจะขายเราเข้าหอนางโลม พี่ลู่เสียน ท่านวางแผนหลบหนีไว้อย่างไร”

เจียงหว่านหนิงมีความสามารถในเรื่องวรยุทธ แม้ตอนนี้จะเกิดเรื่องให้นางไม่อาจใช้วรยุทธได้ดังเดิม แต่เรื่องความสามารถในการลอบฟังผู้อื่นยังคงใช้ได้ดีเช่นยามปกติ

“หากข้าคาดเดาไม่ผิด คนพวกนี้คงขายเราให้กับหอวารีแคว้นต้าโจว เพราะเป็นเขตที่ใกล้เมืองอันฉินที่สุด เส้นทางจากเมืองอันฉินไปยังแคว้นต้าโจวเป็นภูเขา ไม่อาจใช้รถม้า และไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน ต้องเดินเท้าเท่านั้น มีเพียงโอกาสนี้ที่พวกเราจะหลบหนีได้” เพ่ยลู่เสียนพูดสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่

“เช่นนั้นข้าจะรั้งท้ายสกัดพวกมันเอาไว้เอง พวกท่านเร่งหนีให้เร็วที่สุดก็พอ”

เจียงหว่านหนิงเอ่ยอาสาด้วยท่าทางจริงจังหนักแน่น กลับเป็นมู่ซีหว่านที่กังวลแทน

“หว่านหนิง ตอนนี้ร่างกายของเจ้าไม่อาจใช้วรยุทธได้ มิเช่นนั้น...”

“ข้ามีสหายเป็นหมอเทวดา ยังจะต้องกังวลเรื่องใดอีก”

เพ่ยลู่เสียนหันมองรอบกาย อู๋สือซว่านที่มาใหม่นั้นก็ดูบอบบางไม่ได้ความ เจียงหว่านหนิงแม้ไม่เคยเห็นนางต่อสู้ แต่ฟังจากประโยคที่ไร้ความกังวลแม้ต้องเผชิญกับศัตรูไม่ทราบจำนวน ก็คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา มู่ซีหว่านนอกจากรูปร่างที่โดดเด่นแล้ว ฟังจากคำพูดของเจียงหว่านหนิงและอู๋สือซว่าน ก็มั่นใจว่านางย่อมมีฝีมือการแพทย์ไม่ธรรมดา ส่วนหลี่เฟิ่งเซียน แม้ยามนี้นางไม่แสดงความสามารถที่โดดเด่น แต่ท่าทางไร้ความกังวลแม้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากและอันตราย ก็ชี้ชัดว่านางเป็นสตรีที่ไม่อาจดูแคลนผู้หนึ่ง ดูแล้วคงมีแต่อู๋สือซว่านที่ดูจะไร้ประโยชน์ และเป็นภาระของผู้อื่น

“ซีหว่าน เจ้าสนใจร่วมเปิดโรงหมอกับข้าหรือไม่”

เพ่ยลู่เสียนกลอกตามองบนเมื่อได้ยินหลี่เฟิ่งเซียนเอ่ย ในสถานการณ์เช่นนี้อีกฝ่ายยังคิดถึงเรื่องเงินทองอีก

“เฟิ่งเซียนถ้าต้องแลกเงินกับชีวิตเจ้าจะเลือกอันไหน”

“แน่นอน ข้าเลือกเงินก่อนจะเลือกชีวิตต่อ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ขาดทุนแน่นอน”

เพ่ยลู่เสียนได้ยินแล้วก็คิดว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหนกันแน่ สวรรค์แกล้งนางใช่ไหม ถึงได้มาเจอคนพวกนี้

สามวันต่อมาเหล่าพ่อค้าทาสก็เปิดประตูเรือนตะวันตกแล้วเข้ามาจับพวกนางมัดมืออีกครั้ง ก่อนจะใช้เชือกเส้นยาวร้อยรัดมัดโยงพวกนางต่อกันเป็นแถวตอนเดียว

“เดินตามมาดี ๆ อย่าได้คิดตุกติก ไม่เช่นนั้นกระบี่ในมือข้าอาจจะพลาดไปถูกคอพวกเจ้าได้”

เพ่ยลู่เสียนที่อยู่ด้านหลังสุดมองไปด้านหน้าก็เห็นอู๋สือซว่านออกอาการสั่นเทาน้อย ๆ ด้วยความตื่นกลัว มู่ซีหว่านรับรู้ได้ถึงความหวาดหวั่นของเด็กสาว ร่างเล็กพลันขยับก้าวมาบดบังนางจากสายตาเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งแปดคน พร้อมกับกระซิบเสียงเบา

"มีพี่สาวคนนี้อยู่ ไม่ต้องกังวล"

อู๋สือซว่านได้ยินคำมั่นของมู่ซีหว่านก็พยักหน้ารับอยู่บนแผ่นหลังบาง

จากนั้นเพ่ยลู่เสี่ยนก็หันมองรอบด้านเพื่อสังเกตว่ามีอะไรที่พอจะหลบหนีได้บ้าง

“รีบพาพวกนางออกมารวมกับพวกด้านหน้า”

ชายชุดดำที่โพกหน้าไว้เอ่ยเสียงกร้าวทรงอำนาจมาจากหน้าเรือน มันคือคนที่ทำร้ายจิวฟงและพ่อบ้านฮุ่ย ยิ่งเห็นนางก็ยิ่งกำมือแน่นด้วยความแค้นใจ มองคนแปดคนทำท่าทางนอบน้อมก็นึกอยากชิงดาบมาฆ่าปักหัวใจพวกมันเสียตอนนี้

“ขอรับ”

หลังจากที่ถูกพามารวมที่ด้านหน้า เพ่ยลู่เสียนมองหญิงสาวที่กองอยู่เต็มลาน นับจำนวนแล้วมีไม่ต่ำกว่าสามสิบคน คนพวกนี้เหิมเกริมมากไปแล้ว

“พวกเรือนตะวันตกพาไปส่งที่หอวารีแคว้นต้าโจว เรือนตะวันออกส่งไปหอสราญรมย์ เรือนหลังนั่นส่งไปที่โรงบำเรอทาส”

แม้ว่าตัวนางจะไม่เคยมาแคว้นหนิงอัน แต่ก็พอจะทราบว่าหอวารีแคว้นต้าโจวเป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งของต้าโจว เลื่องลือขึ้นชื่อเรื่องหญิงงาม เป็นที่ที่บุรุษจากชนชั้นสูงนิยมมาหาความสำราญ ส่วนหอสราญรมย์เป็นหอคณิกาสามัญ ในขณะที่โรงบำเรอทาสคือหอนางโลมชั้นต่ำ รองรับลูกค้าที่มีรสนิยมดิบเถื่อน

ระหว่างที่นางคิดหาทางหนีนั้นก็เห็นอู๋สือซว่านร้องไห้ออกมา หยาดน้ำใสไหลลงอาบแก้ม เม้มปากสะอื้นเบา ๆ ก็ยิ่งนึกถึงสาวใช้ของนาง และแค้นใจพวกพ่อค้าทาสพวกนั้นขึ้นไปอีก

"ดูแล้วสิ่งที่พี่ลู่เสียนคาดเดาคงไม่ผิดนัก เจ้าไม่ต้องกลัวไป"

คำพูดของมู่ซีหว่านทำให้อู๋สือซว่านคลายความกังวลใจลงเล็กน้อย นางเลื่อนสายตามองหญิงสาวทั้งสี่ด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

“พี่ซีหว่าน แต่ข้ากลัว...”

มู่ซีหว่านหันไปมองหญิงสาวด้วยความห่วงใย อย่างไรนางก็เป็นหญิงสาววัยสิบห้าปี ตลอดชีวิตคงมิเคยพบพานเรื่องเลวร้าย จะตื่นกลัวเช่นนี้ก็ไม่แปลกนัก

“ไม่ต้องกลัว พี่ลู่เสียนไม่เคยคาดการณ์สิ่งใดพลาด”

อู๋สือซว่านพยักหน้ารับ สองเท้าก้าวเดินตามแผ่นหลังของมู่ซีหว่านไม่ห่าง จนกระทั่งตะวันเคลื่อนย้ายมาตรงกลางศีรษะ ชายฉกรรจ์ที่นำทางมาทั้งหกคนก็หยุดเท้าให้พวกนางหยุดพัก

“พี่รอง...จะว่าไปแล้วพวกนางก็งดงามกันไม่น้อย ตอนนี้นายใหญ่ไม่อยู่ ข้าว่าพวกเราหาเรื่องสนุกทำกันดีหรือไม่”

ชายคนหนึ่งเอ่ยเสียงหื่นกาม สายตาเต็มไปด้วยไฟปรารถนาจ้องมองหญิงสาวทั้งห้า

“นั่นสิพี่รอง ท่านเองก็พอใจเด็กสาวผู้นั้นมิใช่หรือ อย่างไรพวกนางก็ต้องไปเป็นหญิงนางโลมที่หอวารี พวกเราเล่นสนุกกับพวกนางคนละรอบสองรอบคงไม่เสียหายอะไร”

เมื่อถูกบรรดาสหายชั่วยั่วยุ ผู้ที่ถูกเรียกขานว่าพี่รองก็เริ่มไขว้เขว ยิ่งได้เห็นท่าทางตื่นกลัวของเด็กสาวผู้นั้น ในใจของเขาก็ฮึกเหิมเร่าร้อน หากได้ครอบครองนางสักครั้งสองครั้งคงสุขสมไม่น้อย

“เช่นนั้นพวกเจ้าก็เบามือหน่อย และอย่าได้ทิ้งร่องรอยชัดเจนจนเกินไป”

เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจที่สุด เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหกก็พุ่งตรงไปหาหญิงงามทั้งห้า ทว่าในจังหวะที่ชายคนแรกถึงตัวเจียงหว่านหนิง เชือกที่ข้อมือนางก็หลุดออกเศษถ้วยแตกที่ซ่อนเอาไว้ในปลอกแขน แล้วปาดเข้าที่ลำคอของชายตรงหน้าทันที

“สารเลว ต่ำช้า! บุรุษเช่นพวกเจ้าสมควรตายให้หมด”

ทันทีที่ร่างของบุรุษคนแรกล้มลง คนที่เหลือก็ถอยไปตั้งหลัก ชักกระบี่ขึ้นมาทันที

"สตรีแพศยา เจ้ากล้าลงมือกับอาฉาย ข้าจะไม่ให้เจ้าได้ตายดี"

เจียงหว่านหนิงยกมุมปากขึ้นเย้ยหยันกับคำข่มขู่ที่ได้ยิน เท้าเล็กสะกิดกระบี่บนเอวของร่างชายไร้ลมหายใจขึ้นมาถือ แล้วขยับเท้าเข้าหา ยามที่นางพลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ลมหายใจของบุรุษชั่วก็ดับลงไปอีกหนึ่งคน

ในขณะที่เจียงหว่านหนิงก้าวเท้าสังหารพ่อค้าทาสต่ำช้า หลี่เฟิ่งเซียนก็รีบทรุดตัวลงนั่ง วางมือบนร่างที่ไร้ลมหายใจ เร่งสอดส่ายมือควานหาถุงเงินของอีกฝ่าย ยามที่จับได้ถุงเงินใบโตดวงตาของนางก็เปล่งประกาย หากแต่ในจังหวะที่นางกำลังจะปลดถุงเงินสีดำบนเอวหนา แขนเล็กก็ถูกดึงรั้งจนถุงเงินใบโตหลุดมือ

"พี่ลู่เสียน ถุงเงินของข้า"

“รักษาชีวิตของเจ้าก่อนดีหรือไม่”

เป็นเพ่ยลู่เสียนที่เอ่ยตำหนิเสียงดัง พร้อมกับออกแรงฉุดดึง

หลี่เฟิ่งเซียนได้แต่มองถุงเงินด้วยสายตาอาลัย หากแต่ก็จำใจต้องทอดทิ้งลาภก้อนใหญ่ของตนไป

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย สามีพันธกาลรัก
9.3
มิราวดีหญิงสาวผู้ถูกคู่หมั้นหักหลังจนชีวิตพังทลาย กลับได้รับความช่วยเหลือจากชายลึกลับที่มักปรากฏตัวในยามคับขันเสมอ เธอตัดสินใจแต่งงานกับเขาเพื่อรักษาตัวรอด โดยหารู้ไม่ว่าสามีคนนี้มีอายุยืนยาวมาหลายชั่วอายุคน ทว่าท่ามกลางความรักที่ก่อตัวขึ้น อดีตชาติอันขมขื่นกลับตามมาหลอกหลอน เมื่อวิญญาณปริศนาปรากฏตัวพร้อมทวงคืนร่างเพื่อชดใช้บาปกรรมเก่าที่เธอเคยทำไว้ในอดีต กลายเป็นบททดสอบความรักข้ามกาลเวลาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและพันธนาการที่ยากจะตัดขาด
หน้าปกนวนิยาย ชะตาร้ายชะตารัก
8.9
ท่ามกลางความโหยหาที่ไร้จุดหมาย นางได้แต่เฝ้ารอคอยความรักจากเขาด้วยความหวังอันริบหรี่ ในขณะที่หัวใจของเขากลับมีไว้เพื่อสตรีอื่นเพียงผู้เดียว คำกล่าวที่ว่าความรักทำให้คนโง่งมดูจะกลายเป็นความจริงที่ตอกย้ำโชคชะตาของนาง หรือชีวิตนี้ทำได้เพียงเป็นธาตุอากาศที่วนเวียนอยู่ใกล้กายแต่ไร้ตัวตนในสายตาเขา นางจึงได้แต่ตัดพ้อต่อโชคชะตาว่า เมื่อไหร่เขาจะหันมาเหลียวแลนางผู้มีหัวใจรักมั่นคงไม่ต่างจากใครอื่นเสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
หน้าปกนวนิยาย อ้อมกอดรักอันร้อนแรง และ อดทน
8.6
ตลอดสามปีในฐานะคู่ชีวิต มาร์ค อัลฟ่าผู้เย็นชาใช้ความบอบบางของฉันเป็นข้ออ้างเพื่อเหินห่าง ในวันครบรอบที่แสนเจ็บปวด เขาเลือกทิ้งฉันไว้กลางสายฝนเพื่อไปหาหญิงอื่นที่เขาบอกรักอย่างเต็มหัวใจ ท่ามกลางพายุที่พัดพาความหวังสุดท้ายให้พังทลาย ฉันกลับพบกับอัลฟ่าลึกลับผู้มีพลังอำนาจเหนือกว่าสามีเก่าอย่างมหาศาล สายตาคมกริบสีเงินคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉันด้วยความโหยหา พร้อมคำประกาศกร้าวที่เปลี่ยนโชคชะตาของฉันไปตลอดกาลว่าฉันคือผู้หญิงของเขาเพียงคนเดียว
หน้าปกนวนิยาย ท่านอาจารย์อย่ารบกวนข้าเลย 师父,别打扰我。
9.0
เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของอาจารย์ผู้เป็นที่รัก ไป๋เหม่ยหลานยอมรับโทษทัณฑ์แสนสาหัสจากสำนักเซียวเหยาจนสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยว เมื่อได้รับโอกาสให้กลับชาติมาเกิดใหม่ นางจึงปรารถนาเพียงการใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนและตัดขาดจากความสัมพันธ์ในอดีตให้สิ้นซาก ทว่าโชคชะตากลับไม่เป็นใจ เมื่ออดีตอาจารย์ที่นางเคยภักดีกลับก้าวเข้ามาพัวพันในชีวิตของนางอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นางจะจัดการกับวาสนาที่ไม่อยากจำนี้อย่างไรในภพชาตินี้
หน้าปกนวนิยาย ต้องมนต์บุปผา
9.1
หลิวซือซือ หญิงสาวผู้งดงามและใสซื่อที่เติบโตมาจากการประคบประหงมของครอบครัวผู้มั่งคั่ง เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแสดงตามความฝันแม้พ่อแม่จะไม่เห็นชอบ จนกระทั่งได้รับขลุ่ยโบราณที่พ่อหามาให้เพื่อใช้ประกอบการแสดงซีรีส์ย้อนยุค ตั้งแต่นั้นมาเธอก็เริ่มฝันถึงแม่ทัพหนุ่มท่ามกลางสนามรบซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยในฝันเธอได้ช่วยเหลือเขาไว้หลายครั้ง สิ่งที่น่าพิศวงคือความฝันเหล่านั้นเริ่มซ้อนทับกับความจริงอย่างประหลาด เขาเป็นใคร และขลุ่ยเล่มนี้มีความลับใดซ่อนอยู่กันแน่
หน้าปกนวนิยาย จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ
8.7
ภายใต้ภาพลักษณ์ของจ้าวเยว่ สตรีผู้แสนเกียจคร้านจนคนรอบข้างต่างพากันส่ายหน้าและดูถูกเหยียดหยาม กลับซ่อนเร้นความสามารถอันไร้เทียมทานดุจดั่งคมดาบที่ถูกเก็บงำไว้ในฝักอย่างมิดชิด ทว่าเมื่อภัยอันตรายเริ่มคืบคลานเข้ามาคุกคามสามีผู้เป็นที่รัก นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องละทิ้งหน้ากากแห่งความเฉื่อยชา แล้วปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาเพื่อปกป้องเขาให้พ้นจากอันตราย ถึงเวลาที่ความลับของนางจะต้องถูกเปิดเผยให้โลกได้รับรู้