
52 Hz อวาฬกาศ
ตอน 2
Plawan Talks.
วาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีขนาดตัวที่ใหญ่ อาศัยอยู่เฉพาะในทะเลและมหาสมุทร เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายปลา คือมีรูปร่างเพรียวยาว มีครีบ และมีหางเหมือนปลา แต่หางจะมีแนวนอน ไม่ใช่แนวตั้งเหมือนปลา เพราะฉะนั้นวาฬไม่ใช่ปลา...
อืม... แปลก
ฉันครุ่นคิดในหัวสมองของตัวเองอย่างหนักเกี่ยวกับบทความในเว็บที่กำลังอ่านอยู่
“ถ้าไม่ใช่ปลา...” แล้วทำไมคนถึงต้องเรียกว่า ‘ปลาวาฬ’ ด้วย
เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นจากข้อสงสัยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ฉันเรียนจบมัธยมศึกษา แต่ก็ไม่กล้าจะถามคนภายนอกออกไป เพราะกลัวคนอื่นจะมองว่าฉันแปลก ซึ่งฉันคิดว่าไม่ได้มีแค่ฉันเองหรอกที่ตั้งข้อสงสัยแบบนี้ ฉันว่าอีกหลายคนบนโลกใบนี้ก็มีข้อสงสัยเหมือนๆ กับฉัน
“อืม...” ฉันครางในลำคอ ก่อนจะกดปุ่มโฮมออกจากหน้าบทความที่กวาดสายตาอ่านได้เพียงสามบรรทัด
ตอนเด็กๆ ฉันมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนักบินอวกาศ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ความฝันของฉันถูกบั่นทอนลงทีละนิดทีละน้อย ฉันชอบท้องฟ้า ชอบสีน้ำเงิน ชอบความเงียบสงบ แต่ก็อยากจะสื่อสารกับคนอื่นๆ ด้วย แต่เพราะฉันเป็นแบบนี้...
เรียกว่าอะไรนะ? โลกส่วนตัวสูงหรือเปล่า ทำนองนั้น...
ฉันไม่เข้าใจว่าคนโลกส่วนตัวสูงมันผิดมากมายขนาดไหนกัน ฉันก็แค่อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อยากสุงสิงกับใคร ไม่ชอบการเข้าสังคมหรือเผชิญหน้ากับบุคคลมากหน้าหลายตาที่ตัวเองไม่รู้จัก แต่ฉันก็มักจะถูกคนรอบข้างมองว่า ‘หยิ่ง’ เสมอ
ครืด! ครืด!
แรงสั่นจากโทรศัพท์ในมือทำให้ฉันต้องลดสายตาลงมอง เบอร์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้รอยยิ้มของฉันค่อยๆ เผยออกมา ก่อนจะกดรับสายโดยไม่ลังเล
“ฮัลโหลป๊า...” เป็นป๊าฉันเองที่โทรมา
[ป๊าอยู่หน้าหอ ลงมาเอาของเร็ววาฬ หนูลืมของสำคัญไว้]
“ได้ค่ะ” ตอบเพียงเท่านั้น ฉันก็กดวางสายจากป๊าไป
วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ หอพักที่อยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยของตัวเอง เพราะไอ้คำว่าโลกส่วนตัวสูง ป๊าฉันเลยต้องทำเรื่องกับทางมหาวิทยาลัยให้ฉันได้อยู่หอนอก ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของฉันนั่นแหละ แต่ปีหนึ่งส่วนมากจะอยู่หอในกันไง ฉันก็เลยเป็นพวกแปลกแยกจากคนอื่นพอสมควร
ฉันเดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะเปิดมันออกไปและเดินเอื่อยเฉื่อยไปกดลิฟท์ และทันทีที่ลิฟท์เปิดออก ฉันก็เดินเข้าไปทันทีโดยไม่ได้สนใจว่าใครเป็นใคร
ปึก!
“...” คนในลิฟท์เดินสวนออกมาสามคน และหนึ่งในนั้นก็เดินชนฉันแบบจังๆ
คิ้วฉันขมวดแน่น รู้สึกเจ็บที่ไหล่นิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ฉันเงยหน้ามองคนชนนิ่งๆ เขาเป็นผู้ชาย สูงร้อยแปดสิบกว่าๆ เห็นจะได้ มีใบหน้าหล่อเหลา สันจมูกโด่ง ริมฝีปากหยักลึก ดูแล้วก็หล่อดี รายละเอียดบนใบหน้าเขาอย่างกับพระเจ้าสรรค์สร้างมา
แต่... ไม่ขอโทษฉันหน่อยเหรอ เดินชนขนาดนี้
“...” เขาจ้องฉันกลับนิ่งๆ พลางเลิกคิ้วทำหน้าสงสัยเหมือนกับว่าฉันมีอะไรจะถามเขาหรือเปล่า
ฉันส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจกับบุคคลตรงหน้า ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในลิฟท์เลย ไม่อยากจะคาดคั้นเอาคำขอโทษจากปากคนที่ไม่รู้ว่าควรจะขอโทษ ฉันเป็นคนไม่สนใจโลกภายนอกเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยใส่ใจว่าใครจะประพฤติตัวแบบไหนกับตนเอง แต่ถ้าเขาขอโทษ... มันก็จะดีกว่านี้หน่อยหนึ่ง
“ป๊า...” พอลิฟท์ลงมาถึงชั้นล่างและเห็นป๊าอยู่ในรัศมีสายตาของตัวเอง ฉันก็รีบวิ่งเข้าไปกอดคนเป็นพ่อทันที
“เป็นยังไงบ้างไอ้ตัวเล็ก อยู่ได้ใช่ไหมลูก” ป๊าสวมกอดฉันกลับอย่างแนบแน่น ก่อนจะลูบไล้ฝ่ามือลงบนหัวฉันอย่างเอ็นดู
“อยู่ได้” ฉันตอบป๊าเสียงเรียบ ผละตัวเองออกมา แล้วปรายตามองถุงที่ป๊าถืออยู่ “นี่ใช่ไหม”
“ใช่... ลืมได้ยังไง ของรักของหวงขนาดนี้” ป๊ายิ้มกว้าง ก่อนจะส่งถุงที่ถือติดไม้ติดมือมาด้วยให้ฉัน
ฉันรับถุงนั้นมา หยิบของในนั้นขึ้นมาดู ก่อนจะระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งอก โชคดีที่ป๊าเอากลับมาให้ ถ้าไม่มีมัน ไม่รู้ว่าคืนนี้ฉันจะหลับลงได้ยังไง
“ขอบคุณนะป๊า” ฉันหันไปบอกป๊ายิ้มๆ
มันเป็นตุ๊กตาปลาวาฬที่แม่ของฉันซื้อให้ตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก ตอนนี้ท่านไม่อยู่บนโลกนี้แล้วล่ะ ท่านจากฉันไปตั้งแต่ฉันสามขวบแล้วมั้ง ยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าแม่ฉันเป็นแอร์โฮสเตส ส่วนพ่อฉันทำงานเป็นสถาปนิกที่บริษัทแห่งหนึ่งของกรุงเทพ ไม่ต้องสงสัยนะว่าทำงานคนละสายแล้วโคจรมาเจอกันได้ยังไง พ่อกับแม่ฉันปิ๊งกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วแหละ แล้วก็คบกันมาตลอดจนกระทั่งแต่งงานกัน
ฉันก็เป็นผลผลิตจากความรักของทั้งสองคน แต่ดูเหมือนว่าความสุขของฉันมันจะคงอยู่ได้แค่สามปี พอฉันสามขวบ แม่ฉันก็จากไปด้วยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ด้วย
“ทีหลังอย่าลืมอีกล่ะ ไว้ป๊าจะแวะมาหาเรื่อยๆ” ป๊าบอก ก่อนจะเอื้อมมือมายีผมฉันเบาๆ “ดูแลตัวเองดีๆ นะวาฬ”
“เข้าใจแล้ว...” ฉันบอกป๊าเสียงยาน ก่อนจะฉีกยิ้มยิงฟันขาวๆ ให้ป๊าเห็นว่าลูกสาวคนนี้ยังอยู่สบายดี ไม่มีอะไรเสียหายหรือสึกหรอ
“งั้นป๊ากลับแล้วนะ” ป๊าบอก ก่อนจะทำท่าเหมือนจะเดินกลับไปยังรถยนต์ที่จอดไว้ แต่แล้วท่านก็ชะงัก แล้วก็เดินกลับมาหาฉัน “ป๊าจะกลับจริงๆ แล้วนะ”
“…” ฉันพยักหน้าให้ป๊าเป็นเชิงว่าให้ป๊ากลับได้เลย ไม่ต้องห่วงอะไร
“นี่ป๊าจะกลับแล้วนะวาฬ”
“อื้อ...” ฉันครางรับ แต่ป๊าก็ยังไม่ยอมไปสักที ทำให้ต้องถามออกไปด้วยความสงสัย “ทำไมป๊าไม่ไป”
“ปลาวาฬ...” ฉันเลิกคิ้วขึ้นมองป๊าเมื่อถูกเรียกชื่อ “หนูเป็นคนหรือเปล่าลูก หรือหนูเป็นหุ่นยนต์”
“…” คำถามนั้นทำให้ฉันสตั๊นไปด้วยความงุนงง
“ป๊าจะกลับแล้ว ไม่หอมแก้มป๊าก่อนกลับหน่อยเหรอ” เท่านั้นแหละ ฉันถึงกับร้อง ‘อ๋อ’ ในใจอย่างถ่องแท้
ที่แท้ก็ต้องการให้ฉันหอมแก้มนี่เอง แล้วทำไมป๊าไม่บอกกันตรงๆ นะ ให้ฉันงงอยู่ตั้งนาน
ฉันเดินเข้าไปหอมแก้มป๊าดังฟอด ก่อนจะผละออกมา “รักป๊านะ”
“ถ้าไม่บอกจะได้หอมไหมวันนี้” ป๊าพูดติดตลก ก่อนจะเดินออกไป
ฉันมองตามร่างป๊าที่ค่อยๆ เล็กลงเพราะระยะที่ห่างออกไป วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันต้องอยู่คนเดียว โลกอันโดดเดี่ยวของวาฬ 52 Hz กำลังจะเริ่มแล้วสินะ...
คุณอาจจะชอบ





