ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย 52 Hz อวาฬกาศ

52 Hz อวาฬกาศ

เมื่อรุ่นพี่สุดอบอุ่นอย่าง 'พี่ปลื้ม' ยื่นนิ้วก้อยมาให้เพื่อขอคืนดี ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะเรียบง่ายแต่กลับแฝงไปด้วยความใส่ใจ การกระทำเล็กน้อยที่แสนอ่อนโยนนั้นกลับสั่นคลอนความรู้สึกภายในใจของฉันอย่างรุนแรง ความใจดีที่เขามีให้คนรอบข้างเสมอมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของความอบอุ่นที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัวใจอย่างที่ฉันเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะส่งผลต่อความรู้สึกมากขนาดนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่ละมุนละไมและลึกซึ้งในแบบที่ยากจะอธิบายได้
ตอน
แชร์

ตอน 3

Pluem Talks.

วาฬตัวหนึ่งสื่อสารกับวาฬตัวอื่นด้วยความถี่ 52 Hz ด้วยความถี่ที่สูงกว่าปกติเลยทำให้วาฬตัวอื่นไม่ได้ยิน มันเลยกลายเป็นวาฬที่โดดเดี่ยวที่สุดบนท้องทะเล ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีอะไรเลย...

อืม... แปลก

ผมกวาดตาอ่านบทความที่คนแชร์ต่อๆ กันมาในเฟสบุ๊ค ก่อนจะครุ่นคิดอย่างหนักเกี่ยวกับวาฬตัวดังกล่าวที่ใช้ความถี่ 52 Hz ในการสื่อสารกับวาฬตัวอื่นๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ และผมไม่นึกด้วยว่าวาฬตัวนี้จะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก เป็นเรื่องราวที่เว่อร์วังเกินจินตนาการ แต่ทว่ามันกลับเป็นเรื่องจริงที่อิงได้จากวิทยาศาสตร์

“อ่านอะไรวะไอ้ปลื้ม” เสียงทุ้มจากทางด้านหลัง ทำให้ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ในสาขาของตัวเอง

“เรื่อยเปื่อย” ผมตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหลุบตาลงมองรูปวาฬบาลีนสีน้ำเงินแล้วกดปุ่มโฮมออกจากหน้าเฟสบุ๊คทิ้งไป

“ตกลงมึงจะเป็นเฮกว้ากให้กูไหม อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันรับน้องแล้ว กูจะได้ส่งรายชื่อให้สาขา”

“…”

ผมชื่อ ‘ปลื้ม’ เป็นนักศึกษาภาควิชาโยธาที่จบชั้นปีที่สองกำลังจะขึ้นปีสาม ตอนนี้ผมอยู่ที่หอของ ‘พี่เอก’ เฮดว้ากของสาขาผมเอง ผมสนิทกับพี่เอกเพราะเป็นพี่ที่โรงเรียนเก่า และพี่ชายของผมเป็นไอดอลของพี่เอก เพราะพี่เอกแกนับถือพี่ชายผมที่เรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งและกลับไปโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน พี่แกบอกว่าอยากเก่งแบบพี่ชายผม

ที่บ้านของผมทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆ เป็นธุรกิจที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าของผมแล้ว แต่ที่ผมไม่ได้เรียนสายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานของที่บ้าน เป็นเพราะผมไม่อยากเข้าไปบริหารโรงงานเหมือนพี่ชาย ผมอยากทำตามความฝันของตัวเองในการเป็นวิศวกรโยธา

“ว่าไง เงียบเป็นป่าช้าเชียวนะมึง”

“…”

ผมไม่อยากเป็นเฮดว้าก ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ถูกชะตา ผมไม่เข้าใจว่าว้ากมีขึ้นมาทำไม มีเพื่ออะไร สั่งให้น้องๆ ทำกิจกรรมบ้าบอไร้สาระ ซึ่งมันหาประโยชน์จากกิจกรรมนี้ไม่ได้เลย

ที่มหาวิทยาลัยของผมเริ่มรับน้องกันตอนปีหนึ่ง ปีหนึ่งทุกคนจะใส่เสื้อดำแขนยาว และกิจกรรมรับน้องดังกล่าวเรียกว่า ‘ลงลาน’ เป็นกิจกรรมที่พี่สันทนาการและพี่ว้ากจะเรียกน้องรวมเพื่อทำกิจกรรมรับน้องกันที่ลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แรกๆ เราก็จะร้องรำทำเพลงกันตามปกติ แต่สักพักพี่สันฯ ก็ให้เราหลับตา และพวกบรรดาพี่ว้ากก็วิ่งเข้ามาตะโกนด่าใส่เราด้วยถ้อยคำหยาบคาย

ตอนนั้นผมงงกับเหตุการณ์มาก อยู่ดีๆ ก็มีพวกพี่ว้ากเดินเข้ามาตะโกนด่าทั้งๆ ที่ผมและเพื่อนไม่ได้ทำอะไรผิด และพอเงยหน้าขึ้นมอง ผมถึงได้รู้ว่าเฮดว้ากที่ตะโกนด่าผมอยู่นั้นคือพี่เอก พี่โรงเรียนที่ผมรู้จัก

“ไม่อยากเป็นว่ะพี่” ผมส่ายหน้าช้าๆ เมื่อคิดทบทวนดีแล้ว

“มึงแน่ใจนะไอ้ปลื้ม” พี่เอกถามย้ำอีกครั้ง จงใจกดเสียงต่ำให้ผมได้คิดทบทวนดูอีกรอบ

ในเมื่อผมไม่ชอบการว้าก แล้วทำไมผมต้องไปเป็นพี่ว้ากด้วยล่ะ มันไม่มีความสมเหตุสมผลเลยสักนิด

“ไม่ชอบ” ผมตอบสั้นๆ

“กิจกรรมบางกิจกรรมมันก็ไม่ต้องอาศัยความชอบหรอกนะมึง กูก็ไม่ได้อยากมาเป็นเฮดว้าก กูไม่ชอบด้วยซ้ำกับการตะโกนด่าน้องทั้งๆ ที่น้องมันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เพราะมันเป็นหน้าที่ไง หน้าที่ที่กูต้องแบกรับแทนเพื่อนในสาขา เพราะทั้งสาขาแม่งหาว้ากไม่ได้”

“…” ผมเงียบอีกครั้ง

เกิดเดดแอร์ขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ผมจ้องหน้าพี่เอกด้วยความคิดหลากหลายที่ผสมปนเปกันอยู่ในหัว ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ผมไม่ได้โลกส่วนตัวสูง ก็แค่พูดน้อยเท่านั้น แต่การที่ผมต้องไปแหกปากตะโกนให้แสบคอ ผมว่าผมไม่น่าจะทำได้

“เอาเป็นว่ากูขอร้องมึงก็แล้วกัน ถือซะว่าช่วยกู”

“แต่ผม...”

“อย่างน้อยมึงก็จะได้เรียนรู้ว่าการที่กูอยู่ในจุดนี้มันลำบากใจแค่ไหน จุดที่ต้องสอนวินัยและความรับผิดชอบให้น้อง จุดที่กูต้องโดนน้องหลายๆ คนด่าลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคาย จุดที่กูต้องไปตะโกนด่าน้องให้น้องเสียความรู้สึก จุดที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง”

“…”

“นะปลื้ม... มึงเป็นน้องคนเดียวที่กูไว้ใจ” พี่เอกยื่นมือมาบีบไหล่ผมหนักๆ

ปึง!

“มาแล้วโว้ย มาๆ ๆ แดกๆ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นมา ตามด้วยการปรากฏตัวของ ‘พี่นาย’ เพื่อนสนิทของพี่เอกที่เดินถือถุงเบียร์เข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท้าทายแดดประเทศไทยที่แผดแสงเจิดจ้า

“มึงยังไม่ต้องคิดอะไร กูมีเวลาให้มึงนอนคิดทั้งคืน แดกเบียร์กัน” พี่เอกตบมือลงบนบ่าผมสองที ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟากลางห้อง

“มาดิมึง ยืนบื้ออะไร เร็วๆ” พี่นายเร่ง ในขณะที่เขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวตรงข้ามกับพี่เอกไปแล้วเรียบร้อย

ผมถอนหายใจออกมายืดยาว ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปร่วมวงดื่มเบียร์กับพวกพี่ๆ ด้วย อย่างน้อยก็ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน แล้ววันพรุ่งนี้ผมค่อยให้คำตอบที่ชัดเจนกับพี่เอกอีกทีก็แล้วกัน

01 : 02 น.

ผมเดินออกมาจากห้องของพี่เอกด้วยอาการมึนหัวนิดหน่อย แต่ก็ยังสามารถเดินไปตามทางเดินได้ ถึงแม้จะทุลักทุเลเอาการอยู่ ตอนนี้ผมรู้สึกอยากสูดอากาศให้สมองโล่งสักหน่อย เพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวกับการขอร้องของพี่เอกขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตามใจตัวเอง หรือควรช่วยเหลือพี่เอกดี

ถ้าทำตามใจตัวเอง ผมจะได้ความสบายใจ แต่ก็เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว

แต่ถ้าทำตามคำขอร้องของพี่เอก ผมก็จะเป็นกังวล แต่ผมก็จะกลายเป็นน้องที่ไม่ทอดทิ้งและไร้น้ำใจกับพี่

“การที่เราทำอะไรที่ไม่ชอบ ให้คิดซะว่าการฝืนใจตัวเองนั้นเป็นการฝึกจิตใจให้พร้อมรับกับปัญหา รู้จักอดทนและเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิต จะทำให้เราเติบใหญ่และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ บนโลกได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น”

เสียงใสของใครบางคนแว่วเข้ามาในหูผมเมื่อเท้าของผมแตะพื้นดาดฟ้าของหอพี่เอกเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้สายตาตัวเองจะพร่ามัวจนมองไม่ชัดว่าต้นตอของเสียงนั้นอยู่ตรงไหน แต่ก็พอจะเดินตามเสียงที่แว่วมาอย่างต่อเนื่องไปได้

“การที่เราท้าทายตัวเองในการทำสิ่งที่ไม่ชอบ ถือว่าเราได้ทดสอบความสามารถของชีวิตเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยมันก็เป็นการพิสูจน์ตัวตนของเรา”

ทันทีที่เดินมาถึงต้นตอของเสียงนั้น ผมก็ชะงักไปเมื่อสายตาตัวเองปะทะเข้ากับร่างเล็กของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของดาดฟ้า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือส่องหน้าของผู้หญิงคนนั้นจนใบหน้าจิ้มลิ้มคุ้นเคยเหมือนผมเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนปรากฏขึ้น

ในขณะนั้นเธอก็ยังคงพูดเกี่ยวกับการทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบไปเรื่อยๆ ผมยืนกอดอกมองเธอพูดนิ่งๆ น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยน่าฟังของเธอทำให้ผมยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว

ทุกคำพูดของเธอล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจในการเป็นเฮดว้ากของผมทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เธอพูดมามันมีเหตุผลบางอย่างมารองรับตลอด และมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นราวกับคำพูดของเธอเป็นยาวิเศษชั้นดีที่ช่วยเยียวยาอาการปวดหัวของผมให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

ผมเดินเข้าไปหาเธอ และเหมือนเธอจะสังเกตเห็นแล้วว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวตรงนี้ ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดาวที่เปล่งแสงอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองผมด้วยความตกตะลึง เธอขยับถอยห่างผมหนึ่งก้าว และผมก็ก้าวเข้าไปหาเธออีกหนึ่งก้าวด้วยเช่นเดียวกัน

“…” ความเงียบค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาปกคลุมระหว่างเราสองคน

ผมมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอด้วยตาปรือของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปประชิดร่างเล็กนั้นด้วย อ้อมแขนของผมตวัดเอวบางเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าของตัวเองลงไปประทับริมฝีปากบนแก้มนุ่มนิ่มนั้นเบาๆ

“ขอบคุณนะ” ผมกระซิบชิดใบหูบาง

ขอบคุณคำพูดของเธอที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจ...

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เกิดใหม่สุดยอดตัวประกอบผู้ร่ำรวยในยุค80
8.2
เมื่อนักศึกษาสาวหัวกะทิจากศตวรรษที่ 21 ต้องมาเกิดใหม่เป็นเพียงลูกเลี้ยงในบ้านนางเอกนิยายยุค 80 แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าที่คิด เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในฉากวิกฤตที่ถูกวางแผนทำลายชื่อเสียง โดยการถูกจับให้มาอยู่บนเตียงเดียวกับตัวร้ายอันดับหนึ่งของเรื่องเพื่อรอเวลาให้ผู้คนมาเปิดโปงความฉาวโฉ่ เธอจึงต้องรีบหาทางเอาตัวรอดจากแผนการร้ายและใช้ความฉลาดที่มีเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของตัวประกอบผู้ร่ำรวยคนนี้ให้จงได้
หน้าปกนวนิยาย นายหัวขาปรานีหนูหน่อย
8.9
นายหัวอารัณย์เคยพยายามหักห้ามใจโดยอ้างว่าเพลงขวัญยังเด็กเกินไปและไม่ใช่ผู้หญิงในอุดมคติ แต่สุดท้ายเขากลับพ่ายแพ้ต่อความต้องการและลุ่มหลงในรสชาติของหญ้าอ่อนจนถอนตัวไม่ขึ้น แม้ฝ่ายหญิงจะอ้อนวอนขอความปรานีเพราะร่างกายเริ่มรับไม่ไหว แต่การตอบสนองที่สวนทางกับคำพูดของเธอกลับยิ่งกระตุ้นให้ชายหนุ่มอยากครอบครองเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักพอ บทพิสูจน์ความอดทนครั้งนี้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน เมื่อความปรารถนาอันเร่าร้อนของเขาดูเหมือนจะไม่มีวันจางหายไปง่ายๆ
หน้าปกนวนิยาย รักเลือดมาเฟีย
8.4
ลูเฟีย มาเฟียใจร้ายที่เห็นเมญ่าเป็นเพียงตัวแทนของคนอื่น เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมและบทรักอันเร่าร้อนเพื่อปราบพยศหญิงสาวที่แสนเย่อหยิ่ง จนเธอต้องยอมศิโรราบให้แก่ความปรารถนาที่ยากจะต้านทาน ทว่าหลังจากสร้างบาดแผลทางใจและทำร้ายเธอสารพัด เมญ่ากลับตัดสินใจหอบลูกหนีไปจากชีวิตเขาอย่างไม่ใยดี ทำให้เสือร้ายผู้เหี้ยมโหดต้องกลายสภาพเป็นหมาบ้าที่ยอมทำทุกทางเพื่อตามหาและทวงคืนครอบครัวของตนกลับมา ในเรื่องราวความรักที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและการล้างแค้นอันดุเดือด
หน้าปกนวนิยาย รักแท้ในคืนหลอกลวง
8.7
ซ่งหยุนหยุนต้องเผชิญกับความอัปยศในวันวิวาห์ เมื่อเจ้าบ่าวของเธอไม่ยอมปรากฏตัวออกมาเลยแม้แต่น้อย ด้วยความโกรธแค้นและต้องการประชดประชันโชคชะตา เธอจึงตัดสินใจมอบความสาวให้กับชายแปลกหน้าคนหนึ่งในคืนเข้าหอแทน ทว่าการตัดสินใจเพียงชั่ววูบนั้นกลับเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล เมื่อชายหนุ่มลึกลับคนดังกล่าวไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ และเริ่มติดตามความเคลื่อนไหวของเธออย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไป
หน้าปกนวนิยาย รักร้ายสามีอสูร (ซีรีส อสูรซ่อนรัก เล่ม4)
8.5
“ไอ้คนเลว! ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!” ด้านนุดีเมื่อเห็นหน้าวัลลภ เธอก็พ่นวาจาด่าหยาบคายใส่ทันที “จะลงนรกอยู่แล้วยังจะมาทำปากดีอีกนะ” วัลลภดันร่างบางให้หันหลังแล้วแก้เชือกที่มัดมือของเธอออก บังคับด้วยดวงตาถมึงทึงให้นุดีลุกขึ้น แต่กลับเป็นเขาเองที่อุ้มเธอออกจากรถ “โอ๊ยย!! ไอ้บ้า!! ฉันเจ็บนะ!!” เมื่อถูกปล่อยให้ยืน นุดีที่ไม่ทันได้ทรงตัวดีก็เซถลาชนข้างรถล้มลงไปกองบนพื้นดินแข็งๆ “อย่ามาทำสำออย ลุกขึ้น!!” วัลลภไม่ได้สนใจว่าหญิงสาวจะเจ็บไหม เขาจับแขนเล็กกระชากอย่างแรงให้เธอยืนขึ้น “นายพาฉันมาทำอะไรในกลางป่าน่ากลัวแบบนี้” ดงป่าเขียวจนครึ้ม ต้นไม้สูงใหญ่ดำทมิฬหนาทึบ กิ่งก้านใบไหวไปตามลมผสมเสียงแปลกประหลาดร้องและวิ่งไล่กัดกันอยู่ในป่าหญ้าคาข้างทางทำให้นุดีกลัวจนหน้าซีด “นรกอเวจีไง อยากลงไปเล่นน้ำในกระทะทองแดงไหม” วัลลภก้มๆ เงยๆ อยู่หลังรถจึงไม่ได้ทันระวังภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง นุดีเป็นอิสระจากสายตาของชายหนุ่ม เธอยิ้มหยันเมื่อเห็นไม้กำลังเหมาะมือ แล้วจับท่อนไม้ขึ้นมาฟาดใส่กลางหลังและหัวของชายหนุ่มอย่างเอาเป็นเอาตาย “แกไปคนเดียวเถอะ ไอ้คนถ่อย!! นี่แน่ะ!!” “โอ๊ยย!! ยัยบ้าเอ๊ย!! นี่เธอกล้าตีหัวฉันเหรอฮะ!!” วัลลภยกมือกุมหัว เขาเดือดเป็นน้ำร้อนเมื่อเห็นเลือดเปรอะมือทั้งสองข้าง “ฉันฆ่าแกแน่ ถ้าเข้ามาหาฉันแม้แต่ก้าวเดียว” นุดีกลัวเมื่อเห็นเลือดแดงฉานซึมออกมาจากศีรษะเขา ไหลเป็นทางผ่านหัวคิ้วเป็นปื้นหยดลงใส่เสื้อยืด เธอเสียงดัง ใช้ไม้ชี้หน้าขู่ชายหนุ่ม “เธอหรือฉันจะถูกฆ่ากันแน่!!” เลือดจากหัวไหลเป็นทางผ่านหน้าผากเข้าตา วัลลภจึงใช้หลังมือเช็ดออก เขาแสยะยิ้มร้ายกาจเมื่อเห็นชัดเจนว่า ตอนนี้หญิงสาววิ่งหัวซุกหัวซุนหนีเข้าป่า “กรี๊ดดด!!” นุดีวิ่งผ่านต้นไม้ใบหญ้าโดยที่ไม่ได้ดูหน้าดูหลังทำให้สะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งไปกองบนพื้นดิน “ฉันว่าจะไม่รุนแรงกับเธอแล้วนะ!! นุดี แต่เธอรนหาเรื่องเอง” วัลลภกระโจนเข้าไปยืนดักหน้าหญิงสาวที่กำลังคลานหนี เขาคว้าแขนเล็กแล้วกระชากให้เธอลุกยืนเผชิญหน้ากัน “ถุย!! ไอ้ขยะ กะ...แกจะทำอะไรฉัน!!” นุดีก็ใช่จะยอม เมื่อได้ยืนอยู่ในอ้อมแขนกำยำ ใบหน้าของเธออยู่แค่ระดับราวนมของชายหนุ่ม หญิงสาวขัดขืน หยิกข่วนตามตัววัลลภ เขย่งปลายเท้าให้สูงจนดวงหน้าของเขาและเธออยู่ในระดับเดียวกันแล้วก็พ่นน้ำลายใส่หน้าหล่อ วัลลภกลายเป็นคนดุร้าย มือหนาหยาบกร้านเช็ดของเหลวออกจากแก้ม แล้วกางมือออกเหวี่ยงใส่ใบหน้างามซ้อนกันขวาซ้ายสุดแรงเกิด เผียะ!! เผียะ!! “กรี๊ดดด!!” ด้านนุดีไม่ทันตั้งตัว ถูกตบจนล้มกลิ้งไปนอนกองบนพื้นดินอีกครั้ง เธอเจ็บจนน้ำตาไหลจึงยกมือกุมแก้มที่แดงเป็นรอยนิ้วมือทั้งห้าแล้วค่อยๆ หันมองหน้าผู้ชายใจชั่ว ทำร้ายผู้หญิงไม่มีทางสู้ “ไอ้หน้าตัวเมีย!! แกตบฉันทำไม!!” “วันนี้แหละ ฉันจะทำให้เธอไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นคน” เสียงของปีศาจคำรามดังก้องป่า มือเพชฌฆาตคว้าข้อมือน้อยกระชากลากถูไปตามทางเล็กๆ ที่ข้างทางมีแต่ต้นหนามกับใบหญ้า “กรี๊ดดด!! ไอ้ผู้ชายป่าเถื่อน!! ทำไมแกต้องทำกับฉันแบบนี้!! ปล่อยฉันนะ!! ไอ้ชั่ว!! ฮืออ” นุดีถูกฉุดลากทั้งที่กึ่งนั่งกึ่งนอนไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยดินแข็งและหินก้อนเล็กๆ เสียงร้องโหยหวนของหญิงสาวดังก้องทั่วป่าทำให้คนงานชายสี่คนที่ได้รับคำสั่งจากเจ้านายให้มารอที่กลางป่าแห่งนี้มองหน้ากัน แล้วหันไปมองเงาดำทมิฬสูงใหญ่เดินลากอะไรบางอย่างตรงมาหาพวกมัน “นะ นาย!!” พวกมันทั้งสี่ยืนตาค้างเมื่อสิ่งที่ฟุบอยู่ตรงหน้ามันนั้นเป็นหญิงสาว ขนาดถูกวัลลภทำร้ายเช่นนี้ก็ยังดูออกว่าเธอสวยและเซ็กซี่มาก “พวกมึงมีโทรศัพท์ไหม?” วัลลภยืนมือเท้าสะเอวมองนุดีกำลังช่วยตัวเองดึงชายกระโปรงผ้าลูกไม้ที่ถลกขึ้นจนเห็นต้นขาขาวผ่องสองข้างลงปิดเนื้อเปลือยของตัวเอง “มะ มีครับ” ไอ้ลูกน้องสี่คนไม่ได้มองหน้าวัลลภเวลาพูด เพราะจุดสนใจของพวกมันคือผู้หญิงของเจ้านาย ซึ่งเวลานี้ เธอคลานหนีไปนั่งชันเข่าอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ “พวกมึงถ่ายคลิปผู้หญิงคนนี้ไว้ ทำแบบนี้สิวะ ไอ้ห่า” วัลลภแยกเขี้ยวใส่นุดี เขาแย่งโทรศัพท์ของลูกน้องมาถือไว้ด้วยมือเดียวแล้วย่อตัวนั่งคุกเข่าตรงหน้าเธอ มือข้างที่ว่างยื่นเข้าไปจับคางน้อยบีบจนปากของหญิงสาวห่อแล้วดันให้หันมาสู้กล้อง “คะ ครับ” พวกลูกน้องพากันทำหน้าหื่นเหมือนเจ้านายแล้วจ่อกล้องโทรศัพท์ทำตามคำสั่งของนาย “ไอ้ลภ!! แกบอกให้พวกสวะนี้หยุดถ่ายฉันเดี๋ยวนี้นะ!!” นุดีแย่งโทรศัพท์จากมือของวัลลภได้ก็เหวี่ยงเครื่องสื่อสารเฉียดหน้าของชายหนุ่มไปกระทบต้นไม้เสียงดัง เพล้งง!! “พวกมึงเตรียมเก็บภาพทุกช็อตไว้เลยนะ กูจะเล่นเป็นพระเอกคาวบอยควบม้าให้พวกมึงดู” แววตาดุจเสือร้ายหันขวับมองไอโฟนรุ่นใหม่กองเป็นเศษขยะอยู่ข้างต้นไม้ วัลลภกระตุกยิ้ม หันกลับมามองมือสองข้างที่กำกระชับคอเสื้อเปิดไหล่ของนุดี แล้วกระชากจนขาดเป็นสองส่วนเผยให้เห็นอกอิ่มขาวผ่องล้นออกมาจากบราไร้สาย “ว้ายย!! อย่าทำฉัน ฮืออ” นุดีรีบยกแขนข้างเดียวกอดตัวเองไว้ ส่วนอีกข้างทุบตี หยิกข่วนไปตามตัวของเขาอย่างบ้าคลั่ง “พวกมึงอย่าลืมถ่ายวิดีโอนะโว้ย!! กูจะแสดงหนังสดกับยัยนี่ในกระท่อม” สายตาของลูกน้องมองนุดีอย่างหื่นกระหายทำให้วัลลภรีบฉุดให้เธอเข้ามาซบหน้าอก แล้วอุ้มคนตัวน้อยขึ้นพาดบ่า “ไอ้คนเลว!! ฉันเกลียดแก!! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!!” นุดีอับอายจนอยากจะทำให้ชายหนุ่มเจ็บปวดมากที่สุด จึงทำร้ายเขาโดยการทุบๆ ที่หัวไหล่และจะกัดหลังเขาอีกครั้ง “ถ้าเธอกัดฉันอีก เธอได้มีผัวเป็นกรรมกรแบกหามหลายคนแน่!!” โครมม!! ก่อนที่วัลลภจะถีบประตูกระท่อมให้เปิดกว้างนั่นเขาได้คำรามเสียงเหี้ยมขู่เธอ
หน้าปกนวนิยาย เมียลับมหาเศรษฐี
9.6
เมื่อความสัมพันธ์ลับสิ้นสุดลงเพราะเขาต้องไปแต่งงานกับหญิงอื่น เธอจึงจำใจหอบลูกในครรภ์หนีไปพร้อมหัวใจที่แตกสลาย ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกให้เธอต้องวนมาพบกับภูมิระพีอีกครั้ง ความหวาดหวั่นเริ่มกัดกินใจเมื่อเผลอเผชิญหน้ากับอดีตคนรัก เธอพยายามปกปิดความลับเรื่องลูกชายสุดที่รักเอาไว้ เพราะเกรงว่ามหาเศรษฐีหนุ่มจะพรากแก้วตาดวงใจไปจากเธอ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ยังคงฝังรากลึก เธอจะรับมือกับสถานการณ์ที่บีบคั้นนี้อย่างไรเพื่อปกป้องลูกน้อยจากเงื้อมมือของเขา