ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย 52 Hz อวาฬกาศ

52 Hz อวาฬกาศ

เมื่อรุ่นพี่สุดอบอุ่นอย่าง 'พี่ปลื้ม' ยื่นนิ้วก้อยมาให้เพื่อขอคืนดี ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะเรียบง่ายแต่กลับแฝงไปด้วยความใส่ใจ การกระทำเล็กน้อยที่แสนอ่อนโยนนั้นกลับสั่นคลอนความรู้สึกภายในใจของฉันอย่างรุนแรง ความใจดีที่เขามีให้คนรอบข้างเสมอมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของความอบอุ่นที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัวใจอย่างที่ฉันเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะส่งผลต่อความรู้สึกมากขนาดนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่ละมุนละไมและลึกซึ้งในแบบที่ยากจะอธิบายได้
ตอน
แชร์

ตอน 3

Pluem Talks.

วาฬตัวหนึ่งสื่อสารกับวาฬตัวอื่นด้วยความถี่ 52 Hz ด้วยความถี่ที่สูงกว่าปกติเลยทำให้วาฬตัวอื่นไม่ได้ยิน มันเลยกลายเป็นวาฬที่โดดเดี่ยวที่สุดบนท้องทะเล ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีอะไรเลย...

อืม... แปลก

ผมกวาดตาอ่านบทความที่คนแชร์ต่อๆ กันมาในเฟสบุ๊ค ก่อนจะครุ่นคิดอย่างหนักเกี่ยวกับวาฬตัวดังกล่าวที่ใช้ความถี่ 52 Hz ในการสื่อสารกับวาฬตัวอื่นๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ และผมไม่นึกด้วยว่าวาฬตัวนี้จะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก เป็นเรื่องราวที่เว่อร์วังเกินจินตนาการ แต่ทว่ามันกลับเป็นเรื่องจริงที่อิงได้จากวิทยาศาสตร์

“อ่านอะไรวะไอ้ปลื้ม” เสียงทุ้มจากทางด้านหลัง ทำให้ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ในสาขาของตัวเอง

“เรื่อยเปื่อย” ผมตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหลุบตาลงมองรูปวาฬบาลีนสีน้ำเงินแล้วกดปุ่มโฮมออกจากหน้าเฟสบุ๊คทิ้งไป

“ตกลงมึงจะเป็นเฮกว้ากให้กูไหม อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันรับน้องแล้ว กูจะได้ส่งรายชื่อให้สาขา”

“…”

ผมชื่อ ‘ปลื้ม’ เป็นนักศึกษาภาควิชาโยธาที่จบชั้นปีที่สองกำลังจะขึ้นปีสาม ตอนนี้ผมอยู่ที่หอของ ‘พี่เอก’ เฮดว้ากของสาขาผมเอง ผมสนิทกับพี่เอกเพราะเป็นพี่ที่โรงเรียนเก่า และพี่ชายของผมเป็นไอดอลของพี่เอก เพราะพี่เอกแกนับถือพี่ชายผมที่เรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งและกลับไปโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน พี่แกบอกว่าอยากเก่งแบบพี่ชายผม

ที่บ้านของผมทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆ เป็นธุรกิจที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าของผมแล้ว แต่ที่ผมไม่ได้เรียนสายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานของที่บ้าน เป็นเพราะผมไม่อยากเข้าไปบริหารโรงงานเหมือนพี่ชาย ผมอยากทำตามความฝันของตัวเองในการเป็นวิศวกรโยธา

“ว่าไง เงียบเป็นป่าช้าเชียวนะมึง”

“…”

ผมไม่อยากเป็นเฮดว้าก ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ถูกชะตา ผมไม่เข้าใจว่าว้ากมีขึ้นมาทำไม มีเพื่ออะไร สั่งให้น้องๆ ทำกิจกรรมบ้าบอไร้สาระ ซึ่งมันหาประโยชน์จากกิจกรรมนี้ไม่ได้เลย

ที่มหาวิทยาลัยของผมเริ่มรับน้องกันตอนปีหนึ่ง ปีหนึ่งทุกคนจะใส่เสื้อดำแขนยาว และกิจกรรมรับน้องดังกล่าวเรียกว่า ‘ลงลาน’ เป็นกิจกรรมที่พี่สันทนาการและพี่ว้ากจะเรียกน้องรวมเพื่อทำกิจกรรมรับน้องกันที่ลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แรกๆ เราก็จะร้องรำทำเพลงกันตามปกติ แต่สักพักพี่สันฯ ก็ให้เราหลับตา และพวกบรรดาพี่ว้ากก็วิ่งเข้ามาตะโกนด่าใส่เราด้วยถ้อยคำหยาบคาย

ตอนนั้นผมงงกับเหตุการณ์มาก อยู่ดีๆ ก็มีพวกพี่ว้ากเดินเข้ามาตะโกนด่าทั้งๆ ที่ผมและเพื่อนไม่ได้ทำอะไรผิด และพอเงยหน้าขึ้นมอง ผมถึงได้รู้ว่าเฮดว้ากที่ตะโกนด่าผมอยู่นั้นคือพี่เอก พี่โรงเรียนที่ผมรู้จัก

“ไม่อยากเป็นว่ะพี่” ผมส่ายหน้าช้าๆ เมื่อคิดทบทวนดีแล้ว

“มึงแน่ใจนะไอ้ปลื้ม” พี่เอกถามย้ำอีกครั้ง จงใจกดเสียงต่ำให้ผมได้คิดทบทวนดูอีกรอบ

ในเมื่อผมไม่ชอบการว้าก แล้วทำไมผมต้องไปเป็นพี่ว้ากด้วยล่ะ มันไม่มีความสมเหตุสมผลเลยสักนิด

“ไม่ชอบ” ผมตอบสั้นๆ

“กิจกรรมบางกิจกรรมมันก็ไม่ต้องอาศัยความชอบหรอกนะมึง กูก็ไม่ได้อยากมาเป็นเฮดว้าก กูไม่ชอบด้วยซ้ำกับการตะโกนด่าน้องทั้งๆ ที่น้องมันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เพราะมันเป็นหน้าที่ไง หน้าที่ที่กูต้องแบกรับแทนเพื่อนในสาขา เพราะทั้งสาขาแม่งหาว้ากไม่ได้”

“…” ผมเงียบอีกครั้ง

เกิดเดดแอร์ขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ผมจ้องหน้าพี่เอกด้วยความคิดหลากหลายที่ผสมปนเปกันอยู่ในหัว ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ผมไม่ได้โลกส่วนตัวสูง ก็แค่พูดน้อยเท่านั้น แต่การที่ผมต้องไปแหกปากตะโกนให้แสบคอ ผมว่าผมไม่น่าจะทำได้

“เอาเป็นว่ากูขอร้องมึงก็แล้วกัน ถือซะว่าช่วยกู”

“แต่ผม...”

“อย่างน้อยมึงก็จะได้เรียนรู้ว่าการที่กูอยู่ในจุดนี้มันลำบากใจแค่ไหน จุดที่ต้องสอนวินัยและความรับผิดชอบให้น้อง จุดที่กูต้องโดนน้องหลายๆ คนด่าลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคาย จุดที่กูต้องไปตะโกนด่าน้องให้น้องเสียความรู้สึก จุดที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง”

“…”

“นะปลื้ม... มึงเป็นน้องคนเดียวที่กูไว้ใจ” พี่เอกยื่นมือมาบีบไหล่ผมหนักๆ

ปึง!

“มาแล้วโว้ย มาๆ ๆ แดกๆ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นมา ตามด้วยการปรากฏตัวของ ‘พี่นาย’ เพื่อนสนิทของพี่เอกที่เดินถือถุงเบียร์เข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท้าทายแดดประเทศไทยที่แผดแสงเจิดจ้า

“มึงยังไม่ต้องคิดอะไร กูมีเวลาให้มึงนอนคิดทั้งคืน แดกเบียร์กัน” พี่เอกตบมือลงบนบ่าผมสองที ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟากลางห้อง

“มาดิมึง ยืนบื้ออะไร เร็วๆ” พี่นายเร่ง ในขณะที่เขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวตรงข้ามกับพี่เอกไปแล้วเรียบร้อย

ผมถอนหายใจออกมายืดยาว ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปร่วมวงดื่มเบียร์กับพวกพี่ๆ ด้วย อย่างน้อยก็ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน แล้ววันพรุ่งนี้ผมค่อยให้คำตอบที่ชัดเจนกับพี่เอกอีกทีก็แล้วกัน

01 : 02 น.

ผมเดินออกมาจากห้องของพี่เอกด้วยอาการมึนหัวนิดหน่อย แต่ก็ยังสามารถเดินไปตามทางเดินได้ ถึงแม้จะทุลักทุเลเอาการอยู่ ตอนนี้ผมรู้สึกอยากสูดอากาศให้สมองโล่งสักหน่อย เพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวกับการขอร้องของพี่เอกขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตามใจตัวเอง หรือควรช่วยเหลือพี่เอกดี

ถ้าทำตามใจตัวเอง ผมจะได้ความสบายใจ แต่ก็เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว

แต่ถ้าทำตามคำขอร้องของพี่เอก ผมก็จะเป็นกังวล แต่ผมก็จะกลายเป็นน้องที่ไม่ทอดทิ้งและไร้น้ำใจกับพี่

“การที่เราทำอะไรที่ไม่ชอบ ให้คิดซะว่าการฝืนใจตัวเองนั้นเป็นการฝึกจิตใจให้พร้อมรับกับปัญหา รู้จักอดทนและเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิต จะทำให้เราเติบใหญ่และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ บนโลกได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น”

เสียงใสของใครบางคนแว่วเข้ามาในหูผมเมื่อเท้าของผมแตะพื้นดาดฟ้าของหอพี่เอกเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้สายตาตัวเองจะพร่ามัวจนมองไม่ชัดว่าต้นตอของเสียงนั้นอยู่ตรงไหน แต่ก็พอจะเดินตามเสียงที่แว่วมาอย่างต่อเนื่องไปได้

“การที่เราท้าทายตัวเองในการทำสิ่งที่ไม่ชอบ ถือว่าเราได้ทดสอบความสามารถของชีวิตเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยมันก็เป็นการพิสูจน์ตัวตนของเรา”

ทันทีที่เดินมาถึงต้นตอของเสียงนั้น ผมก็ชะงักไปเมื่อสายตาตัวเองปะทะเข้ากับร่างเล็กของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของดาดฟ้า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือส่องหน้าของผู้หญิงคนนั้นจนใบหน้าจิ้มลิ้มคุ้นเคยเหมือนผมเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนปรากฏขึ้น

ในขณะนั้นเธอก็ยังคงพูดเกี่ยวกับการทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบไปเรื่อยๆ ผมยืนกอดอกมองเธอพูดนิ่งๆ น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยน่าฟังของเธอทำให้ผมยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว

ทุกคำพูดของเธอล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจในการเป็นเฮดว้ากของผมทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เธอพูดมามันมีเหตุผลบางอย่างมารองรับตลอด และมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นราวกับคำพูดของเธอเป็นยาวิเศษชั้นดีที่ช่วยเยียวยาอาการปวดหัวของผมให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

ผมเดินเข้าไปหาเธอ และเหมือนเธอจะสังเกตเห็นแล้วว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวตรงนี้ ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดาวที่เปล่งแสงอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองผมด้วยความตกตะลึง เธอขยับถอยห่างผมหนึ่งก้าว และผมก็ก้าวเข้าไปหาเธออีกหนึ่งก้าวด้วยเช่นเดียวกัน

“…” ความเงียบค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาปกคลุมระหว่างเราสองคน

ผมมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอด้วยตาปรือของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปประชิดร่างเล็กนั้นด้วย อ้อมแขนของผมตวัดเอวบางเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าของตัวเองลงไปประทับริมฝีปากบนแก้มนุ่มนิ่มนั้นเบาๆ

“ขอบคุณนะ” ผมกระซิบชิดใบหูบาง

ขอบคุณคำพูดของเธอที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจ...

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “96HTH” บน moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
96HTH
คัดลอก
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เพลิงรักร้อนซ่อนรักร้าย
8.6
เมื่อความแค้นสุมอก ชายหนุ่มจึงทำทุกทางเพื่อเอาคืนศัตรูอย่างสาสม เขาจงใจใช้คำพูดจาถากถางหญิงสาวที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องพี่สาวและผู้มีพระคุณ แม้เธอต้องเผชิญกับความอัปยศภายใต้เงื้อมือของเขา แต่ความอดทนนั้นมีไว้เพื่อรอวันทวงคืนความยุติธรรม หญิงสาวจึงโต้กลับด้วยความรังเกียจ เมินเฉยต่อเสน่ห์ที่เขามี และตราหน้าว่าผู้ชายหลงตัวเองอย่างเขาไม่มีค่าพอให้เธอชายตาแลมอง แม้จะเสนอสิ่งตอบแทนให้มากมายเพียงใดก็ตาม
หน้าปกนวนิยาย เจ้าสาวมือสองแสนรักของมหาเศรษฐี
9.6
ในคืนวิวาห์ เฉินซูซูต้องเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวด เมื่อสามีอ้างว่าไร้สมรรถภาพเพียงเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ไว้ให้หญิงคนรัก หลังการหย่าร้างท่ามกลางสายตาที่คอยเยาะเย้ยว่าเธอเป็นเพียงของเหลือทิ้ง เธอกลับได้รับความอบอุ่นจากอ้อมกอดของท่านประธานเฮ่อผู้ทรงอิทธิพล แม้เธอจะกังวลในสถานะแม่หม้าย แต่เขากลับไม่สนคำครหาพร้อมมอบความรักที่แสนพิเศษให้เพียงผู้เดียว เพราะแท้จริงแล้วมหาเศรษฐีหนุ่มคนนี้เฝ้ารอและวางแผนครอบครองหัวใจเธอมานานแสนนาน
หน้าปกนวนิยาย MY TEACHER อาจารย์หล่อบอกต่อด้วย
8.1
เมื่อผลสอบตกต่ำจนน่าใจหาย พี่ชายจึงตัดสินใจจ้างติวเตอร์ส่วนตัวมาช่วยกู้วิกฤตการเรียน ทันทีที่สาวน้อยสโนว์ไวท์ได้เห็นหน้าครูสอนพิเศษสุดหล่อ ความเบื่อหน่ายก็มลายหายไปและเปลี่ยนเป็นความสนใจในทันที ทว่าฝั่งติวเตอร์หนุ่มผู้รักความสงบกลับต้องปวดหัวอย่างหนัก เมื่อต้องมารับมือกับลูกศิษย์จอมแสบที่ทักษะวิชาการเป็นศูนย์แต่คะแนนความรักเต็มร้อย จากคนสุขุมเย็นชากลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวน เพราะเด็กสาวขี้อ่อยที่ขยันสร้างความวุ่นวายจนชีวิตเขาไม่สงบสุขอีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย สวาทร้ายซ่อนรัก
9.6
ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเสน่หา แอลลี่ต้องเผชิญกับความรู้สึกอันพลุ่งพล่านเมื่อไทเลอร์รุกรานเข้าสู่ห้วงอารมณ์ที่แสนเย้ายวน ร่างกายของเธอเบียดแนบชิดกับประตูด้วยความเสียวซ่าน ขณะที่เขาปลอบประโลมเธอด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวลและเสียงอันสั่นพร่า ท่อนลำความร้อนแรงที่ล่วงล้ำเข้ามาไม่ได้เพียงแค่สร้างความรัญจวนใจ แต่ยังช่วยเติมเต็มความอ้างว้างที่เธอโหยหามาเนิ่นนาน ไทเลอร์กระซิบบอกรักพร้อมยืนยันความต้องการที่มีต่อแอนอย่างลึกซึ้งในค่ำคืนที่แสนเร่าร้อนนี้
หน้าปกนวนิยาย รักอันบ้าระห่ำของเขา ชีวิตที่พังทลายของเธอ
8.6
ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา ชีวิตของกอหญ้าถูกผูกมัดไว้กับธาวิน อัศวโภคิน ทายาทมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล เธอถูกขายให้ครอบครัวเขาตั้งแต่อายุสิบหกเพื่อหาเงินรักษาแม่ จากเพื่อนเล่นสู่เลขาและกลายเป็นคนรักในที่สุด ทว่าความสัมพันธ์กลับพังทลายเมื่อเคนซี่ รักแรกของเขากลับมา ธาวินตัดสินใจแต่งงานกับหญิงคนนั้นพร้อมยื่นเงินก้อนโตเพื่อเขี่ยเธอทิ้งอย่างเลือดเย็น เงินเพียงไม่กี่ร้อยล้านกลับถูกนำมาใช้แลกกับเวลาทั้งชีวิตที่เธอสูญเสียไปให้เขาเพียงผู้เดียว
หน้าปกนวนิยาย ซาตานหัวใจพยศ
9.0
เมื่อน้องชายของปุณิกาถูกกล่าวหาว่าลักพาตัวน้องสาวของสรวิชญ์หนีไป ความแค้นจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยโทสะตัดสินใจใช้มาตรการตาต่อตาฟันต่อฟันด้วยการฉุดคร่าตัวเธอมาเป็นตัวประกันเพื่อชำระหนี้แค้นในครั้งนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งของสองครอบครัว ปุณิกาต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ของซาตานร้ายที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้เป็นจุณเพียงเพื่อความสะใจและชัยชนะเหนือศัตรูที่เขาตราหน้าไว้