
สามีตีตรา
ตอน 3
มีเสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหว เพราะรถเลนซ้ายข้างหน้าแซงขวาโผล่พรวดขึ้นมาอย่างกะทันหัน หน้ารถเลยเสยเข้าไปตูมกับท้ายรถคันนั้น แล้วรถหลังที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงก็เสยด้านท้ายอีกตูมหนึ่ง
กะรัตหน้าคะมำไปข้างหน้า ศีรษะกระแทกกับพนัก แล้วก็รู้สึกร้าวไปทั้งแขนที่จับพนักยันเอาไว้
แต่สติของหล่อนยังอยู่ดี
“บ้าจริง...” หล่อนฉุนเฉียว “ยิ่งรีบก็ยิ่งมาเสียเวลาอีกจนได้...” แล้วหล่อนก็เปิดประตูลงมาอย่างทุลักทุเล เพราะความเจ็บปวดที่แขนซึ่งตกห้อยร่องแร่งแนบลำตัว ตรงขมับก็เจ็บเต้นตุบๆ
“ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงนะ สมหวังฉันจะต้องโบกรถเข้าไปแล้วล่ะมั้ง...”
แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก “นวลเอาเงินในกระเป๋าให้สมหวังไว้สักพัน แล้วจัดการเรียกบริษัทประกันภัย เงินนั่นเก็บติดตัวเองไว้ นวลไปกับฉันด้วยแล้วกัน”
หล่อนเดินหลีกรถที่ทำท่าจะติดกันเป็นขบวนไปยังไหล่ทางริมถนน นึกหนักใจว่าจะเข้ากรุงเทพฯ ได้อย่างไรกัน เพราะนี่เป็นทางหลวงที่รถยนต์ทุกคันมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ก็จริง แต่รถ คันไหนบ้างที่จะจอดรับผู้โดยสารที่โบกรถกลางวันแสกๆ
“นวลเองดีกว่า คุณกั้งหลบๆ แดดหน่อยเถอะ”
ด้วยสีหน้าที่กล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ไม่น้อยกว่านายสาว นวลโดดก๋าออกไปโบกเรียกรถ แล้วก็ไม่สมหวังรถยนต์ทุกคันแล่นผ่านไปเฉยๆ
“มาเถอะ นวล ฉันเอง”
กะรัตก้าวออกไปด้วยความเชื่อมั่น สามคันแรกหล่อนพลาดไปหมด แล้วพอถึงรถยนต์คัน ที่สี่ รถคันนั้นจอดแอบเข้าไปไหล่ทาง เลยไปข้างหน้าเล็กน้อยพอจะทำให้สีหน้าของกะรัตแช่มชื่นขึ้นมาบ้าง
หล่อนออกวิ่งไปก่อน มีนวลวิ่งตามหลังมา
ไม่ทันใส่ใจว่ารถยนต์ที่หล่อนโบกได้ เป็นเพียงรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นเก่าแล้ว หล่อนก้มหน้าลงที่ช่องหน้าต่างซึ่งคนขับเอื้อมมือมาไขกระจกลง
“มีอะไรหรือครับ”
“ขอโดยสารเข้ากรุงเทพฯ หน่อยนะคะ”
กะรัตอ่อนหวานเมื่อต้องการความช่วยเหลือ นัยน์ตาพร่าๆ ไปเพราะการสะเทือนจากแรงกระแทก แต่ก็ยังต้องข่มความเจ็บปวดเอาไว้ “เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยรถเลยวิ่งไม่ได้ จำเป็นต้องเข้ากรุงเทพฯ ค่ะ”
“เชิญเลยครับ...”
หล่อนเปิดประตูด้านหน้า แล้วด้วยความเคยชินหล่อนพยักหน้าเรียกนวล
นั่นทำให้ชายหนุ่มผู้เอื้ออารีสะอึกไปบ้างเหมือนกัน เพราะมองออกว่าหล่อนค่อนข้างจะถือตัว
“นวล...เร็วเข้า มัวยืดยาดอยู่นั่นแหละ”
กะรัตเปิดประตูด้านหลังเข้ามานั่ง แล้วพอเข้ามาหล่อนก็มองเห็นว่าบนเบาะหลัง มีกองหนังสือสุมกันอยู่เต็มไปหมด ตอนแรกชายหนุ่มก็อยากจะช่วยเหลือเก็บรวมของเหล่านั้นไปไว้บน ที่วางของด้านหลัง แต่พอเจอท่าทางแปลกๆ ของหล่อนเข้า...เขาก็เปลี่ยนความคิดนั่นเหมือนกัน
...ช่างปะไร รับขึ้นรถมาก็บุญโขแล้ว...
เขามองเห็นหล่อนจากกระจกเงาตรงหน้า แม้กะรัตจะมีท่าทางเร่งร้อน แต่หล่อนก็ยังไม่ทิ้งลักษณะเหมือนนางพญา...ของตัวเองเลยทีเดียว ผมหยิกดัดยาวเคลียบ่าของหล่อน บอกลักษณะสาวสมัยเพิ่งจะหมาดเหมือนเพิ่งสระมา มันจึงดูไม่เป็นทรงเสียทีเดียว แต่เมื่อล้อมกรอบอยู่กับใบหน้าที่ได้รูปไข่...จึงดูออกไปในทางเก๋ สะดุดตา หน้าของหล่อนขาวจัดปราศจากเครื่องสำอาง
สำหรับเขา...ออกจะเชื่อว่าหล่อนเคยแต่งหน้าจัดมากๆ เมื่อไม่มีสีเลยบนดวงหน้านั้น มันจึงดูซีดเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้เสียมากกว่า
“จะให้ผมส่งที่ไหนก็บอกแล้วกันนะครับ”
“ค่ะ...”
หล่อนมองสบตาเขาในกระจก
ยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นเขามอง...คุ้นหน้าเขาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ในเวลาที่หล่อนกำลังสับสนแบบนี้หล่อนก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นเขาจากที่ไหน
แล้วก็คิดเสียว่าเดี๋ยวนี้คนเราหน้าตาเหมือนกันได้มากแบบหน้าโหล
“อีกราวๆ ห้าสิบกิโลเมตรถึงจะเข้าเขตกรุงเทพฯ” เขาบอกมาอีก แต่กะรัตเอนศีรษะลงพิงกับพนัก ได้ยินเสียงถามของนวลแว่วๆ มาบ้างเหมือนกัน แต่เหมือนไกลมากๆ เพราะหน้ามืดไปชั่วขณะหนึ่ง
“คุณกั้ง...คุณกั้ง”
นวลขยับยงโย่ยงหยกตัวเองเจ็บก็จริง แต่ก็ห่วงกะรัตมากกว่าเอื้อมมือมาเขย่าแขนของหญิงสาวพอดีกับเป็นข้างที่เจ็บ ตอนแรกมันก็ชาๆ แต่พอหมดความชามันก็เจ็บแปลบ ถูกจับเขย่าแรงๆ หล่อนก็ร้องออกมาสุดเสียง สติกลับคืนมายังตัวเองอีกหน
คุณอาจจะชอบ





