
ติวเตอร์เด็กสาว
ตอน 3
ภายในบ้าน...
เมื่อเดินพ้นประตูบ้านเข้ามา เด็กสาวก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะก้าวเท้าเข้าไปด้านในเพราะเนื้อตัวที่เปียกชุ่มของเธอ กลัวว่าบ้านหรูของเขาจะเลอะเทอะ
“เข้ามาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
“เดี๋ยวหนูเช็ดให้นะคะ…” เธอพูดด้วยความเกรงใจ ก่อนจะเดินตามเขาเข้ามาภายในบ้าน
“เดี๋ยวฉันไปหาชุดมาให้เปลี่ยน รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ”
“ค่ะ”
เธอยืนรออยู่แบบนั้นตามคำสั่งไม่ขยับไปไหน จนกระทั่งเจ้าบ้านกลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าในมือที่เธอน่าจะใส่มันได้พอดี เพราะขนาดตัวของเธอไม่เล็กหรือใหญ่เกินกว่าเจ้าของชุดอย่างคาร่าเท่าไหร่
“เปลี่ยนใส่ชุดนี้ไปก่อนนะ แล้วก็เอาชุดนักเรียนไปอบ ฝนหยุดก็น่าจะแห้งพอดี”
“หมายถึงซักเหรอคะ?”
“ใช่ ซักแล้วก็อบ”
“...อ๋อค่ะ” แม้ว่าจะไม่เข้าใจคำว่าอบผ้า เธอก็ยื่นมือไปรับชุดนั้นด้วยความนอบน้อม และไม่ลืมที่จะยกมือน้อยขึ้นไหว้ขอบคุณเจ้าบ้านผู้ใจดี
“ห้องน้ำอยู่ทางนั้น”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” เธอทิ้งคำปวดใจนั้นไว้ให้เขา ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ด้วยท่าทางเกรงใจ
“เรียกฉันว่าลุงอีกทีจะขย้ำให้ หึย!” คนหื่นยกมือสองข้างขึ้นมาขย้ำลมท่าทางหมั่นเขี้ยวเด็กสาวที่เอาแต่เรียกเขาแบบนั้น
แต่ก็ต้องสงบอารมณ์ไว้ เพราะคิดได้ว่าตัวเองควรโฟกัสแค่เรื่องเรียนภาษาเพื่อจะตามไปง้อเมีย และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะออกนอกลู่นอกทางกับสิ่งล่อตาล่อใจ เช่นเด็กสาวท่าทางไร้เดียงสาในชุดนักเรียนมอปลาย
ภายในห้องน้ำ...
“ถอดออกซักด้วยดีไหมนะ?” เธอถามความเห็นตัวเองถึงชุดตัวจิ๋วที่ใส่อยู่ด้านใน ก่อนจะถอดมันออกตามชุดนักเรียน เพราะมันเปียกจนไม่กล้าให้เสื้อผ้าราคาแพงที่จะใส่ทับของเขาเปียกตามไปด้วย
หน้าห้องน้ำ...
“เอาเสื้อผ้าไปซักที่ไหนเหรอคะคุณลุง?” เธอเอ่ยถามกับเจ้าบ้านเมื่อเดินห่อไหล่ถือชุดเปียกออกมาจากห้องน้ำ
“เอามานี่ เดี๋ยวฉันเอาไปซักให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูซักเอง”
เจ้าบ้านไม่ได้ฟังที่เธอพูด แต่เดินเข้ามาหาและพาเธอไปที่ห้องซักล้างที่อยู่ไม่ไกล “ซักเป็นใช่ไหม?”
เธอยืนมึนงงอยู่ด้านหน้าตู้ ที่มีหน้าตาคล้ายกันแถมวางซ้อนกันอยู่สองเครื่อง และปกติเธอซักชุดด้วยมือ จึงทำให้ไม่รู้ว่าอันไหนแน่ที่เป็นเครื่องซักผ้า “ใช้ยังไงเหรอคะ?”
คนตัวสูงยื่นมือไปเปิดตู้ที่อยู่ด้านบนออก และส่งซิกให้เด็กสาวใส่เสื้อผ้าเข้าไปด้านใน ก่อนที่เขาจะปิดมัน “ถ้าเครื่องมันดังแล้ว เธอก็เปิดตู้ออก แล้วเอาชุดใส่เข้าไปที่ตู้ข้างล่างนี้เข้าใจไหม?”
“ค่ะคุณลุง”
“เฮ้อ...” คำว่าลุงที่ได้ยินมันทำเขาหงุดหงิดใจจริงๆ “ช่างเถอะ กินอะไรมาหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ”
“...” ท่าทางที่ยืนห่อไหล่ของเธอมันทำให้เขาสงสัย จนต้องตั้งใจสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเด็กสาว ทว่าจุกรักที่อยู่บนเต้าอวบนั้นดันแข็งแทงเสื้อตัวบางออกมาจนทำเจ้าบ้านสำลักความหื่น
“ดะเดี๋ยวฉันทำกับข้าวเผื่อแล้วกันนะ”
และแน่นอนว่าเด็กขี้เกรงใจอย่างผักกาดไม่มีทางปล่อยให้เขาเตรียมอาหารอยู่คนเดียว โดยที่เธอไม่ได้ช่วยเหลืออะไรหรือนั่งรออยู่เฉยๆ แน่
“เดี๋ยวหนูช่วยล้างผักนะคะ”
เธอหยิบผักที่กรณ์เอาออกมาวางไว้ที่เคาน์เตอร์ครัวไปล้างทันที แต่เหมือนว่าการที่เธอเดินไปเดินมาอยู่ในครัวจะทำให้เขาไม่มีสมาธิในการทำอาหารและเอาแต่เหลือบตามองเธออยู่ไม่หยุด
“นี่...”
“มีอะไรเหรอคะ?”
“เอา...” ถามดีไหมวะ
“เอาอะไรเหรอคะ?”
“เอาเสื้อในไหม เดี๋ยวฉันไปหยิบให้?”
เด็กสาวห่อไหล่พร้อมยกมือขึ้นปิดเต้าอวบของเธอทันที เมื่อถูกเขาถามคำถามน่าอายแบบนั้น “มะไม่เป็นไรค่ะ”
“ถ้างั้นก็ไปนั่งรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวตรงนู้นเถอะ เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง”
“ค่ะคุณลุง” เธอวิ่งเขินหน้าแดงออกจากครัวไปเพราะอายกับเรื่องเมื่อครู่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอเผลอแอ่นหลังยืนตรงจนเขาเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น
โต๊ะทานข้าว...
หลังจากที่นั่งรออยู่ไม่นานเจ้าบ้านก็ยกอาหารมาเสิร์ฟ เป็นอาหารง่ายๆ ที่เขาพอจะทำเป็น “รองชิมดูนะ ไม่รู้ว่าเธอจะชอบรสชาตินี้ไหม”
“หนูกินได้หมดค่ะ ทั้งเผ็ดจืด หรือว่าเค็ม”
“ก็ดี กินง่ายดี” ทั้งคู่เริ่มตักข้าวเข้าปาก ความเงียบแปลกๆ ทำให้กรณ์ต้องหาเรื่องชวนเด็กสาวพูดคุย เพื่อลดความเกร็งลงจากสถานะคนแปลกหน้า
“อายุแค่นี้ มาเป็นติวเตอร์ทำไม?”
“หนูกำลังเก็บเงินไว้เรียนต่อมหาลัยค่ะ”
“ทำไมต้องส่งตัวเองเรียนด้วย แล้วพ่อแม่ล่ะ?”
“ไม่มีค่ะ แล้วก็ไม่เคยเจอหน้าด้วย...พวกท่านทิ้งหนูไว้กับป้าตั้งแต่เด็กๆ หนูเลยต้องทำงานส่งตัวเองเรียน” เธอไม่ได้มีชีวิตสุขสบายเหมือนกับเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่ส่งเรียนหนังสือ และคอยมอบความรักความอบอุ่นให้
“แต่ก็ยังโชคดีที่มีป้านะ...” เขาพูดแบบนั้นเพราะกลัวว่าเธอจะเสียใจเรื่องที่พ่อแม่ทิ้งเธอไป
“โชคร้ายมากกว่า” เธอพูดขึ้นลอย ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
การที่เธออาศัยอยู่กับป้า เรียกว่าเป็นโชคร้ายในโชคร้ายของเธอ เพราะผู้เป็นป้าจะคอยด่าว่าเธอตลอดว่าเป็นภาระ ทั้งที่ทางบ้านก็ไม่ได้ลำบากอะไรแต่เธอกลับเป็นคนที่ลำบากที่สุด
เธอไม่สามารถนั่งดูทีวีหรือเล่นโทรศัพท์มือถือได้เป็นชั่วโมงๆ เหมือนกับลูกชายของเขา เพราะต้องคอยทำงานบ้านราวกับคนใช้ ไม่มีสิทธิ์กินข้าวร่วมโต๊ะพร้อมหน้ากับคนอื่น ทำได้เพียงกินของเหลือที่พวกเขาทานกันจนอิ่ม และรอให้เธอไปเก็บโต๊ะให้ ซึ่งเธอก็จะเป็นคนจัดการเศษอาหารพวกนั้น จึงทำให้เธอเป็นคนที่กินง่ายอยู่ง่าย เพราะชีวิตบีบให้เธอต้องเป็นแบบนั้น ร่มที่มีให้ทุกคนในครอบครัวใช้ยกเว้นเธอ นั่นจึงทำให้เธอเกลียดน่าฝนที่สุด เพราะต้องเดินตากฝนกลับบ้านบ่อยๆ
เธอเริ่มทำงานรับจ้างตั้งแต่ขึ้นมอต้น และเริ่มเป็นติวเตอร์ในช่วงขึ้นมอปลาย เธอนำความรู้ที่มีมาใช้หาเงินให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง เงินทุกบาทที่หามาได้เธอเก็บออมและใช้มันอย่างประหยัดเพื่ออนาคตวันข้างหน้าของเธอ
“ว่าแต่คุณลุงทำงานอะไรเหรอคะ ทำไมถึงมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้?” เธอถามเขากลับ เพราะคิดว่าเขาคงเป็นคนที่เก่งมากคนหนึ่ง ถึงได้มีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่และหรูหราแบบนี้
“ฉันมีธุรกิจหลายอย่างน่ะ ทั้งผับบาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร แล้วก็มีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งหมดนั่นเป็นธุระกิจที่ฉันสานต่อสิ่งที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนพวกท่านจะจากไป บ้านหลังนี้ก็ด้วย...”
เขาไม่ใช่คนเก่งอย่างที่เธอคิด แค่เป็นคนที่เกิดมาโชคดีกับความพร้อมทางด้านครอบครัว แม้พ่อแม่จากไปเขาก็สามารถอยู่คนเดียวได้สบายๆ เพราะสินทรัพย์มากมายที่ได้รับเป็นมรดก
“ดีจังเลยนะคะ...”
“...” ใบหน้าเศร้าๆ ของเธอมันทำให้คนที่ได้มองรู้สึกเห็นใจในความแตกต่างของชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ช่วยเหลืออะไรเธอไม่ได้ เพราะคิดว่าการเข้าไปยุ่งกับชีวิตใครคนนึงจะต้องติดอยู่กับเรื่องนั้นไปตลอด
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] - [Follow the next episode]
[-กดใจ -เพิ่มเข้าชั้น -คอมเมนท์ให้กำลังใจ และฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะครับ🙏]
คุณอาจจะชอบ





