
ที่แท้เป็นผู้มีอิทธิพลระดับโลก
ตอน 2
“ขอโทษค่ะ คุณหนูเสิ่น ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ !”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์รีบเดินลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว
“หรือจะเอาของใส่ถุงไปก่อนดีไหมคะ?”
จริง ๆ แล้ว หญิงสาวไม่ค่อยชอบเสิ่นซือหนิงนัก ในสายตาของเธอ เสิ่นซือหนิงเป็นแค่สาวบ้านนอก แต่กลับตีตัวสูงเหมือนนกที่บินไปเกาะกิ่งสูงกลายเป็นนกฟีนิกซ์
เมิ่งซือเฉินขมวดคิ้วตำหนิ “ไม่ได้เรื่อง ทำงานซุ่มซ่ามไม่มีระเบียบ!”
ในกระเป๋าเดินทางมีข้าวของไม่มากนัก มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด และไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว
แสดงให้เห็นว่าเงินที่ให้เสิ่นซือหนิงไปในช่วงหลายปีนี้ เธอแทบไม่ได้ใช้เลย พอจะเรียกได้ว่าเธอเป็นแม่บ้านที่ประหยัดพอตัว
แต่น่าเสียดาย ที่เขาไม่รู้สึกชอบเธอเลยแม้แต่น้อย
“ของของชิงชิงต้องถูกจัดให้เรียบร้อยก่อน เอาของเธอใส่ถุงไปก่อนก็แล้วกัน”
เมิ่งซือเฉินมองกระเป๋าเดินทางเก่าที่แตกกระจายด้วยสายตารังเกียจ
“ส่วนกระเป๋าใบใหม่ พรุ่งนี้จะให้พ่อบ้านไปซื้อมาให้คุณ”
เสิ่นซือหนิงแสยะยิ้มเล็กน้อย “กระเป๋าใบนี้ฉันขโมยมาจากพวกโจรในวันที่ต้องหนีตาย ถ้าไม่มีกระเป๋าใบนี้ คุณกับฉันคงจมน้ำตายไปนานแล้ว”
เธอรักษามันอย่างดีมาตลอดหลายปี
แต่ตอนนี้มันกลับแตกกระจาย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตแต่งงานของเธอ
เมิ่งซือเฉินหัวเราะเยาะ “คำพูดพวกนี้เอาไว้หลอกคุณปู่ได้ แต่อย่าคิดว่าจะมาหลอกผมได้นะ”
แม้ว่าเขาจะขาดความทรงจำช่วงวัยเด็กที่ถูกลักพาตัวไป จำอะไรไม่ได้เลย แต่ในใจเขากลับรู้สึกว่าคนคนนั้นไม่น่าจะเป็นเสิ่นซือหนิง
“ทำไมยังไม่รีบเก็บของของเธอให้เรียบร้อยอีก!”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ที่ถูกชี้นิ้วสั่ง “ค่ะ”
ขณะที่เธอกำลังเก็บข้าวของขึ้นมานั้น ก็จงใจเหยียบให้เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วย
“คุณหนูเสิ่นคะ คุณหญิงท่านมักจะสอนเราว่า คนเราก็เหมือนเสื้อผ้านี่แหละ”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์มีคุณนายใหญ่คอยหนุนหลัง คำพูดจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ถ้าจิตใจมันสกปรก ต่อให้พยายามซักยังไงก็ทิ้งรอยเอาไว้อยู่ดี!”
ที่ผ่านมาหลายปี เสิ่นซือหนิงปฏิบัติต่อเธออย่างดี
เพราะหลี่เนี่ยนเอ๋อร์เป็นญาติห่าง ๆ ของคุณนายใหญ่ ซึ่งก็คืนคุณย่าของเมิ่งซือเฉิน
กระทั่งครั้งหนึ่ง เมื่อเธอทำงานพลาดจนทำให้ตระกูลเมิ่งไปมีเรื่องกับฮั่วจิ่งชวน บุตรชายคนโตของตระกูลฮั่ว เสิ่นซือหนิงก็เป็นคนไปเจรจาต่อรองกับคุณชายฮั่วที่ขาพิการด้วยน้ำหอม เพื่อให้ตระกูลเมิ่งได้ที่ดินทำธุรกิจสำคัญมาได้สำเร็จ
แต่ตอนนี้ หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ที่เคยสำนึกบุญคุณ กลับกลายเป็นคนที่ดูแคลนเธอเสียแล้ว
ทั้งหมดเพราะท่าทีของคุณนายใหญ่เปลี่ยนไป
“ถ้าเสื้อผ้ามันสกปรกมากจนซักล้างยังไงก็ไม่ออกจริง ๆ ”
เสิ่นซือหนิงกล่าวขึ้นพลางมองไปทางเมิ่งซือเฉิน “เพราะงั้นฉันเลยไม่เก็บไว้หรอก”
ยังไงเสื้อผ้าแบบเรียบหรูเหล่านั้น ไม่ใช่สไตล์ที่เธอชอบอยู่แล้ว
“แต่บางคนทำผิดแล้ว ก็สมควรถูกลงโทษ”
ดวงตาสีดำสนิทของเธอที่เงยขึ้นมาจ้องเขม็งนั้นแสนลึกล้ำและเย็นเยียบ
จนเมิ่งซือเฉินเองก็รู้สึกแปลกใจเป็นครั้งแรก เพราะเสิ่นซือหนิงที่เขารู้จักนั้นเป็นคนอ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เธอกลับทำให้เขารู้สึกเย็นชาและห่างเหิน
แม้แต่หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ก็ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แปลกไป เธอจึงรีบพูดแก้ตัวด้วยน้ำเสียงตีซื่อ “ฉันเป็นคนของตระกูลเมิ่งนะคะ ทีนี้คุณหนูเสิ่นกำลังจะหย่าแล้ว……”
เพี้ยะ!
คำพูดของหลี่เนี่ยนเอ๋อร์ยังไม่ทันจบ แก้มซ้ายของเธอก็ถูกตบเข้าเต็มแรง
เธอถึงกับมองเสิ่นซือหนิงด้วยความตกตะลึง “แกกล้าดียังไงมาตบฉัน? !”
“ตามอารมณ์นี่แหละ”
“ถ้าคุณนายใหญ่รู้เข้า……”
เพี้ยะ!
อีกฝ่ามือหนึ่งตามมาติด ๆ
คราวนี้แก้มทั้งสองข้างของหญิงสาวก็โดนตบจนแดงและบวมสมดุลกันแล้ว
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์โดนแรงตบทำเอาเท้าข้างหนึ่งทรุดลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง แถมคราวนี้ข้อเท้าเธอพลิกจริง ๆ แล้ว ใบหน้าก็ปวดร้อนจนเจ็บร้าว!
เธอเริ่มโวยวายทันทีด้วยน้ำตาที่ไหลพราก “คุณชาย เธอร้ายกาจเกินไปแล้ว!”
แต่ก่อนที่เสียงคร่ำครวญจะได้ดังต่อไป เสิ่นซือหนิงก็ยื่นมือมาบีบคอเธอแล้วคว้าสร้อยคอที่ห้อยคอติดตัวเธอไว้แน่นออกมา
“ตบสองทีนี้เป็นค่าชดเชยให้กระเป๋าเดินทางกับเสื้อผ้าฉัน”
เสิ่นซือหนิงใช้มือเธอค่อย ๆ เพิ่มแรงบีบที่ลำคออีกฝ่ายจนขึ้นสีแดงช้ำ น้ำตาไหลพราก
“ส่วนตอนนี้ ฉันจะเอาของที่ไม่ใช่ของคุณคืนมา”
สร้อยคอเส้นนั้นเป็นหยกมรกตที่ฝังด้วยเพชร แม้จะไม่ได้มีมูลค่ามากมาย แต่ด้านหลังของมันสลักตัวอักษร“หนิง”เอาไว้ ซึ่งชัดเจนว่ามันไม่ใช่ของหลี่เนี่ยนเอ๋อร์
“แก…… แกตั้งใจทำร้ายฉัน!”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์พยายามปัดป้องมือที่บีบคอเธอพลางหอบหายใจอย่างรุนแรง กระทั่งฉี่ราดอย่างไม่รู้ตัว
ณ ขณะนั้น เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตนไม่เคยรู้จักเสิ่นซือหนิงมาก่อนเลย ในตอนที่ลำคอถูกบีบรักและกำลังจะขาดอากาศ เธอรู้สึกได้เลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าพร้อมที่จะเอาชีวิตเธอได้ทุกเมื่อ!
แต่เสิ่นซือหนิงเพียงแค่ทำลายสร้อยคอนั้นแล้วหันหลังจากไปอย่างไม่ไยดี
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ร้องขอความเห็นใจ “คุณชาย คุณอย่าเชื่อเธอเลยนะคะ มันเป็นการเข้าใจผิด……”
“ไสหัวไป!”
เมิ่งซือเฉินเตะเธอจนกระเด็น
เขารู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นทันทีเมื่อได้กลิ่นปัสสาวะฉุนกึกขึ้นมาเต็มจมูก
“ตระกูลเมิ่งของเราไม่ต้องการคนมือเท้าโสโครก!”
ขณะเดียวกันนั้น เสิ่นซือหนิงก็เดินออกจากบ้านแล้วกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทของเธอ
【ฉันหย่าแล้ว ตอนนี้รถกับบ้านของฉันอยู่ที่ประเทศเอ็ม ขอไปนอนบ้านเธอชั่วคราวได้ไหม 】
คำพูดเรียบ ๆ แค่นี้ ทำให้ปลายสายอย่างฉินซือหลันถึงกับอึ้ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความตื่นเต้น
【พระเจ้าช่วย เธอหย่ากับไอ้บ้านั่นได้ซะที! นอนอะไรกัน! งานนี้มันต้องฉลองด้วยปาร์ตี้โสดเท่านั้นไม่ใช่หรือไง?! 】
ถึงแม้เสิ่นซือหนิงจะถือโทรศัพท์ห่างออกจากหูแล้ว เธอก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะสะใจของฉินซือหลันชัดเจน
【ถ้ากลุ่มสิบทิศรู้ว่าผู้ก่อตั้งกลับมา ระบบคงได้ล่มกันหมดแน่ ๆ ! 】
คุณอาจจะชอบ





