
รักลึกสุดหัวใจ คู่กันชั่วนิรันดร์
ตอน 2
“โอวม่อเยวียน?”
เปี่ยนจือถึงกับอึ้งไป
แม้ว่าเธอจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาไม่มีวันเข้าข้างเธอ
ทว่าเธอก็ยังเชื่อมาตลอดว่า อย่างน้อยเขาก็เป็นคนยุติธรรมพอที่จะไม่ตัดสินเรื่องราวโดยปราศจากการสืบสวน หรือเพียงแค่ฟังความข้างเดียวจากเฉินอวี่เยียนแล้วมาสรุปความผิดทันทีแบบนี้
แต่ตอนนี้ แม้แต่ความหวังเพียงน้อยนิดนั้นก็กลับกลายเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน
เปี่ยนจือก้มหน้าลง พลางหัวเราะเยาะตัวเอง
นี่น่ะเหรอผู้ชายที่เธอเฝ้าฝันว่าจะใช้ความรักและความอบอุ่นทั้งหมดที่มี เพื่อหลอมละลายหัวใจเขา นี่น่ะเหรอผู้ชายที่เธอยอมขัดใจพ่อเพื่อที่จะแต่งงานด้วย
สามปี
สามปีเต็มๆ
เธอรู้ว่าในใจเขามีเฉินอวี่เยียนอยู่เสมอ และก็รู้ด้วยว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ในเมื่อเฉินอวี่เยียนแต่งงานกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเขาไปแล้ว เธอจึงคิดว่าขอเพียงเธอจริงใจมากพอ สักวันหนึ่งโอวม่อเยวียนคงจะเห็นความดีของเธอบ้าง
ดังนั้นเมื่อโอวม่อเยวียนยื่นเงื่อนไขการแต่งงานโดยมีข้อแม้ว่าเธอต้องดูแลอาการป่วยของเฉินอวี่เยียน เธอจึงไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วก็ตอบตกลงไป
แต่กลับไม่คิดเลยว่า สามปีผ่านไป และในวันนี้โอวม่อเยวียนจะพูดคำว่า ‘หย่า’ ออกมาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้นมองโอวม่อเยวียนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
แววตาเย็นชาของชายหนุ่มไร้เยื่อใย ใบหน้าคมเข้มไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ ยามที่เขามองมายังเธอก็ยังคงห่างเหินและเฉยชาไม่ต่างจากเมื่อสามปีก่อนอยู่ดี
เป็นเธอเอง……ที่ไร้เดียงสาเกินไป
คนที่เขาไม่รัก ต่อให้พยายามมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันหันมารักได้หรอก
“เปี่ยนจือ! ที่ม่อเยวียนพูดน่ะได้ยินไหม?! ถ้าไม่ลาออก ก็หย่าซะ!” คุณนายใหญ่มองเปี่ยนจือด้วยสีหน้าที่เปี่ยมความมั่นใจ ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ฉันบอกแล้วไงคะ” เปี่ยนจือค่อยๆ เหยียดตัวขึ้นตรง สีหน้าดูเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ “ฉันพยายามสุดความสามารถแล้ว ถ้าพวกคุณสงสัยในเรื่องการใช้ยาของฉัน ก็สามารถเชิญคณะกรรมการตรวจสอบของโรงพยาบาลมาตรวจสอบได้ แต่ฉันไม่มีวันละทิ้งวิชาชีพของฉันเด็ดขาด”
ทันทีที่พูดจบ
คุณนายใหญ่โอวก็เอามือตบโต๊ะดังปัง ปลายนิ้วชี้ตรงมาที่ใบหน้าของเปี่ยนจือ พลางเอ่ยวาจาถากถาง “พยายามเต็มที่แล้วงั้นเหรอ? !”
“เหอะ——”
“ถึงกับกล้าพูดออกมาว่าจะเชิญคณะกรรมการตรวจสอบของโรงพยาบาลมาเลยเหรอ นึกว่าฉันไม่รู้หรือไงว่า เธอกับพวกเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลนั่นสมรู้ร่วมคิดกัน เตรียมการกันไว้หมดแล้ว? อวี่เยียนบอกฉันหมดแล้วว่า พวกเธอทารุณกรรมอวี่เยียนที่โรงพยาบาลยังไงบ้าง บังอาจมารังแกหนูอวี่เยียนสุดที่รักของพวกเรา แถมพวกเขายังอุตส่าห์พยายามจะปกปิดความผิดให้เธออีก!”
“ได้! ในเมื่อเธอยังไม่สำนึก พ่อบ้านว่าน! ลากตัวนังนี่ไปขังไว้ในโรงเก็บฟืน เธอสำนึกผิดเมื่อไหร่ค่อยปล่อยตัวออกมา!”
“ในเมื่อเธอปากดีนัก ก็ไม่ต้องให้ข้าวเธอกิน! แค่คอยให้น้ำบ้าง อย่าให้ตายก็พอ!”
เปี่ยนจือรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก นี่มันสังคมสมัยใหม่ที่บ้านเมืองมีขื่อมีแป ยังจะมีการจับไปขังในโรงเก็บฟืนแล้วให้อดข้าวอดน้ำกันอยู่อีกเหรอ?
เธอไม่ได้โต้ตอบในทันที แต่กลับหันไปมองโอวม่อเยวียน
เธอยอมรับว่าตัวเองโง่เขลานัก ที่ยังดึงดันอยากจะยืนยันความคิดของโอวม่อเยวียนในตอนนี้ให้ชัดแจ้ง
ทว่าสิ่งที่เห็นคือสายตาเย็นชาของโอวม่อเยวียนที่ทอดมองมา “คิดให้ตกก่อนแล้วค่อยมาคุยกับผม เรื่องของอวี่เยียน คุณต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด”
“พี่คะ จะไปคุยกับยัยนี่ให้เสียเวลาทำไม” โอวเหยาเกลียดเปี่ยนจือเข้าไส้ เธอคิดว่าโอวม่อเยวียนถูกเปี่ยนจือบีบบังคับให้แต่งงานด้วย ดังนั้นตั้งแต่เปี่ยนจือแต่งเข้าตระกูลโอวมา เธอจึงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเสมอ “จับโยนเข้าไปในโรงเก็บฟืนให้อดข้าวสักสามวันสามคืน ดูซิว่าจะยังปากเก่งอยู่อีกไหม!”
เปี่ยนจือไม่แม้แต่จะมองโอวเหยา และไม่สนด้วยว่าฝ่ายนั้นจะคิดกับเธออย่างไร ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เธอสนใจเพียงความรู้สึกของโอวม่อเยวียนเท่านั้น
เธอมองจ้องเขาตรงๆ “โอวม่อเยวียน ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะทำร้ายเฉินอวี่เยียนเลยสักนิด ฉันเป็นหมอ ไม่มีทางทำเรื่องที่ผิดต่อคนไข้ของตัวเองแน่นอน คุณมักจะบอกว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผลและยุติธรรมเสมอไม่ใช่เหรอ? ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยมอบความยุติธรรมให้กับฉันบ้างได้ไหม”
เปี่ยนจือมองเขาด้วยสายตาคาดหวังอย่างแรงกล้า
เธอไม่ได้หวังความรักที่ลำเอียง เพียงแค่หวังในความยุติธรรมเท่านั้น
หวังให้มีการสืบหาความจริงในเรื่องนี้อย่างเป็นธรรม และให้คำอธิบายที่เป็นธรรมกับเธอ
เพียงเท่านั้นเอง
ทว่าสุดท้ายเธอก็ต้องผิดหวัง
เธอถูกพ่อบ้านว่านฉุดกระชากเข้าไปในโรงเก็บฟืน
ประตูไม้บานหนาอันหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงต่อหน้าต่อตาของเปี่ยนจือ เธอเฝ้ามองใบหน้าของโอวม่อเยวียนที่ค่อยๆ ลับหายไปตามบานประตูที่เคลื่อนเข้าหากัน
เธอรู้สึกลนลานเล็กน้อย แต่ในดวงตาของชายหนุ่มกลับมีเพียงความเย็นชา ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ต่อเธอ
ฝีเท้าที่เธอกำลังจะก้าวออกไปพลันชะงักงันด้วยสายตาโหดเหี้ยมคู่นั้น เปี่ยนจือหยุดนิ่งด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทำได้เพียงเบิกตามองใบหน้าของโอวม่อเยวียนที่เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
เธอไม่รู้ว่าตัวเองติดอยู่ในโรงเก็บฟืนที่มืดมิดนั้นนานแค่ไหน
รู้เพียงว่าพื้นใต้ปลายนิ้วนั้นชื้นแฉะ
อากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความหนาวเหน็บและกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว
มีสัตว์ตัวอ่อนนุ่มคลานผ่านข้างกายพร้อมกับเสียง ‘จี๊ดๆ ’ ที่ชวนให้อกสั่นขวัญแขวน
จากความเสียใจในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความชาชิน ท้ายที่สุดเธอก็นั่งทรุดตัวลงบนพื้นอย่างเหม่อลอย ความรักที่เคยล้นปรี่ในอกค่อยๆ มอดดับลงไปตามกาลเวลาที่เคลื่อนผ่าน
ในพื้นที่ที่ไร้แสงตะวันแห่งนี้ เธอไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
จนกระทั่งประตูบานหนาถูกผลักเปิดออกจากด้านนอกพร้อมเสียง ‘เอี๊ยด’ และแสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาเป็นเส้นตรง
โอวม่อเยวียนยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดนั้น พลางเอ่ยคำที่แสนเย็นชาออกมา “สำนึกผิดหรือยัง?”
ถ้าสำนึกแล้ว ก็รีบไปดูแลอวี่เยียนที่โรงพยาบาลซะ
ความรักเพียงน้อยนิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ พลันมลายหายไปกับคำพูดนั้น
แต่เปี่ยนจือยังคงไม่ยอมแพ้ เธอแยกไม่ออกว่ามันคือความเสียดายตลอดสามปีที่ทุ่มเทไป หรือไม่อยากที่จะตัดใจจากโอวม่อเยวียนกันแน่
“ฉันพยายามช่วยชีวิตเฉินอวี่เยียนอย่างสุดความสามารถแล้ว ฉันมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อเธอเลย ถ้าเป็นไปได้ช่วยให้เวลาฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะไปสืบหาความจริงที่โรงพยาบาล และจะให้คำตอบที่คุณพอใจแน่นอน ได้หรือเปล่าคะ?”
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้น พยายามดิ้นรนเพื่อความสัมพันธ์นี้เป็นครั้งสุดท้าย
“ให้เวลาคุณงั้นเหรอ?” แววตาเย้ยหยันของโอวม่อเยวียนทิ่มแทงหัวใจของเปี่ยนจืออย่างจัง เธอได้ยินเขาพูดว่า “ให้เวลาคุณไปปกปิดความจริงน่ะเหรอ?”
ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ แต่เปี่ยนจือก็ยังคงใจสลายอยู่ดี
เธอค่อยๆ ชันเข่าลุกขึ้นยืนอย่างโซเซท่ามกลางความมืดมิด แล้วก็ยังคงดึงดันอยากจะถามออกไปคำหนึ่ง “โอวม่อเยวียน ตลอดสามปีมานี้ คุณเคยรักฉัน แม้เพียงสักเสี้ยววินาทีบ้างไหม?”
โอวม่อเยวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงเยาะออกมา เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยการถากถางนั้น ทำให้เปี่ยนจือเข้าใจได้ในทันที……
เสียงหัวเราะนั้นเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ฟาดลงบนหน้าอย่างแรง เพื่อเตือนสติว่าเธอกำลังเพ้อฝัน
“อ้อ ไม่เคยรักเลยสินะ” เปี่ยนจือพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด “ได้ ฉันมันเพ้อเจ้อไปเองจริงๆ ”
“ถ้าอย่างนั้น……” เปี่ยนจือยิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ก็หย่ากันเถอะค่ะ”
โอวม่อเยวียนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะขมวดคิ้วจ้องมองเปี่ยนจือด้วยสายตาเย็นเยียบ
เดิมทีเขาคิดว่า หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน เปี่ยนจือจะสำนึกผิด จะยอมอ่อนข้อและทำตัวว่าง่ายเหมือนที่ผ่านมา และยอมลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่โรงพยาบาลซะ
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่ได้ยินจากปากเธอจะกลายเป็นคำว่า ‘หย่า’
ช่างไร้เหตุผลและไม่รู้จักสำนึกจริงๆ !
เปี่ยนจือจ้องมองปฏิกิริยาของโอวม่อเยวียนอย่างตั้งใจ ก่อนจะก้มหน้าลงหัวเราะเยาะตัวเอง
เมื่อก่อนเธอเคยยอมโอวม่อเยวียนมาโดยตลอด แต่วันนี้จู่ๆ เธอก็เลือกที่จะต่อต้าน ดังนั้นท่าทางที่เขาดูประหลาดใจแบบนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะย้ำอีกครั้งท่ามกลางความงุนงงของโอวม่อเยวียน “โอวม่อเยวียน เราหย่ากันเถอะ!”
พูดจบเปี่ยนจือก็เชิดหน้าขึ้น และก้าวข้ามธรณีประตูออกไป
เธอค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า อาการไข้รุมๆ เมื่อวานเริ่มรุนแรงขึ้นท่ามกลางอากาศที่ชื้นแฉะ แผ่นหลังก็ปวดระบมจากการถูกฟาดด้วยไม้เท้า สัมผัสจากสัตว์ที่คลานผ่านปลายนิ้วยังคงติดอยู่ในประสาทสัมผัสอย่างเด่นชัด
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง
เธอจะไปจากที่นี่ ไปจากตระกูลโอว และไปจากชีวิตแต่งงานที่เธอเคยคิดว่าจะรักษาเอาไว้ให้ได้ชั่วชีวิต
คุณอาจจะชอบ





