
รักลึกสุดหัวใจ คู่กันชั่วนิรันดร์
ตอน 3
เปี่ยนจือเดินออกจากบ้านตระกูลโอวมาทันที โดยไม่ได้หยิบสัมภาระใดๆ ติดมือมาด้วยเลย
เหล่าคนใช้ที่อยู่ด้านหลังต่างพากันกระซิบกระซาบ
“เหอะ…… ปากบอกว่าจะหย่า แต่กลับไม่เอาอะไรติดตัวไปเลยสักอย่างงั้นเหรอ? เล่นละครเรียกร้องความสนใจสินะ จะเสแสร้งทั้งทีก็ทำให้มันสมจริงสมจังหน่อยสิ”
“นั่นสิ เห็นวางท่าทำเป็นหยิ่ง ที่แท้ก็แค่หวังเงินของคุณชายเรา ถึงได้แต่งเข้าบ้านตระกูลโอวไม่ใช่หรือไง? ได้ยินว่าแต่งกันมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยนอนกับคุณชายเลยด้วยซ้ำนะ”
“ดีแล้วที่ไม่ได้นอนด้วย ผู้หญิงใจคออำมหิตแบบนี้ไม่คู่ควรกับคุณชายม่อเยวียนของเราหรอก แต่ฉันพนันได้เลยว่าเธอไม่มีทางหย่ากับคุณชายแน่ๆ ”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น ตำแหน่งหัวหน้าแผนกสูตินรีเวชของเธอน่ะ เดือนหนึ่งจะหาเงินได้สักกี่บาทกันเชียว ก็แค่ทำเป็นดูดีเท่านั้น เดี๋ยวก็คงยอมลาออกกลับมาดูแลคุณอวี่เยียนที่บ้านอยู่ดีนั่นแหละ”
“แค่พูดให้ดูดีเลย ถ้าเก่งจริงก็หย่าจริงๆ ซะเลยสิ”
“……”
ถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปในอากาศตามระยะทางที่เปี่ยนจือเดินห่างออกมา
สภาพร่างกายของเธอย่ำแย่มาก พิษไข้ที่สะสมมานานทำให้ร่างกายของเธอทรุดลง
ในฐานะที่เป็นหมอมาหลายปี เธอรู้ดีว่าขีดจำกัดความอดทนของร่างกายตัวเองมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เธอฝืนประคองร่างที่โงนเงนเพื่อรอรถแท็กซี่
ทันใดนั้นเอง
กระแสลมวูบหนึ่งพัดผ่านมา รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเฉียดกายเธอไปอย่างเย็นเยียบ
ปฏิกิริยาตอบโต้ของเปี่ยนจือเริ่มช้าลง เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเสี้ยวหน้าอันคมกริบของโอวม่อเยวียนในรถยนต์สีดำแล่นผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
กระจกรถค่อยๆ เลื่อนขึ้น บดบังสายตาที่เธอมองตามไป
เธออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาอย่างใจสลาย
ชีวิตสมรสสามปีที่มอบให้ด้วยความจริงใจ สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับเป็นการปฏิบัติราวกับศัตรูในวันนี้ ช่างเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่รถกำลังเลี้ยวโค้ง
คนขับรถมองผ่านกระจกหลัง เห็นร่างของหญิงสาวที่ดูเหมือนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ “คุณชายครับ ดูเหมือนว่าคุณนายจะไม่ค่อยสบายนะครับ อย่าให้ถึงกับเป็นลมตายที่หน้าประตูบ้านเราเลย หากกลายเป็นข่าวสังคมขึ้นมาจะดูไม่ค่อยดีนะครับ”
โอวม่อเยวียนที่เดิมทีหลับตาอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง “เธอทำให้เฉินอวี่เยียนต้องแท้งลูก โทษทัณฑ์นี้ ต่อให้ตอนนี้เธอตายไปก็ชดใช้ไม่หมด”
คนขับรถลอบยิ้มเล็กน้อยในมุมที่โอวม่อเยวียนมองไม่เห็น ก่อนจะขานรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ครับ”
วินาทีต่อมา รถยนต์คันนั้นก็แล่นกลืนหายไปในกระแสการจราจรที่หนาแน่น
ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ร่างของเปี่ยนจือโงนเงนไปมา ภาวะขาดน้ำทำให้ริมฝีปากของเธอแห้งผาก
เธอพยายามประคองสติ และสะบัดศีรษะหวังให้หายมึนงง แต่ความรู้สึกเวียนหัวกลับยิ่งทวีความรุนแรง ร่างกายซวนเซไปมา
มีชั่วขณะหนึ่งที่หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ เธอเอามือกุมหน้าอก รู้สึกหายใจติดขัดจนแทบขาดใจ
พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง
ในวินาทีนั้นเธอรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาหวิว ใบไม้ร่วงหล่นลงมาจากกิ่งพอดี ในขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน เธอพลันเห็นใบหน้าคมเข้มของใครคนหนึ่ง
ช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน
เธอพยายามจะลืมตาขึ้นมอง แต่เธอเหนื่อยเหลือเกิน เมื่อหลับตาลง เธอก็ได้ยินคนคนนั้นเรียกเธอว่า “เปี่ยนเสี่ยวจือ!”
เมื่อว่านเชี่ยนได้รับโทรศัพท์และมาถึงโรงพยาบาล เปี่ยนจือก็อยู่ในอาการหมดสติไปแล้ว
ใบหน้าของเธอขาวซีดราวกับไก่ต้ม
ร่างกายสั่นเทาโดยไร้จิตสำนึก เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาจากหน้าผากไม่ขาดสาย ทั้งร่างอยู่ในสภาวะร่อแร่ราวกับใกล้จะสิ้นใจ
เพื่อนร่วมงานในแผนกสูตินรีเวชต่างพากันกรูเข้ามาล้อมรอบ
เมื่อผู้อำนวยการเห็นเปี่ยนจือนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างไร้ชีวิตชีวา ก็ทั้งสงสารและโกรธจัด “บริจาคเลือดไปตั้งเยอะขนาดนั้น ยังจะฝืนทำการผ่าตัดต่ออีก พอป่วยกลับต้องนั่งแท็กซี่มาเอง ซ้ำยังมาเป็นลมเป็นแล้งอยู่หน้าโรงพยาบาลด้วย! ตระกูลโอวนี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!”
หัวหน้าพยาบาลโกรธจนแทบจะกระอักเลือดเสียเดี๋ยวนั้น เธอชี้ไปยังทิศทางห้องพักผู้ป่วยของเฉินอวี่เยียนแล้วด่ากราด “คนตระกูลโอวนี่มันยังมีความละอายใจอยู่บ้างไหม! หัวหน้าแผนกของเราต้องมาลำบากตรากตรำขนาดนี้ มีเงินแล้วมันวิเศษนักหรือไง!”
เหล่าเพื่อนร่วมงานในแผนกต่างพากันเข็นเปี่ยนจือเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยด้วยความโกรธแค้น
อาการไข้สูงของเปี่ยนจือกินเวลานานตลอดทั้งคืน เป็นเพราะร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาจึงทำได้เพียงเอนกายพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง
สายตาของเธอเหม่อลอยว่างเปล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนยังคงเด่นชัดในความทรงจำ
ขอบตาค่อยๆ ร้อนผ่าวและแดงก่ำเมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาสามปีในช่วงวัยรุ่น พี่ชายใจดีที่เคยให้ความอบอุ่นแก่เธอในค่ำคืนที่เงียบเหงาครั้งแล้วครั้งเล่า กลับกลายมาเป็นคนที่ทำร้ายเธอได้เจ็บปวดที่สุดตอนที่เธอโต
เปี่ยนจือชันเข่าขึ้นมาและกอดตัวเองไว้ ก่อนจะซุกหน้าลงแล้วสะอื้นไห้อย่างเงียบๆ
เธอเคยคิดว่า ขอเพียงมอบความจริงใจให้ ก็จะได้รับความจริงใจกลับคืนมา
เธอเคยคิดว่า ขอเพียงเธอทุ่มเทความพยายามมากพอ ทำตัวว่าง่ายมากพอ ภูเขาน้ำแข็งก็ย่อมต้องละลาย
ความมั่นอกมั่นใจของผู้หญิงนี่มัน……ช่างเป็นอันตรายต่อตัวเองเหลือเกิน!
มิน่าล่ะ คนรอบข้างถึงได้บอกว่าเธอมันโง่ พอมาคิดดูตอนนี้ เธอนั้นโง่กว่า คำว่า ‘โง่’ ที่พวกนั้นดูถูกอีก
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างโร่แล้ว
คราบเหงื่อเย็นเฉียบทำให้เปี่ยนจือรู้สึกไม่สบายตัว หลังจากที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พวกเพื่อนร่วมงานในแผนกและว่านเชี่ยนก็เดินเข้ามาพอดี
ในมือของว่านเชี่ยนยังมีอาหารเช้าอุ่นๆ ติดมาด้วย
“จือจือ คุณฟื้นแล้วเหรอ” ว่านเชี่ยนตบอกเบาๆ พลางถอนหายใจออกมายาวเหยียด “คุณทำฉันตกใจแทบแย่ คุณรู้ไหมว่าฉันเกือบคิดว่าต้องมาเก็บศพคุณแล้วนะ!”
เปี่ยนจือรู้สึกว่าเธอพูดโอเวอร์เกินไป จึงยิ้มบางๆ ออกมา “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”
“หัวหน้าครับ พักผ่อนให้สบายเถอะครับ ช่วงนี้พวกเราจะสลับกันดูแลคนไข้ในแผนกเอง หัวหน้าไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น มีอะไรพวกเราจะแบกรับไว้เองครับ” เสี่ยวหลี่จากแผนกเดียวกันพูดขึ้นด้วยความเห็นใจ
ตั้งแต่เปี่ยนจือย้ายมาที่แผนกศัลยกรรมหัวใจของโรงพยาบาลเหรินซิน ระดับงานด้านต่างๆ ก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ต่อมาเพราะเฉินอวี่เยียนตั้งครรภ์ เปี่ยนจือจึงยอมย้ายมาเป็นหัวหน้าแผนกสูตินรีเวช
ตอนที่เธอย้ายมาใหม่ๆ หลายคนโดยเฉพาะพวกรุ่นเก๋าต่างก็รู้สึกไม่ยอมรับ
แต่หลังจากได้สังเกตการณ์การผ่าตัดเพียงไม่กี่ครั้ง ทุกคนก็ยอมสยบแทบเท้า และเพราะการมาของเปี่ยนจือ แผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลเหรินซินจึงกลายเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ มีอัตราความสำเร็จในการผ่าตัดสูงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ทุกคนจึงให้ความเคารพเธอมาก
เมื่อเสี่ยวหลี่พูดจบ เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นพ้องทันที
เปี่ยนจือพยักหน้าและบอกให้ทุกคนกลับไปทำงานของตน
ก่อนจะหันไปถามว่านเชี่ยนที่อยู่ข้างเตียง “โทรศัพท์ฉันล่ะ?”
ว่านเชี่ยนพลันระแวงขึ้นมาทันที “จือจือ คงไม่ใช่ว่าจะโทรหาโอวม่อเยวียนอีกหรอกนะคะ คุณจะไปเป็นห่วงเป็นใยเขา โดยที่เขาก็ไม่สนใจใยดีคุณเนี่ยนะคะ?”
ตอนที่ว่านเชี่ยนเห็นรถของโอวม่อเยวียนแล่นฉิวผ่านตัวเปี่ยนจือไป เธอก็โกรธจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่ตรงนั้น!
เมื่อเห็นเปี่ยนจือไม่อยากให้ใครพูดจาว่าร้ายโอวม่อเยวียน ว่านเชี่ยนก็บ่นพึมพำ “ถ้าจะไปตื๊อเขา ก็รอให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคลังหมู่เลือดอาร์เอชลบเคลื่อนที่อีกได้ยังไง”
คลังหมู่เลือดอาร์เอชลบ
เปี่ยนจือขมวดคิ้วพลางยิ้มอย่างอ่อนใจ คำเปรียบเปรยนี้ ต้องยอมรับว่า……
ค่อนข้างตรงเลยทีเดียว
“เปล่าหรอก ฉันแค่อยากดูข่าวในเน็ตน่ะ”
จากนิสัยของเฉินอวี่เยียนนั้น ในเมื่อแท้งลูกไปแล้ว ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ต้องสร้างภาพให้น่าสงสารเอาไว้ก่อน
จากนั้นก็แสร้งร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าคนตระกูลโอวว่าเธอไม่รับผิดชอบ
โดยเมื่อวานเฉินอวี่เยียนบอกว่าเปี่ยนจือเป็นฝ่ายตุกติกด้วยการดัดแปลงยา เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่ได้จบแค่การพูดต่อหน้าคนในตระกูลโอวแน่นอน
เมื่อก่อนเฉินอวี่เยียนเรียกเธอว่าน้องเปี่ยนจืออย่างสนิทสนม ใครจะรู้ว่าเตรียมหลุมพรางนี้ไว้รอเธออยู่
แสร้งทำตัวเป็นหญิงสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ต่อหน้าทุกคน ให้เธอคอยดูแลรักษาเหมือนเป็นคนรับใช้มาตลอดสามปี จนกระทั่งร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติแล้ว ถึงได้หักหลังเธอเข้าให้แบบนี้
และข้อมูลในมือถือที่ถาโถมเข้ามา ก็เป็นไปตามที่เปี่ยนจือคาดไว้จริงๆ
“มีอะไรน่าดูนักหนา” ว่านเชี่ยนหงุดหงิดแทบคลั่ง “ฉันก็บอกคุณไปตั้งนานแล้วไงว่ายัยเฉินอวี่เยียนนั่นไม่ใช่คนดี นิสัยเจ้าเล่ห์จะตายชัก คนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบคุณไม่มีทางตามยัยนั่นทันหรอก ตอนนั้นคุณยังบอกว่าเขาจิตใจดีอยู่เลย ดูสิ ตอนนี้ในเน็ตด่าว่าคุณใจคออำมหิตกันใหญ่แล้ว!”
“ส่วนไอ้โอวม่อเยวียนนั่นก็สมองหมาปัญญาควายจริงๆ ! เป็นประธานบริษัทบ้าบออะไรกัน ถ้าไอคิวขนาดนั้นยังเป็นประธานได้ ดูท่าตำแหน่งประธานนี่คงไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเลยมั้ง!”
เปี่ยนจือไม่ได้ตอบคำ เธอเอาแต่ก้มมองมือถือ
ข่าวที่กระจายไปทั่วโลกโซเชียลไม่ได้เอ่ยถึงโอวม่อเยวียนหรือตระกูลโอวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพุ่งเป้ามาที่เธอและโรงพยาบาลเหรินซินโดยตรง
สำหรับแพทย์แล้ว ชื่อเสียงสำคัญที่สุด
เปี่ยนจืออาจไม่ได้สนใจชื่อเสียงตัวเอง แต่เธอไม่อาจเพิกเฉยต่อชื่อเสียงของโรงพยาบาลเหรินซินได้
เฉินอวี่เยียนใช้วิธีการแบบนี้ เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ช่างอำมหิตที่สุด!
แต่เฉินอวี่เยียนคงไม่รู้ว่า ในเมื่อเปี่ยนจือมีความสามารถรักษาเธอให้หายได้ เปี่ยนจือก็มีความสามารถทำให้ชีวิตเธอพังทลายลงได้ในพริบตาเช่นกัน อีกอย่าง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดน่ะ ไม่ใช่ว่าแค่รู้สึกดีแล้วก็เท่ากับหายขาดจริงๆ สักหน่อย!
โรคนี้ต้องอาศัยการประคับประคองดูแลเป็นเวลานาน ไม่อย่างนั้น ในโลกนี้จะมีคนเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจอยู่อีกเหรอ
เปี่ยนจือรู้สึกขบขันในความรักอันลึกซึ้งของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ขำในความไม่รู้อะไรเลยของเฉินอวี่เยียนด้วย
ว่านเชี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ พอเห็นเปี่ยนจือยิ้มบางๆ ก็รู้สึกขนหัวลุกขึ้นมาทันที เธอพูดอย่างลนลาน “อะ……อาจารย์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ถึงจะเสียใจมากแค่ไหน แต่ไว้ค่อยเอาคืนทีหลังก็ได้นะคะ แต่อาจารย์ยิ้มแบบนี้ ฉันเห็นแล้วกลัวจริงๆ นะ!”
“ค่ะ ฉันผิดไปแล้ว อาจารย์อย่าโกรธเลยนะ ต่อไปฉันจะไม่ด่าโอวม่อเยวียนว่าเป็นผู้ชายเฮงซวย และไม่ด่าเฉินอวี่เยียนว่าเป็นนังตอแหลแล้วก็ได้ ตกลงไหมคะ?”
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้นและเห็นท่าทางระมัดระวังของว่านเชี่ยน ก็เข้าใจว่าการที่เธอเคยออกโรงปกป้องโอวม่อเยวียนในอดีตทำให้ว่านเชี่ยนเข้าใจผิด
ลำคอของเธอแห้งผาก แค่จะเปล่งเสียงก็เจ็บปวดไปหมดแล้ว แต่เธอก็ยังค่อยๆ อธิบายช้าๆ อย่างละเอียด “ฉันว่า…… ที่เธอพูดมาน่ะ ถูกต้องที่สุดเลยล่ะ”
เปี่ยนจือเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนหมดแล้วเอนตัวลงนอนพักผ่อน
ทิ้งให้ว่านเชี่ยนยืนอึ้งอยู่ที่เดิมราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
อาจารย์……
เปลี่ยนนิสัยแล้วเหรอ?
เธอเพิ่งด่าโอวม่อเยวียนไป แต่อาจารย์กลับชมเธอเนี่ยนะ?!!!!!
ว่านเชี่ยนรีบชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่างอย่างเร็ว
วันนี้พระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันออกนี่นา ก็ปกติดี
คุณอาจจะชอบ





