
มายาทมิฬ
ตอน 2
เปลือกตาหนาค่อยๆ ปรือขึ้นทีละนิดเมื่อมีเสียงใสกังวานร้องเรียกเขาอยู่ด้านนอกประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ที่เป็นทางเชื่อมระหว่างภายในห้องพักกับทางเดินที่ทอดยาวไปยังตำหนักใหญ่ที่สุดของวังนี้
ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรของตน ก่อนจะเดินออกไปที่หน้าประตูและเปิดมันออก บานประตูแยกออกจากกันช้าๆ ขณะที่ภาพของสาวงามนางหนึ่งก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
หน้าตาผิวพรรณที่ขาวผ่องเป็นยองใยซ่อนอยู่ใต้ผ้าคาดอกสีน้ำเงินเข้ม มีผ้าคลุมไหล่สีฟ้าอ่อน นุ่งผ้าซิ่นสีพื้น ผมเกล้ามวยสูงอย่างประณีตประดับด้วยดอกเอื้องหรือก็คือดอกกล้วยไม้ หญิงสาวคนนี้แต่งกายไม่มีผิดเพี้ยนไปจากนางกำนัลคนเมื่อกลางวันนี้เลย คงจะเป็นนางกำนัลเหมือนกัน...
ทวิภาคพยายามละสายตาจากสาวงามตรงหน้า หมุนตัวเดินเข้ามาในห้อง แต่ความรู้สึกคุ้นเคยที่ทำงานช้ายิ่งนักร้องสั่งให้หันไปมองสาวเจ้าอีกรอบ และคราวนี้ชายหนุ่มก็เบิกตากว้าง ก่อนจะร้องออกมา
“เธอนั่นเอง...! มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย”
ราชาวดีในคราบนางกำนัลระบายยิ้ม ก้าวเดินเข้ามาพร้อมๆ กับปิดประตูตามหลัง ก่อนจะพูดขึ้นเสียงนุ่มอ่อนหวาน เพราะเตรียมการมาล่วงหน้าแล้ว
“ข้าน้อยเป็นคนเชียงรุ้งเพคะ ไปเมืองไทยด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง... แล้วนี่นายท่านต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าเพคะ ข้าน้อยจะได้ไปจัดเตรียมมาให้”
ราชาวดีลอบมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาดุจเทพบุตรลงมาจุติของทวิภาคอย่างชื่นชม ไม่ว่าจะปาก คอ คิ้ว คาง ดูลงตัวอยู่ในรูปหน้าสมบูรณ์แบบนั้นอย่างเหมาะเจาะ สาวน้อยมองตาละห้อย อิจฉาปากแดงๆ ที่งามยิ่งกว่าอิสตรีของเขายิ่งนัก
ทำไมนะ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้หล่อเหลากระชากจิตวิญญาณถึงเพียงนี้ และทำไมนะ ทำไมหล่อนถึงต้องคลั่งไคล้เขา ขนาดต้องปลอมตัวมาสวมบทนางกำนัลเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเขาด้วยนี่...
“ฉันไม่ต้องการอะไรเพิ่ม... เธอออกไปได้แล้ว”
ชายหนุ่มหันมาทันได้เห็นสายตาหวานฉ่ำที่สาวน้อยในชุดงดงามมองมาพอดี เขาหรี่ตามองกลับด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหันหลังเดินหนีออกไปที่ระเบียง
ราชาวดีแก้มแดงก่ำ กลืนน้ำลายลงคอด้วยความกระดาก แต่ก็ยังทำใจกล้าเดินตามคนตัวโตออกไปที่ระเบียง พร้อมกับชวนคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“นายท่านชอบเชียงรุ้งไหมเพคะ...”
ใบหน้าคมสันหันกลับมามองด้วยความไม่พอใจ แต่พอเห็นรอยยิ้มหวานๆ ก็ใจอ่อน ไล่ไม่ลง ถอนใจออกมาแรงๆ เมื่อเจอลูกตื้อของแม่สาวคนนี้ แม่สาวที่เขาคุ้นตายิ่งนัก มันไม่ใช่แค่เคยเจอกันครั้งเดียวสิ แต่มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น แต่เขาดันจำไม่ได้ซะนี่
“แล้วเธอล่ะ ไปเมืองไทยแล้วชอบเมืองไทยหรือเปล่า”
ทวิภาคย้อนถาม ขณะจ้องมองดวงอาทิตย์กลมโตสีแดงฉานที่กำลังจะดำดิ่งลงหลังทิวเขาลูกใหญ่เบื้องหน้า
ราชาวดีระบายยิ้ม จ้องมองภาพเดียวกันกับเขา “ชอบสิคะ ข้าน้อยชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย และที่สำคัญ...” หญิงสาวหยุดพูดเล็กน้อย แก้มสาวแดงก่ำอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อจนจบ “ข้าน้อยชอบคนไทยเพคะ... คนไทยใจดี...”
“คนไทยส่วนใหญ่ใจดี มีอัธยาศัยดี แต่ไม่ใช่ทุกคนจะดีเหมือนกันหมด ก็เหมือนๆ กับคนชาติอื่นนั่นแหละ” ทวิภาคออกความเห็น สาวน้อยยิ้มหวาน มองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาอย่างมีเลศนัย
“แต่นายท่านชอบคนเชียงรุ้งหรือเปล่าเพคะ โดยเฉพาะ...ผู้หญิงเชียงรุ้ง งามถูกใจไหมเพคะ” ถามไปก็ขัดเขินไป แต่ก็ยังอยากจะรู้
ทวิภาคหัวเราะหึหึในลำคอ ไม่ได้ตอบในทันที แต่หันมากวาดมองสตรีสาวที่มีฐานะเป็นแค่นางกำนัลรับใช้อย่างพินิจพิจารณา ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ทำเอาราชาวดีถึงกับหน้าเสีย
“นายท่านไม่ถูกใจข้าน้อยหรือเพคะ...”
“ถ้าสาวเชียงรุ้งมีเธอเพียงคนเดียว ฉันคงเลือกอยู่คนเดียวดีกว่า...”
ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวตรงหน้าหน้าเจื่อนก็หัวเราะออกมา ก่อนจะหันไปมองทิวทัศน์เบื้องหน้าต่อโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก
ราชาวดีทำหน้ายู่ด้วยความผิดหวัง ไม่คิดเลยว่าหล่อนที่ทุกคนว่างามนักงามหนา ทำไมถึงไม่ถูกตาต้องใจผู้ชายที่ตนเองหมายปองแม้แต่น้อย
“ข้าน้อยดูไม่ได้เลยเหรอนายท่าน...” ด้วยความอยากรู้จึงถามออกไปอีก
ไหล่กว้างไหวพร้อมๆ กับเสียงเข้มที่ดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงสดไม่แพ้หล่อนของทวิภาค “ทำไมต้องอยากให้ฉันสนใจเธอด้วยล่ะ ในเมื่อฉันไม่ได้มาหาแฟนที่นี่สักหน่อย แต่มาให้ความสำราญกับองค์หญิงบ้าผู้ชายคนนั้นต่างหาก”
คำพูดไม่ไว้หน้าของเขาทำเอาราชาวดีถึงกับอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้าง ใบหน้างามชาดิก ลืมตัวไปชั่วขณะว่าตอนนี้ด้วยเองไม่ได้อยู่ในฐานะของเจ้าหญิง แต่อยู่ในฐานะนางกำนัลที่ถูกส่งมาปรนนิบัติดูแลเขาเพียงนั้น
“บังอาจ! พูดถึงองค์หญิงแบบนี้ได้ยังไง เราบ้าผู้ชายตรงไหน”
จากที่เคยมองไปยังวิวด้านนอก จำต้องละสายตากลับมามองสตรีสาวที่ขึ้นเสียง แถมยังชี้หน้าเขาอย่างไม่พอใจด้วยความประหลาดใจ
“เธอเป็นเจ้าหญิงหรือไง ถึงได้เดือดร้อน” คำพูดนี้ทำให้สาวน้อยรู้สึกตัว รีบแก้ตัวพัลวัน
“ก็...เอ่อ... นายท่านไม่ควรกล่าวหาองค์หญิงแบบนี้ หากใครได้ยินเข้าโทษถึงประหารเลยนะเพคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานยังคงขุ่นคลัก
ทวิภาคยักไหล่ทำท่าไม่แยแส จนราชาวดีอยากจะทุบสักปึ๊กสองปึ๊กให้หายโอหังนัก นี่หากไม่รักไม่ใคร่นะ จะสั่งให้ทหารจับไปทรมานให้เข็ด
“ฉันพูดความจริงทำไมต้องกลัวด้วย องค์หญิงของเธอนั่นแหละที่สมควรจะอาย มีอย่างที่ไหนบังคับให้ผู้ชายมาหา ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เต็มใจแม้แต่น้อย...”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ชอบใจ ราชาวดีฟังแล้วก็ชอกช้ำ หน้าเศร้าไม่คิดว่าเขาจะรังเกียจหล่อนถึงเพียงนี้ หล่อนก็แค่อยากเห็นเขา อยากใกล้เขา อยากตอบแทนที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้แค่นั้นเอง ไม่เคยคิดจะใช้อำนาจเพื่อให้ได้ตัวเขามาครอบครองสักหน่อย
น้ำตาพาลจะไหลต้องรีบซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มหวานที่ถูกฝึกมาตั้งแต่เล็ก “หากนายท่านได้พบองค์หญิง นายท่านจะกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าพระพักตร์หรือเปล่าเพคะ”
“ฉันเป็นคนปากตรงกับใจ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น เย็นนี้ตอนมื้อค่ำฉันก็จะพูดแบบนี้กับองค์หญิงแก่แดดนั่น...”
ราชาวดีกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกเจ็บจี๊ดในอก นี่หล่อนคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่นะที่ปลอมตัวมาอยู่ใกล้ๆ เขาแบบนี้ เพราะยิ่งใกล้ เขาก็ยิ่งพูด ยิ่งทำให้หล่อนเจ็บ เจ็บโดยที่โต้ตอบอะไรไม่ได้เลย
“องค์หญิงจะยังไม่พบนายท่านในเย็นนี้หรอกเพคะ...”
“เพราะอะไร...” ทวิภาคถามเสียงผิดหวัง
หญิงสาวส่ายหน้า “ข้าน้อยไม่ทราบได้ แต่ถ้าองค์หญิงยินดีจะให้นายท่านพบเมื่อไหร่ ข้าน้อยจะรีบเรียนให้ทราบเพคะ”
ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “ถ้าไม่อยากให้พบแล้วให้ฉันรีบมาทำไม บ้าชะมัด!” พูดออกมาอย่างหัวเสีย กำปั้นทุบแรงๆ ที่ขอบระเบียงไม้ จนสาวน้อยข้างหลังตกใจหน้าซีด
“องค์หญิงทรงติดราชกิจบางอย่างทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการเดิม หวังว่านายท่านจะเข้าใจ”
ทวิภาคไม่ตอบ แต่แสยะยิ้มมุมปาก “ใครจะขัดใจองค์หญิงผู้สูงส่งได้ล่ะ ขนาดอยู่ไกลถึงเมืองไทย แค่รับสั่งคำเดียวยังต้องรีบมาเลย...”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชัน ราชาวดีเจ็บลึกในอก แต่จำต้องกล้ำกลืนไว้ในอก เพราะรักปักใจคำเดียวถึงทำให้หล่อนยอมถูกเหยียบย่ำเช่นนี้
“หากนายท่านไม่ต้องการอะไรเพิ่มแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อนนะเพคะ นายท่านจะได้พักผ่อน...”
ก้มหน้าลงถอนสายบัวช้าๆ กำลังจะหมุนตัวออกไปจากห้องพักของทวิภาค แต่เสียงเข้มห้วนก็หยุดหล่อนไว้เสียก่อน
“ฝากบอกองค์หญิงของเธอด้วยนะว่าหากยังเล่นองค์อยู่แบบนี้ ฉันจะกลับเมืองไทย”
ราชาวดีเบิกตากว้างหน้าตื่น “นายท่านทำอย่างนี้ไม่ได้นะเพคะ...”
ทวิภาคหรี่ตายาวรีที่หวานซึ้งของตนเองมองสตรีสาวสวยเบื้องหน้าด้วยความเคลือบแคลง ไม่อยากจะเชื่อว่าสตรีงดงามราวกับภาพวาดตรงหน้าจะเป็นแค่นางกำนัลเล็กๆ ที่คอยรับใช้เจ้าหญิงองค์นั่น
เมื่อถูกมองอย่างจับผิด ราชาวดีจึงรีบแก้ตัว “คือ... องค์หญิงจะทรงกริ้ว แล้วข้าน้อยก็จะต้องโทษหนัก...”
ไหล่กว้างไหวเล็กน้อย พูดออกมาอย่างไม่แยแส แต่แท้จริงแล้วรู้สึกเห็นใจสตรีตรงหน้าที่ยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อไม่น้อย
“ก็ช่างเธอสิ ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย”
ไม่มีเสียงหวานเจื้อยแจ้วตอบมา ทำให้ทวิภาคอดจ้องมองใบหน้างดงามนั้นอย่างพิจารณาไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้หน้าเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด
“เธอชื่ออะไรหรือ...”
คุณอาจจะชอบ





