
วิวาห์จัดฉาก
ตอน 3
ป่านฝันเดินทอดน่องมาเรื่อยเปื่อย ก่อนจะทรุดนั่งบนโซฟาบริเวณล็อบบี้ของโรงแรมอย่างอ่อนล้า ด้วยงานที่ต้องพบปะลูกค้าเป็นประจำทำให้เธอต้องแต่งตัวให้ดูดีอยู่เสมอ ชุดสีดำที่เธอสวมวันนี้ขับให้ผิวนวลเปล่งปลั่งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือผิวพรรณก็ไม่เหมือนหญิงสาววัยสามสิบสักนิด
แต่เธอไม่เข้าใจว่าผู้หญิงวัยเธอ ไม่แต่งงานหรือไม่มีแฟน เป็นเรื่องน่าอายมากขนาดนั้นเลยหรือไง ทำไมผู้หญิงที่สามารถยืนหยัดและเลี้ยงดูตัวเองได้จะต้องวิ่งตามค่านิยม กลัวการขึ้นคาน
ป่านฝันนั่งทอดอารมณ์และปล่อยความรู้สึกไปเรื่อยๆ อยากกลับบ้านเสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่ก็ทำไม่ได้
“แกมานั่งอยู่ทำไมตรงนี้ป่าน ทำไมไม่เข้าไปในงาน”
เสียงของเพื่อนอีกคนที่เอ่ยทัก ปลุกความรู้สึกของหญิงสาวให้ตื่นจากภวังค์
รินนี่ควงหนุ่มคนใหม่เดินมาหาเพื่อนสาว ชายหนุ่มข้างกายรินนี่เพียงแค่ค้อมศีรษะเล็กน้อย เหมือนกับป่านฝันที่เธอเพียงยิ้มบางๆ ตอบรับเช่นกัน โดยที่คนกลางไม่ต้องแนะนำสองหนุ่มสาวให้รู้จักกัน เพราะต่างก็รู้ดีว่าคงจำไม่ไหว…
“ฉันเข้าไปแล้ว แต่มีสายของลูกค้าก็เลยออกมารับโทรศัพท์ข้างนอกน่ะ” หญิงสาวโป้ปดกลับไป
“แกจะเข้าไปพร้อมฉันมั้ย”
“แกพาเพื่อนเข้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันตามไปทีหลัง ขอตอบเมล์ลูกค้าอีกหน่อย” เธอตอบกลับในระดับเสียงที่ราบเรียบ หันไปสนใจโทรศัพท์ในมือเหมือนตัวเองกำลังยุ่ง อีกคนจำต้องเดินออกไป แต่ก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก
“เออป่าน! สัปดาห์ก่อนฉันเจอกัปตันนวิน เขายังถามถึงหล่อนอยู่เลย นี่หล่อนไม่ได้ติดต่อเขาแล้วเหรอ เห็นเขาบอกว่ากลับเมืองไทยมาเป็นสัปดาห์แล้วนะ”
หญิงสาวเก้อไปเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อน ความรู้สึกเหมือนเด็กขโมยของแล้วโดนจับได้ เมื่อนึกถึงใบหน้าคนที่เพื่อนกำลังพูดถึง แทนที่เธอจะดีใจที่เขายังนึกถึงเธอ แต่ยิ่งเพิ่มความเดือดดาลในใจของหญิงสาวไปอีก
‘ดีนะ! คนที่เรียกตัวว่าแฟน กลับมาเมืองไทย ไม่คิดจะติดต่อหา เป็นอย่างนี้สู้เธอไม่รู้ว่าเขากลับมาจะดีเสียกว่า’
“ติดต่อ แต่ไม่ค่อยเจอ พักนี้ฉันก็งานยุ่ง” ป่านฝันตอบปัดไป
ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างรินนี่ยิ้มบาง แล้วเขาก็ขอตัวออกไป เพราะคิดว่าพวกเธอคงอยากคุยกันสองคนมากกว่า คล้อยหลังชายหนุ่ม รินนี่ก็หันกลับมาถามเพื่อนสาวอีกครั้ง
“สายตาของหล่อนปิดฉันไม่ได้หรอก หล่อนกำลังหนีความจริงบางอย่างอยู่ใช่มั้ย”
“เปล่า!” ป่านฝันกลอกตาตอบเสียงสูง
รินนี่จ้องเพื่อนสาวเหมือนจับผิด ก่อนจะมองไปบนหน้าจอโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของเพื่อนสาว เธอไม่ได้กำลังทำงานเหมือนที่บอกสักนิด ป่านฝันเหมือนรู้ตัวว่าโดนจับผิด เธอรีบตอบเลี่ยง
“คือ... ฉันมีเรื่องเครียดนิดหน่อยน่ะ ข้างในก็อบอ้าว ฉันก็เลยออกมารับลม”
ป่านฝันเลี่ยงตอบไปอีกครั้ง อย่างน้อยสิ่งที่เธอตอบเพื่อนก็ไม่ผิดทั้งหมดซะทีเดียว ไม่รู้ว่าทำไมเรื่องราวน่าเบื่อหน่ายต้องมารวมกันหมดในวันนี้ ทั้งเรื่องงานที่คุยกับลูกค้าไม่ลงตัวจนกินเวลานัดหมายกับเพื่อนเอาไว้เกือบชั่วโมง จนเธอรู้สึกขาดความมั่นใจครั้งแรกในรอบสิบปี แล้วยังต้องเจอผู้ชายแย่ๆ แบบนายนั่นอีก จนกระทั่งเข้ามาในงาน เพื่อนของเธอยังจะมาตอกย้ำความรู้สึกของเธออีก
“หล่อนอายที่มาคนเดียว เลยไม่อยากเข้าไปเจอเพื่อนในงานใช่มั้ย”
คำถามของเพื่อนจี้จุดในใจของเธอ เหมือนมีแรงอัดกระแทกมาที่ตัวอย่างแรง
“ฉันเข้าใจความรู้สึกของหล่อนดี บางทีการได้ระบายก็จะทำให้หล่อนรู้สึกดีขึ้นนะ”
หญิงสาวถอนหายใจ พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับเพื่อนเสียงเนือย
“อือ ถ้าเธอให้ฉันตอบตามความจริง บางทีมันก็มีบ้าง ที่ผ่านมาฉันคิดว่าฉันเพอร์เฟคที่สุด บ้านก็ไม่ได้ยากจนอะไร การศึกษาก็ดี แถมยังมีดีกรีเกียรตินิยมต่อท้าย และจบปริญญาโทจากเมืองนอกถึงสองใบ การงานก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร ถ้าจะว่าไปแล้วความสวยของฉันก็เป็นถึงดาวมหาลัย พอย้อนกลับมาดู และถามตัวเองว่า ฉันมีข้อเสียตรงไหน...”
“แล้วพ่อเทพบุตรสุดหล่อ กัปตันนวินล่ะ ยังมีอีตาพี่ราเมทอีกคน เห็นยัยพราวบอกว่าเขาเพิ่งเลิกกับภรรยา กลับมาเกาะแกะหล่อนอยู่ไม่ใช่เหรอ หล่อนไม่เลือกเองต่างหาก หรือจะรอให้นังดาวฉกไปก่อนอีกคน” รินนี่เหน็บเพื่อนขำๆ เพราะรู้กิตติศัพท์ของเพื่อนสองคนดี
คนฟังได้แต่ฝืนยิ้มออกมาแกนๆ จะมีใครรู้ดีมากไปกว่าเธออีกละ ชื่อผู้ชายที่เพื่อนบอกมา เธอเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นแฟนเธออยู่หรือเปล่า เพราะแม้กระทั่งเขากลับมาเมืองไทยเป็นสัปดาห์ เขายังไม่ติดต่อหาเธอด้วยซ้ำ
“อืม... พี่ราเมท ฉันก็แค่แข่งกับยัยดาวเอาสนุกไปอย่างนั้นเอง” เธอพยายามฝืนหัวเราะออกมากลบเกลื่อนความรู้สึกข้างใน
“แล้วพ่อยอดขมองอิ่มคนหล่อล่ะ หล่อนเพิ่งบอกว่ายังไม่ขาดการติดต่อกับเขา”
“ทั้งคุณนวินและฉันเองก็งานเยอะอย่างที่เธอเห็น เราสองคนเหมือนเส้นขนานที่กั้นด้วยเวลา หลายปีที่คบกัน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะไปต่อกันดีหรือเปล่า เขากลับมาก็ยังไม่ติดต่อ และจนถึงวันนี้เขายังไม่เคยคุยเรื่องอนาคตกับฉันเสียที”
หญิงสาวแหงนหน้ากลอกตามองโคมไฟระย้า กลั้นน้ำตาไม่ให้ลู่ไหลออกมาให้อับอายเพื่อนรัก
รินนี่กับพราวลดาเป็นเพื่อนเพียง 2 คนที่เธอสนิทที่สุด สามารถบอกเล่าเกือบทุกอย่างให้ฟัง เมื่อเพื่อนเอ่ยออกมาอย่างนั้นความคิดที่ถูกกดไว้ในก้นบึ้งของหัวใจก็หลุดออกมาในที่สุด แม้เรื่องนี้เธอไม่เคยคิดจะบอกให้ใครรับรู้ก็ตาม แต่บางทีก็คงเหมือนอย่างที่รินนี่บอก การได้ระบายออกมาบ้าง อาจจะลดความหนักอึ้งในใจของเธอให้บางเบาลงไปได้
“ผู้หญิงสมัยนี้มันหมดยุคนั่งรอแล้วย่ะ เขาไม่พูดหล่อนก็ถาม ไม่เห็นยากอะไร”
คำพูดแรกทำให้ความกระจ่างในใจเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ป่านฝันเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อน รินนี่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาที่เธอ วางมือบนหัวไหล่ของเพื่อนสาวและบีบเบาๆ ให้กำลังใจ
“ถ้าไปต่อกันไม่ได้ อย่างน้อยเธอก็เหลือเวลาที่จะได้เปิดใจกับคนอื่น ไม่ต้องรออย่างเลื่อนลอยอยู่บนคานทองอย่างนี้”
‘คานทองอีกแล้วหรือ’ ทำไมคนรอบข้างช่างตอกย้ำคำนี้กับเธอเหลือเกินนะ
“อืม... ขอบใจนะ ฉันจะลองเอาไปคิดดู เธอเข้าไปในงานก่อนเถอะ”
“หล่อนไม่เข้าไปพร้อมฉันจริงๆ เหรอ” อีกคนถามย้ำ
“ฉันขอนั่งตรงนี้สักพัก แล้วจะตามเข้าไป”
“ย่ะ! แม่คนหลากอารมณ์ หลายสีสัน ตามใจหล่อนเถอะ เจอกันในงานแล้วกัน ป่านนี้ยัยดาวกับเพื่อนในงานคงเริ่มเมาแล้วล่ะ” รินนี่เดินไปคล้องแขนแฟนหนุ่มที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วพากันเดินเข้าไปในงาน
คุณอาจจะชอบ





