
กลายเป็นท่านเทพ
ตอน 2
หลัวเจิงถูกคุมตัวเข้าไปในห้องโถงแสดงศิลปะการต่อสู้แล้วเขาก็ยืนรวมอยู่กับบรรดาชายเหล่านั้น
ผู้ชายที่ดูสะบักสะบอมเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นนักโทษประหารที่ตระกูลหลัวซื้อมาจากเรือนจำท้องถิ่น โดยซื้อพวกเขามาเป็นทาสในบ้านของตระกูลหลัว ส่วนบทบาทของทาสในบ้านของบรรดาชายเหล่านี้ก็คือ เป็นเป้านิ่งให้ลูกหลานตระกูลหลัวได้ทุบตี ฝึกซ้อม และทดสอบความแข็งแกร่งของตนเองได้ตามต้องการ ซึ่งเป้านิ่งเหล่านี้ที่ถูกทำร้ายจนตายหรือที่โดนทำร้ายจนพิการนั้นในแต่ละปีก็มีไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
หลัวเจิงไม่ใช่นักโทษประหารที่ถูกซื้อตัวกลับมา เขาเคยเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลหลัว เป็นนายน้อยที่มีชื่อเสียง มีตำแหน่งสูงส่งในตระกูลหลัว คนในตระกูลที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา เมื่อเจอเขายังต้องทักทายเขาด้วยความเคารพ หรือแม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูล ก็ยังสุภาพกับเขา
แต่เมื่อสองปีที่แล้ว มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในมณฑลฉงหยาง พ่อของหลัวเจิงซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลหลัวถูกลูกพี่ลูกน้อยของเขาวางยาพิษ จึงทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน
ทันใดนั้นบุตรชายคนโตของตระกูลหลัวจึงถูกบุตรชายอนุสามลอบใส่ร้าย ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เกิดความขัดแย้งกันภายใน ทำให้บุตรชายคนโตต้องถึงคราวล้มสลาย
ส่วนหลัวเจิงในฐานะอดีตนายน้อย เขาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏด้วยเช่นกัน แล้วก็ถูกลดตำแหน่งให้มาเป็นทาสของตระกูลหลัว และกลายมาเป็นเป้านิ่งของตระกูลหลัว เขาถูกลูกหลานของตระกูลลัวทุบตีและฝึกซ้อมทักษะการต่อสู้กับเขา ทำให้เขาไม่สามารถพลิกผันตัวกลับมาได้อีกตลอดไป
เขาใช้ชีวิตโดยถูกคนอื่นทุบตีตามอำเภอใจอยู่แบบนี้มาสองปีแล้ว ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลัวเจิงไม่รู้เลยว่าเขาโดนต่อยและโดนดูถูกมากี่ครั้งแล้ว
“วันนี้การฝึกมวยสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ลูกหลานของตระกูลหลัวทุกท่าน เลือกเป้านิ่งของตัวเองได้เลย! การได้ต่อสู้กับร่างกายของมนุษย์จริง ๆ จะทำให้พวกท่านเข้าใจทักษะในการต่อสู้จริง ๆ อย่างถ่องแท้ ทำความคุ้นเคยกับจุดอ่อนของร่างกายมนุษย์ และส่วนต่าง ๆ ของกระดูก!”
หลังจากที่ครูฝึกตระกูลหลัวออกคำสั่ง เหล่าลูกหลานของตระกูลหลัวก็มองหาเป้านิ่งของตัวเอง แล้วในไม่ช้า เสียงโอดครวญและเสียงร้องขอความเมตตาในห้องโถงศิลปะการต่อสู้ก็ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เหล่าลูกศิษย์ของตระกูลหลัวต่างก็มองว่าทาสเหล่านี้เป็นคู่ต่อสู้จริง ๆ เมื่อพวกเขาต่อยไปที่ร่างกายของทาสเหล่านี้ พวกเขาจึงไม่มีการออมมือใด ๆ ทั้งสิ้น
มีหลายคนในนี้ที่ตามหาหลัวเจิง แล้วพวกเขาก็ออกแรงต่อสู้อย่างแข็งขันมากยิ่งขึ้น มีความกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น เพราะพวกเขาจะรู้สึกอิ่มเอมใจมากขึ้นเมื่อได้เหยียบย้ำอดีตนายน้อย!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกำปั้นของเหล่าลูกหลานของตระกูลหลัว หลัวเจิงก็ปกป้องส่วนสำคัญของร่างกายของเขา โดยสีหน้าของเขายังคงไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา การตอบสนองของเขาดูสงบนิ่งมาก เพราะสิ่งเหล่านี้...... เขาคุ้นเคยกับมันแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ทันใดนั้นก็มีคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาจากทางเข้าของห้องโถงศิลปะการต่อสู้ ซึ่งผู้เดินนำเข้ามานั้นเป็นชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามวิจิตรตระการตา ใบหน้าดูมีความสุขเบิกบานใจเป็นอย่างมาก
“นายน้อยมาแล้ว!”
“นายน้อย ในที่สุดท่านก็ออกจากการฝึกแล้ว ดูท่าทางท่านสดชื่นแจ่มใสเช่นนี้ แสดงว่าท่านต้องมีความก้าวหน้าในการฝึกฝนอย่างมากเป็นแน่!”
“นายน้อยเป็นผู้มีพรสวรรค์และเฉลียวฉลาด เขาเป็นอัจฉริยะของตระกูลหลัวของพวกเรา เขาจะต้องเข้าสู่อาณาจักรการกลั่นกระดูกได้อยู่แล้ว!”
เหล่าลูกหลานของตระกูลหลัวที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่างก็หยุดชกต่อย แล้วก็ทยอยเข้ามาพูดคุยกับชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามมากขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าของพวกเขาดูประจบสอพลอเป็นอย่างมาก
สายตาของหลัวเจิงมองไปที่ชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามนั่น แล้วความโกรธที่ไม่อาจมองเห็นได้ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามท่านนั้น ที่เหล่าลูกหลานของตระกูลหลัวต่างก็เรียกเขาว่า ‘นายน้อย’ นี้ มีนามว่าหลัวเผยหลาน เขาเคยเป็นบุตรชายคนโตของอนุรอง ซึ่งมีอายุเท่า ๆ กับหลัวเจิง
หลังจากที่หลัวเจิงถูกลดระดับไปเป็นทาสในบ้านแล้ว หลัวเผยหลานก็เข้ามาแทนที่หลัวเจิงทันที เขาได้กลายเป็นนายน้อยของตระกูลหลัวแทน
เมื่อไม่นานมานี้ได้ยินมาว่า หลัวเผยหลานได้ทำการเก็บตัวฝึก เขาไม่ได้มาปรากฏตัวอยู่พักหนึ่งแล้ว ตอนนี้พอออกจากการฝึกมาแล้ว ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของหลัวเผยหลานจะดีขึ้นมากไปอีก!
หลัวเผยหลานเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสด้านการรับรู้ที่ว่องไวมาก เขาสังเกตได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างไม่เป็นมิตรของหลัวเจิง เขาจึงหันหน้าไปมองหลัวเจิง แล้วรอยยิ้มขี้เล่นก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของหลัวเจิงพลางพูดว่า “หลัวเจิง ตอนที่ข้าทำการเก็บตัวฝึกอยู่นั้น ไม่นึกเลยนะว่าเจ้าจะยังไม่ถูกซ้อมจนตาย”
คุณอาจจะชอบ





