
กลายเป็นท่านเทพ
ตอน 3
“สมพรปาก ข้ายังไม่ตายหรอก” หลัวเจิงตอบกลับมาด้วยเสียงที่อู้อี้
“บังอาจ นี่เจ้าพูดอะไรของเจ้า กล้าพูดกับนายน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“เป็นเพียงทาสในบ้าน ทำไมถึงยังไม่หมอบลงไปอีก รีบลงไปกราบนายน้อยเร็วเข้า และคำนับขอขมาท่านบัดเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้”
ลูกหลานหลายคนของตระกูลหลัวต่างก็ตะโกนกันขึ้นมา ท่าทางของพวกเขาทำราวกับว่าหลัวเจิงไปขุดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษพวกเขาอย่างไรอย่างนั้นแหละ
หลัวเจิงมองไปรอบ ๆ อย่างเย็นชา ลูกหลานในตระกูลหลัวเหล่านี้ ในอดีตก็เคยเป็นเหมือนสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งเวลาอยู่ต่อหน้าเขาเช่นกัน พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดังเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้พอเขาตกต่ำ แต่ละคนก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เร็วซะยิ่งกว่าพลิกหนังสือเสียอีก และเปลี่ยนไปเป็นสุนัขรับใช้ของหลัวเผยหลานในทันที
แต่หลัวเผยหลานกลับโบกมือเพื่อห้ามลูกหลานตระกูลหลัวเหล่านั้นที่กำลังตื่นตัวกันอย่างมาก แล้วก็พูดกับหลัวเจิงด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นัก “หลัวเจิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงต้องทำการเก็บตัวฝึกอย่าง?”
หลัวเจิงไม่ได้พูดอะไร แต่กลับมองไปที่หลัวเผยหลานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าน่าจะรู้ใช่หรือไม่ว่า ตระกูลหลัวของเรามียาวิเศษสองเม็ด? ก่อนหน้านี้ ข้าเคยกินมันเข้าไปหนึ่งเม็ดแล้ว” หลัวเผยหลานพูดด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ “ยาวิเศษนี้มันไม่ธรรมดาจริง ๆ นะ พลังยาที่บริสุทธิ์ช่วยชำระร่างกายของข้า ทำให้ข้าเหมือนได้เกิดใหม่เลย ตั้งแต่อาณาจักรการกลั่นเนื้อไปจนถึงอาณาจักรการกลั่นกระดูก ส่วนประสิทธิภาพของยามีเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่ออกฤทธิ์และยังคงอยู่ในร่างกายของข้า การที่ข้าบำรุงร่างกายอย่างต่อเนื่อง มีเพียงเส้นบาง ๆ เท่านั้นที่กั้นการเข้าสู่อาณาจักรการกลั่นอวัยวะเอาไว้ ซึ่งการที่จะได้เข้าถึงอาณาจักรการกลั่นไขกระดูกนั่นเกรงว่าจะเป็นจริงได้ในไม่ช้า!”
ยาวิเศษ!
ยาอายุวัฒนะทั้งสองเม็ดนี้เป็นสมบัติของตระกูลหลัว ซึ่งเป็นยาศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ ว่ากันว่า พวกมันถูกเก็บไว้ในที่ที่ลึกลับที่สุดของตระกูล แล้วก็จะไม่อนุญาตให้คนธรรมดาใช้มันเป็นอันขาด
จากคำสอนของบรรพบุรุษ จะมีเพียงแค่ลูกหลานของตระกูลหลัวที่บรรลุอาณาจักรการกลั่นกระดูกได้ก่อนอายุสิบหกปี แล้วคน ๆ นั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้ใช้ยาวิเศษนี้
ซึ่งส่วนต่าง ๆ ในร่างกายแบ่งออกเป็นอาณาจักรห้าระดับ โดยระดับที่หนึ่งคืออาณาจักรการกลั่นหนัง ระดับที่สองคืออาณาจักรการกลั่นเนื้อ ระดับที่สามคืออาณาจักรการกลั่นกระดูก ระดับที่สี่คืออาณาจักรการกลั่นอวัยวะ ระดับที่ห้าคือการกลั่นไขกระดูก แต่ละอาณาจักรจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก หากคนธรรมดาอยากจะบรรลุได้นั้นคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากถึงยากมาก ๆ หากไม่มีความชำนาญเชี่ยวชาญมากกว่าสิบปี ยากที่ฟันฝ่าบรรลุไปได้
หากคนธรรมดาสามารถไปถึงระดับสามซึ่งเป็นอาณาจักรการกลั่นกระดูกได้ก่อนอายุสามสิบ แค่นี้ก็นับว่าพวกเขาคือคนที่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว
ตามกฎในคำสอนของบรรพบุรุษ คนที่จะใช้ยาวิเศษได้ จะต้องบรรลุถึงระดับสามซึ่งเป็นอาณาจักรการกลั่นกระดูกก่อนอายุสิบหกปี จึงจะมีสิทธิ์!
คนที่อายุสิบหกและบรรลุไปถึงอาณาจักรการกลั่นกระดูกได้ นับว่าเป็นคนอัจฉริยะในหมู่คนอัจฉริยะโดยไม่ต้องสงสัยเลย อย่าว่าแต่คนในตระกูลหลัวเลย ต่อให้เป็นคนในเมืองฉงหมิงจวิ้นทั้งหมดก็ยังไม่เคยมีใครที่ทำได้มาก่อน ดังนั้นในช่วงสามร้อยปีที่ผ่านมา ยาวิเศษจึงไม่เคยถูกใช้เลย
เดิมที หลัวเจิงคือคนที่มีความหวังมากที่สุดที่จะได้กินยาวิเศษนี้
เพราะตั้งแต่เขาอายุได้สิบสี่ปี เขาก็สามารถเข้าไปถึงจุดสูงสุดของอาณาจักรการกลั่นเนื้อระดับที่สองได้แล้ว เขาถึงขนาดที่กษัตริย์แห่งมณฑลฉงหยางตั้งความหวังว่าจะเป็นผู้ฟื้นฟูตระกูลหลัวได้ เป็นบุตรที่พระเจ้าโปรดปราน เป็นคนอัจฉริยะในหมู่คนอัจฉริยะ!
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ในปีนี้เกิดความขัดแย้งภายในตระกูลขึ้น เป็นเพราะพ่อของเขามีจิตใจดีบริสุทธิ์เกินไป จึงถูกลูกพี่ลูกน้องของครอบครัวตัวเองฆ่าตาย ทำให้หลัวเจิงถูกลดระดับไปเป็นทาสในบ้าน ต้องกลายมาเป็นเป้านิ่ง แล้วก็กลายเป็นนักโทษ การฝึกฝนของเขาจึงต้องหยุดไว้ก่อน ไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด เขาจึงพลาดโอกาสที่จะได้รับยาวิเศษนั้นไป
ส่วนพรสวรรค์ของหลัวเผยหลานนั้นอยู่ในระดับปานกลาง เขาเพิ่งจะเข้าสู่ระดับที่สองของอาณาจักรการกลั่นเนื้อตอนที่อายุสิบหกปี ดังนั้นเขาจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้ยาวิเศษนี้ได้ แต่เขาก็ยังใช้มันอยู่ดี
ความจริงแล้วยาวิเศษนี้มันควรจะต้องเป็นของเขา แต่กลับถูกคนไร้ความสามารถที่ไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยกินไปเสียแล้ว แม้ว่าจิตใจของหลัวเจิงในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะถูกย่ำยีจนมันไม่เหลือชิ้นดีแล้ว แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตัวขึ้นมา แล้วก็พูดออกไปด้วยความโมโหว่า “ หลัวเผยหลาน เจ้าไม่คำนึงถึงหลักคำสอนของบรรพบุรุษตระกูลหลัวเลยหรืออย่างไร เจ้าขโมยกินยาศักดิ์สิทธิ์ เจ้านี่มันน่าดูถูก สู้สัตว์เดรัจฉานไม่ได้ด้วยซ้ำ!”
คุณอาจจะชอบ





