
STARCIN
ตอน 2
ภาคที่1 HIN ตอนที่ 2 กลิ่นที่ไม่เหมือนเดิม
ฉันถูกลักพาตัวมางั้นเหรอ? ซึฮากิพยายามขยับข้อมือที่ถูกอะไรบางอย่างมัดไว้
มีเสียงใบไม้ที่ถูกลมพัดอยู่ตลอดเวลา อากาศไม่ร้อนและไม่มีแดดแรง แต่ก็ใช่ว่าอากาศจะเย็น จากล่าสุดคือช่วงเวลาประมาณ 9:00 น. ที่หลับไป ดูจากสภาพอากาศแล้ว เวลาที่หลับไป น่าจะไม่เกินสองชั่วโมง ความเป็นไปได้ของระยะทางที่ถูกเคลื่อนย้าย ประมาณ 200 กิโลเมตร เสียงใบไม้มีจำนวนมากแสดงว่าต้องเป็นในป่าเพราะฉะนั้นไม่น่าใช่ในตัวเมือง หรืออาจจะเป็นพวกสวนหรืออุทยาน เดี๋ยวไม่สิ ไม่น่าจะใช่ ด้วยเวลาที่มีก็น่าจะสามารถเคลื่อนย้ายออกนอกตัวเมืองได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยู่ในป่าจริง ๆ ก็คงจะขอความช่วยเหลือยากแล้วสิ ซึฮากิวิเคราะห์ทั้งหมดด้วยเวลาสั้น ๆ
ไม่นานก็เริ่มมีเสียงฝีเท้าที่เดินผ่านตัวซึฮากิไปมา พร้อมกับเสียงการพูดคุยของคนหลายคนไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวซึฮากิ ถึงแม้ซึฮากิจะเพ่งสมาธิเพื่อฟังสิ่งที่พวกเขาคุยกันแต่ก็ยังคงได้ยินไม่ชัด
แม้ซึฮากิจะพยายามขยับมือแต่ก็ไม่ได้ผล ผ้าที่ปิดตาซึฮากิไว้ถูกดึงออก เมื่อซึฮากิเงยหน้าขึ้นมองไปที่ชายคนหนึ่งในชุดทหารลายพราง จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
จึงได้เห็นพวกทหารอีกจำนวนหนึ่ง และที่น่าตกใจก็คือพวกนักเรียนจำนวนมากถูกจับมัดเช่นเดียวกับซึฮากิ แต่ก็มีเฉพาะคนที่ตื่นแล้วที่จะไม่มีผ้าปิดตา พวกเราที่พูดไม่ได้ก็ได้แต่รอเวลาไปก่อน จนเมื่อคนอื่น ๆ เริ่มตื่นขึ้นมาทีละคน ทุกคนต่างก็ได้แต่กวาดสายตามองไปมาด้วยความสงสัย
อืม การคำนวณของเราผิดพลาด เวลานี้น่าจะประมาณ 16:00 น. นั้นหมายความว่าพวกเขามีเวลามากกว่าหกชั่วโมงในการพาพวกเราไปที่ไกล ๆ พอ ที่จะไม่มีคนตามหาได้ทันที ที่สำคัญคือจุดประสงค์ของพวกมัน กวาดสายตามองดูทุกอย่างรอบตัวอยู่ตลอด
ไม่นานหลังจากที่ทุกคนตื่นพวกทหารกว่าสิบนายก็ได้กระจายไปแกะเทป ที่ปิดปากไว้จนครบทุกคน นักเรียนส่วนใหญ่ก็เริ่มที่จะโวยวายด้วยความขาดสติ ตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียง แต่มีบางคนเท่านั้นที่สงบสติอารมณ์ได้
“เงียบเดี๋ยวนี้!!!” เสียงที่ตะโกนขึ้นมาจากทหารที่อยู่ตรงหน้าทำเอาพวกนักเรียนทุกคนเงียบกริบในทันที
“ฉันจะเป็นคนอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟังเอง” ทหารคนเมื่อกี้พูดขึ้นมา มือทั้งสองของเขาไขว้ไว้ข้างหลังตลอดเวลา
“อา พวกเราเป็นทหารของอาณาจักรเซีย หน้าที่ของหน่วยเราคือการฝึกทหารหน้าใหม่จากต่างโลกให้พร้อมสำหรับสงครามที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 ปี ข้างหน้านี้” เขายังคงเอามือไขว้หลังไว้และยังเดินไปซ้ายทีขวาทีอย่างช้า ๆ พร้อมทั้งกวาดสายตามองไปยังนักเรียนทุก ๆ คน
เมื่อคำว่าต่างโลกเอ่ยออกมาพวกเราหลายคนก็เริ่มมึนงงและสงสัยมากขึ้น เริ่มมีเสียงกระซิบคุยกันเป็นระยะ ๆ
“ฉันไม่สนว่าพวกนายจะมาจากไหนหรือเป็นอะไรมาก่อน แต่ตอนนี้พวกนายคือทหารของอาณาจักรเซีย และที่นี่คือบ้านใหม่ของพวกนายแล้ว เตรียมตัวเตรียมใจรับการฝึกไว้ให้ดี ๆ ล่ะ ที่สำคัญทางเราจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้นถึงพวกนายจะถูกฝึกตายก็ตาม” เมื่อเสียงของทหารคนนั้นหยุดลง ก็เริ่มมีเสียงของพวกเราดังขึ้นมาแทน
“นี่ก็คงจะเป็นแค่รายการแกล้งคนน่ะใช่ไหมพวก” หนึ่งในนักเรียนได้พูดขึ้นมา นักเรียนส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนกันและท่าทีที่โล่งใจก็เริ่มแสดงออกมา บางคนก็ยิ้มและคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อผมมองไปที่พวกทหารทุกคน สีหน้าพวกเขาทุกคนดูจริงจังและเริ่มไม่พอใจ อีกทั้งยังมีอาวุธที่อยู่ตรงสะโพกซ้ายมีลักษณะที่ค่อนข้างยาวอาจจะเป็นกระบองก็ได้ อีกด้านที่อยู่ฝั่งขวาน่าจะเป็นปืนแน่ ๆ เท่าที่ดู
“ฉันบอกให้เงียบไง!!” เสียงที่ตะคอกใส่ ทำให้ทุกคนกลับมาเงียบกันอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่าพวกนายจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้นะ จากนี้เราจะแก้มัดให้ทุกคนแต่ใครก็ตามที่คิดหนีหรือขัดคำสั่งพวกเราล่ะก็ จะต้องถูกทำโทษโดยขึ้นอยู่กับความผิด”
เมื่อพูดจบเหล่าทหารที่กระจายอยู่รอบ ๆ ก็เดินเข้ามาแก้เชือกที่มัดมือและขาออกทั้งหมดทุกคน รอยเชือกที่รัดจนแน่นทำให้มีรอยเหลืออยู่และมันก็ทำให้รู้สึกขัด ๆ และเจ็บแสบอีกด้วย
“ก่อนที่การฝึกแรกจะเริ่ม ใครมีคำถามอะไรไหม” เขายืนกอดอกไว้ในขณะที่พูดออกมาด้วยเสียงที่หนักแน่นสมกับเป็นทหารอยู่ตรงหน้าพวกเรา
ถึงหูจะฟังเขาอยู่แต่สายของผมกวาดไปเห็นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีพื้นที่เป็นวงกลมขนาดใหญ่ พื้นสีขาวน่าจะเป็นปูนหยาบ ๆ มีเสาหินสีขาวรูปทรงสามเหลี่ยมจำนวนสี่เสาวางเว้นกันทำมุมเป็นสี่เหลี่ยมล้อมพื้นที่เป็นวงกลมไว้
“คุณครับ ที่ตรงนั้นมันคืออะไร? แล้วที่นี่คือที่ไหนกันแน่?” เสียงของซากิถามทหารคนนั้นและชี้ไปด้านซ้ายซึ่งนั้นก็คือสั่งนี้ผมกำลังมองอยู่
“ตรงนั้นเป็นแท่นอัญเชิญ แล้วฉันก็ว่าฉันบอกไปแล้วนะว่าที่นี่คืออาณาจักรเซีย ถ้าจะให้ละเอียดก็ในป่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักร” เขาจ้องมาที่ซากิแต่ซากิก็จ้องกลับโดยไม่มีความเกรงกลัวแต่อย่างใด
“แล้วแท่นอัญเชิญเอาไว้ทำอะไรครับ?” ซากิถามต่อทันทีและจ้องตาสู้กับทหารต่อไป
“แท่นอัญเชิญก็ตามชื่อ มันเอาไว้ใช้เรียกพวกนายมายังไงล่ะ” ยังคงจ้องตากันอยู่
แท่นอัญเชิญงั้นเหรอ? หรือจะเป็นที่ให้ เฮลิคอปเตอร์ลง อะไรประมาณนั้นหรือเปล่านะ? สีหน้าของทุกคนที่แสดงออกมาด้วยความสงสัยอย่างมาก
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ฉันไม่อยากจะมาเล่นหรือทำตามคำสั่งของพวกแกหรอก” นัตโตะตะโกนและชี้นิ้วใส่หน้าพวกทหารที่ล้อมรอบตัวอยู่
“พวกแกรู้ไหมว่าฉันเป็นใค-” ไม่ทันพูดจบนัตโตะก็ถูกต่อยเข้ามาที่ท้องโดยทหารคนหนึ่ง ทำให้นัตโตะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นทันที
“ฉันบอกไปแล้วใช่ไหม ว่าไม่สนเรื่องของพวกนายก่อนจะมาที่นี่ ตอนนี้พวกนายเป็นแค่ทหารฝึกหัด ต้องทำตามคำสั่งพวกเราอย่างเคร่งครัด” ทหารคนเดิมพูดในขณะที่เดินเข้ามาหานัตโตะ
คุกเข่าข้างเดียวลงไปในระดับสายตาเดียวกัน เขาจ้องตาของนัตโตะ แต่นัตโตะก็หลบตา สุดท้ายทหารคนนั้นก็ลุกขึ้นและเดินกลับมาที่เดิม สายตาพวกนักเรียนเริ่มที่จะหวาดกลัวเพราะนัตโตะที่เป็นคนที่มีอำนาจมากกลับถูกกระทำอย่างนี้
“การฝึกแรกของวันนี้ก็คือ…วิ่งเพื่อข้าว” เสียงพวกนักเรียนเริ่มดังขึ้นต่างก็ซุบซิบกันใหญ่
“นี่เป็นแค่การเตรียมตัวเท่านั้น พวกนายจะต้องวิ่งไปตามทางที่เรากำหนดไปให้ถึงถนน ซึ่งที่นั่นจะมีรถม้ารออยู่ สำหรับสิบคนสุดท้ายที่ไปถึงจะถูกอดข้าวหนึ่งวัน เริ่มได้!!”
นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงสับสนมึนงงกับสถานการณ์นี้ทำให้พวกที่มีสติดีกว่านำหน้าไปแล้ว โดยทางที่ต้องวิ่งไปนั้นเป็นป่า ทางเดินจึงมีความยากลำบากอยู่พอสมควรแต่ก็ไม่ยากเกินไปเพราะพวกทหารก็น่าจะใช้ทางนั้นมาที่นี่ด้วยพวกหญ้าหรือต้นไม้บางส่วนถูกตัดออกไปแล้ว
ยังไงซะพวกเรากว่าครึ่งสมรรถภาพทางด้านร่างกายไม่สูง มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องรีบแค่รักษาความเร็วไว้ก็พอ ซึฮากิได้วิ่งไปอย่างช้า ๆ ระมัดระวังและมองพวกต้นไม้กิ่งไม้หรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอยู่ตลอด
มันไม่เหมือนกับวิ่งเข้าเส้นชัยแต่มันกลับเหมือนการเดินป่าที่แข่งกับเวลาซะมากกว่า ตั้งแต่เริ่มวิ่งมาก็น่าจะได้สักหนึ่งชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นทางออกสักที ถึงแม้ตอนแรกจะมีคนวิ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่ตอนนี้กลับไม่มี ความเร็วของคนส่วนใหญ่ตกลงเพราะความเหนื่อยล้า เราควรที่จะลดความเร็วลงด้วยดีไหม? เพราะยังไม่รู้ระยะทางที่ต้องไป การออมแรงไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี ซึฮากิยังคงวิ่งไปอย่างช้า ๆ อยู่
เสียงฝีเท้ากำลังวิ่งตามหลังมาใกล้ ๆ และเมื่อหันกลับไปมอง…พีชกำลังวิ่งตามมาด้วยสีหน้าที่แย่สุด ๆ เหงื่อที่ชุ่มไปทั่วทั้งตัวและเมื่อมาใกล้พอจนได้ยินเสียงลมหายใจของเธอทั้งแรงและไม่คงที่ เหมือนคนหอบ จังหวะหายใจมันผิด แสดงถึงการฝืนอย่างเห็นได้ชัด ตัวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเริ่มเห็นสีบรานิด ๆ
เธอสะดุดรากไม้ใหญ่จนล้มลงหน้าเกือบกระแทกกับพื้น ซึฮากิหยุดวิ่งและย้อนกลับมาดูอาการของพีชทันที
“เธอควรที่จะพักนะ” ซึฮากิพูดกับเธอที่ล้มอยู่ เธอมองมาที่ซึฮากิการหายใจเหมือนกับคนเป็นโรคหอบอะไรอย่างนั้นเลย
“ถ้าฉันพักแล้ว…” เธอเงยหน้าขึ้นมองมาที่ผม
“ฉันอาจจะไปไม่ทันก็ได้นะ” เธอหลบสายตาไปทันทีเมื่อเราสบตากัน
ไม่ได้ ๆ บอกไม่ได้เด็ดขาดว่าที่เรารีบฝืนวิ่งมาเพื่อตามหาซึฮากิเขา ถ้าบอกไปฉันคงไม่มีหน้าไปมองซึฮากิอีกแน่ สะบัดหน้าหลบสายตาจากซึฮากิ ใช้มือกำอกไว้ด้วยความเหนื่อยหอบ
“งั้น…” ซึฮากิดึงตัวเธอขึ้นมายืนอีกครั้ง
“…ขึ้นมา” สิ่งที่เธอไม่คาดหวัง ซึฮากิต้องการให้เธอขี่หลังของเขาเพื่อไปต่อ เธอดูค่อนข้างเขินอายจนหน้าแดงเล็กน้อย
“อะ-อืม” ถึงจะดูลังเลแต่ก็ไม่ปฏิเสธ
อ๊าก!!! อยากจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ ไปเลยแต่ไม่ได้ ๆ ๆ ๆ เราต้องสงบสติอารมณ์ไว้ก่อน เธอจ้องไปที่หน้าของซึฮากิ แผ่นหลังที่อบอุ่นและชุ่มไปด้วยเหงื่อของซึฮากิ จนเสื้อด้านหน้าของพีชที่เปียกเหงื่ออยู่แล้วกับเปียกหนักกว่าเดิมทำให้เห็นบราสีฟ้าภายใต้เสื้อที่ใส่อยู่ถึงจะไซซ์ไม่ใหญ่มาก แต่อย่างน้อยมันก็คงทำให้ซึฮากิสัมผัสถึงมันได้บ้าง
อืม เธอตัวไม่หนักอย่างที่คิดแฮะ ถ้าแบบนี้ก็แบกไปได้สบาย ๆ เลยล่ะ วิ่งต่อไปและมองทางพร้อมสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา [ไม่ได้สนใจไอ้ที่กล่าวมาข้างบนเลยสักนิด]
และเมื่อเดินกันมาได้สักพักด้วยความเร็วที่ตกลงก็เริ่มมีคนอื่นที่นำหน้าไปแล้วหลายคน จนกระทั่ง พวกเขาทั้งสองคนเริ่มเห็นแสงสว่างข้างหน้า นั่นก็คือทางออกจากป่าซึ่งมีพวกทหารมาคอยรับพวกเราอยู่จำนวนหนึ่ง
“ดูนั่นสิซึฮากิ เราถึงแล้วล่ะ” ถึงแม้เธอจะพูดกับผมแต่ผมก็ไม่ได้ฟังเธอเพราะดันไปเห็นบางอย่างข้างทางเข้า
นั้นมันดูเหมือนกับ…กระต่ายไม่สิหรือนก ซึฮากิยังคงเดินไปไม่หยุดเพื่อไปให้ทัน จึงไม่มีเวลามาชักช้าได้
ในขณะที่กำลังจะออกจากป่าผมก็มองเห็นพวกทหารและพวกเราที่มาถึงแล้ว แต่…
“ทำไมถึงหยุดล่ะซึฮากิ?” ซึฮากิหยุดเดินต่อ และเอาพีชลงจากหลัง พร้อมทั้งถอดเสื้อของเขาให้กับพีช
“ใส่นี่ซะแล้วเธอก็เดินไปก่อน เดี๋ยวฉันจะไปดูอะไรสักหน่อย” เขาหันหลังและวิ่งกลับไปทางเดิม
ด้านหน้าเสื้อเรายังแห้งอยู่ ตอนแรกมันก็แทบจะไม่เห็นอยู่แล้วแต่ตอนนี้กลับเห็นมันอย่างชัดเจนเลยล่ะ ปล่อยให้เธอเดินไปสภาพนั้นไม่ได้หรอก วิ่งกลับไปโดยที่เปลือยท่อนบนอยู่อย่างนั้น
“แล้วเธอจะไปไหนล่ะ?” พีชถามด้วยความสงสัยถึงแม้ซึฮากิจะวิ่งต่อไปโดยไม่สนใจที่เธอพูด เธอจึงพยายามเดินตามหลังเขา หลังจากใส่เสื้อของซึฮากิแล้ว
“อย่าทำอะไรโง่ ๆ สิ ทั้งที่ข้อเท้าเธอบวมขนาดนั้นยังจะเดินไปไหนอีกเหรอ? รีบไปซะ” คำพูดเหล่านั้นทำให้พีชถึงกับตกใจเล็กน้อยถึงแม้เธอจะดูชั่งใจแต่สุดท้ายเธอก็เดินออกจากป่าไปตามที่ซึฮากิบอก
เขาเป็นอะไรไปนะ? หรือฉันทำอะไรผิดไป แต่อย่างน้อยตอนนี้ฉันกำลังใส่เสื้อของซึฮากิอยู่ พึ่งถอดออกมาแบบสด ๆ เลยด้วยสิ อ๊าก!!! อยากกรี๊ดให้ลั่นป่าไปเลย เดินไปอย่างช้า ๆ จนออกจากป่าไป
ด้วยความสงสัยผมจึงตัดสินใจที่จะกลับมาดูอีกครั้งแต่มันก็หายไปแล้ว ถึงจะลองเดินหาดูสักพักก็ไม่เจออยู่ดี สุดท้ายผมก็ล้มเลิกความคิดนี้และเดินไปรวมกลุ่มที่จุดหมาย พอไปถึงทหารคนหนึ่งก็บอกให้ไปอยู่อีกกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มเล็กถ้าให้เดาก็คงจะเป็นกลุ่มของผู้ถูกลงโทษ
“ว่าแต่ทำไมนายถึงเปลือยท่อนบนได้ล่ะ?” ทหารที่อยู่ใกล้ ๆ ถามมา แต่ผมก็ไม่ตอบอะไรจนเขาเลิกสนใจเอง
และเวลาผ่านไปจนคนสุดท้ายก็มาถึง เป็นผู้หญิงผมสั้นรู้สึกคุ้น ๆ หน้ายังไงไม่รู้สิ
“เอาละ ตอนนี้ทุกคนก็มาพร้อมกันแล้ว กลุ่มที่อยู่ทางด้านหน้าคือพวกสิบคนสุดท้ายที่มาถึง” ทหารคนนั้นคนเดิมกับที่พูดตอนแรกเขาเดินมาที่รถม้าใกล้ ๆ ซึ่งตรงที่ที่เราอยู่นี้เป็นถนนพื้นดินขรุขระมีทางไปสองทาง
"เรามีรถม้าไม่พอสำหรับพวกนายทุกคน ดังนั้นพวกสิบคนสุดท้ายจะต้องเดินตามรถม้าแทน"
เมื่อพูดจบ พวกทหารก็พาไปขึ้นรถม้าทันที ผมซึ่งเป็นหนึ่งในสิบคนสุดท้ายก็ได้ถูกนำไปอยู่ตรงระหว่างรถม้าสองคันนั้นก็คืออยู่ตรงกลางขบวนเพื่อกันเราหนี รถม้ามีเพียงสามคันเท่านั้น คันหนึ่งนั่งได้ประมาณหกคน พวกที่รอดยี่สิบคนจะได้นั่ง พีชเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
และแล้วรถม้าคันแรกก็เริ่มเคลื่อนขบวน เวลาผ่านไปนานจนร่างกายอ่อนล้า ทั้งก่อนหน้านี้ก็วิ่งมาหลายชั่วโมงแล้วเหมือนกันแต่ยังต้องมาเดินอีก ทำให้มีคนหลายคนเริ่มป็นลมหมดสติไป ถึงเป็นอย่างนั้นพวกทหารก็ไม่ให้เอาคนสลบขึ้นรถ คนที่ยังเดินไหวอยู่ก็ต้องลำบากแบกคนที่หมดสติไปด้วย
หน้าคุ้น ๆ แหะ ไอ้เราก็ไม่ค่อยสนใจคนอื่นเท่าไหร่เลยจำไม่ค่อยได้ เขาแบกผู้หญิงที่หมดสติมาด้วยคนหนึ่ง จนกระทั่งพวกเรามาถึงที่หมายปลายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกฟราน ซากิ ซันนี่ ชาญ และพีช พวกเขาต่างก็ได้นั่งรถม้า แม้แต่ถั่วเน่าที่โดนอัดไปก่อนเริ่มแต่ก็สามารถรอดมาได้
สภาพของพวกเราสิบคนเรียกได้ว่าหนักสุด ๆ โดยเฉพาะพวกที่ต้องแบกคนอื่นมาด้วย ขนาดเราที่ร่างกายค่อนข้างแข็งแรงยังเหนื่อยขนาดนี้แต่พวกคนทั่วไปนี่ซิ ระหว่างทางก็กระเสือกกระสนมาเรื่อย ๆ จนได้
“ทุกคนมารวมกันตรงนี้!!” เขาเรียกพวกเราไปรวมที่หน้าอาคารหนึ่งซึ่งก็น่าจะเป็นที่พักของพวกทหารนั่นแหละ
“นี่เสื้อนาย ขอบคุณมากเลยนะ” พีชที่ยื่นเสื้อคืนให้กับผมและยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหน
“อา - เราจะทำการคละกลุ่มกัน โดยฉันจะทำการสุ่มมาคนหนึ่งก่อนเพื่อให้เป็นหัวหน้าทีม และจะให้หัวหน้าทีมเลือกสมาชิกโดยผลัดกันเลือกทีละคน คงจะเข้าใจใช่ไหม?”
จากนั้นเหล่าผู้โชคดีที่ถูกสุ่มได้กลายเป็นหัวหน้าทีมซึ่งก็มีฟราน ชาญ และซากิอยู่ด้วย ส่วนอีกสามคนนั้นผมไม่รู้จักน่าจะย้ายมาจากห้องอื่นหรือไม่ก็พึ่งเข้ามาเรียน โดยแต่ละทีมจะมีสมาชิกห้าคนและหัวหน้าทีมอีกหนึ่งคนรวมเป็นหกคน
“ทีนี้ก็คุยกันไปก่อน ระหว่างที่เราเตรียมข้าวเย็นอยู่”
ฟรานเธอเลือกผมเข้าทีมคนแรกส่วนที่เหลือนั้นไม่รู้จักเลยสักคนคงเพราะพึ่งเปิดเรียนได้ไม่กี่วัน นั่งกันเป็นวงแต่ก็แทบจะไม่สบตากันเลย
“ไง ฉันชื่อเซน พวกนายคงรู้จักฉันจากทีวีแล้วสินะ เพราะฉันน่ะมัน so hot so cool สุด ๆ ไปเลย” ท่ามกลางสภาวะเดดแอร์ ก็มีเสียงของหนึ่งในพวกเราพูดขึ้นมา
เรื่องหน้าตานี้บอกได้เลยว่าโคตรพ่อโคตรแม่หล่อเลยทีเดียว ถ้าให้พูดน่าจะหล่อกว่าซากิอีกนะเนี่ย แต่เขาคงพึ่งมาเรียนเลยยังไม่ค่อยมีคนรู้จักแหละนะ
ดูจากสีหน้าและน้ำเสียงแล้วมันทำให้ดึงดูดอยากฟัง อยากมีส่วนร่วมไปแต่ก็มีความน่าหมั่นไส้อยู่ด้วย ความรู้สึกที่เป็นกันเองและสบายใจ แสดงออกมาโดยตรงเหมือนกับที่ใจคิด ถึงประโยคมันจะดู…ช่างมันเถอะ
“เซนเหรอ ใช่ดาราหน้าใหม่ที่แสดงเรื่อง แกรี่กับหลานรัก หรือเปล่า? ตอนเรียนก็คิด ๆ อยู่ทำไมหน้าคุ้น ๆ” ถึงตอนแรกฟรานจะดูลังเลไม่แน่ใจแต่พอรู้ชื่อฟรานก็ถามเซนไปทันทีเพื่อความชัดเจน
“ใช่แล้ว ฉันนี่แหละเซน ดาราหน้าใหม่ไฟแรง ทุกเรื่องที่ฉันแสดงต่างก็โด่งดังเป็นพลุแตกเลยล่ะ” เซนก็ตอบกลับทันทีพร้อมด้วยท่าทีที่ทั้งอวดทั้งอวย แต่ผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา ที่พยายามกลั้นหัวเราะอยู่แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมาจนได้
“ฮ่า ๆ ๆ นายเนี่ยนะดาราหน้าใหม่ไฟแรง นายคงจะไม่รู้ใช่ไหมว่าดาราที่ชื่อเซนน่ะ ฮ่า ๆ ๆ เขาแสดงได้แย่มาก ๆ เลยนะ สิ่งเดียวที่เขามีก็คือหน้าตาเท่านั้นนอกจากนั้นก็ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ฮ่า ๆ ๆ” เธอหัวเราะเยาะเย้ยต่อหน้าเซน อีกทั้งยังนั่งข้าง ๆ กันด้วย
“นี่เธอ!!” เซนเริ่มขึ้นเสียงและตะคอกใส่แสดงถึงความโกรธ
“ทำไมถึงได้…รู้เกี่ยวกับตัวฉันเยอะขนาดนี้ แม้แต่พวกเพื่อน ๆ ฉันเขายังไม่รู้เลยว่าฉันเป็นดารา พอถามคนส่วนใหญ่พวกเขาก็แทบจะไม่รู้จักฉันกันเลย…ขอบคุณมากจริง ๆ” น้ำเสียงที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วดังฟ้าแลบ จากโกรธสู่ความรู้สึกขอบคุณจนทำให้เซนนั้นหลั่งน้ำตาออกมาโดยที่เขาได้เอื้อมมือไปกุมมือของเธอที่นั่งข้าง ๆ ไว้พร้อมกับร้องไห้ด้วยความดีใจ
“เอามือออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ” เซนถูกยันหน้าออกด้วยฝ่าเท้า
คนอื่นต่างมองด้วยความสงสัยและงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคงคิดในใจว่า มันยังสติดีอยู่ใช่ไหม?
“เอาเป็นว่าอย่างน้อยพวกเราควรรู้จักชื่อกันก่อนนะ ฉันชื่อ ฟราน เลสเทีย ชื่อออกจะแปลก ๆ หน่อยนะ แต่เดี๋ยวก็ชินเองแหละ” ฟรานเธอลุกขึ้นยืนและแนะนำตัวเองก่อนใคร
“ฉัน นริกา ปรพง ชื่อเล่น นาริ” สาวมาดสุดเท่ที่พึ่งจะหัวเราะเยาะเซนและยันหน้าด้วยฝ่าเท้าไปเมื่อกี้
“แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไร?” นาริหันมองไปที่สาวผมสั้นที่นั่งเงียบ ๆ ไม่สนใจใคร หรือแม้แต่จะมองตา เธอเอาแต่หลบสายตาไปมาตลอดเวลา ขณะที่นาริถามชื่อ เธอก็สะดุ้งเล็กน้อยและพยายามเบี่ยงสายตาหนี แต่เธอก็ยังตอบคำถามของนาริอยู่
“ค-คานะ คานะ อาริโกะ” สงสัยเธอจะเป็นคนที่ขี้อายสุด ๆ ไปเลย
“งั้นผมขอแนะนำตัวบ้างนะครับ ผมนายสมศักดิ์ ศรีสัตย์ ชื่อเล่น ชื่อ แซม เป็นนักเรียนที่พึ่งจะย้ายมาใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อน ยินดีที่ได้รู้จักครับผม”
เขาดู…ผิดจากภายนอกไปหน่อย ทั้งที่ใส่แว่น ทรงผมเสื้อผ้าที่ใส่มันค่อนข้างเหมือนพวกเด็กเรียนเข้าสังคมไม่เป็นอะไรประมาณนั้นเลยล่ะ ลักษณะการพูดวิธีพูดรวมทั้งกิริยาท่าทางมันเหมือนกับคนที่ถูกฝึกเรื่องมารยาทมาเป็นอย่างดี
“ตอนนี้ก็เหลือแค่กิจังแล้วนะ แนะนำตัวให้คนอื่นรู้จักหน่อยสิ” เธอหันหน้ามามองที่ผมด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคยขณะที่ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่ มีแต่ต้องทำ
“ซึฮากิ ฮาฟกลาด” ประโยคสั้น ๆ ที่เหมือนซึฮากิจะรีบ ๆ พูดไปให้มันจบ คนอื่น ๆ พอได้ยินผมที่พูดเหมือนไม่สนใจพวกเขา เลยมันทำให้พวกเขาดูเกร็ง ๆ กลัว ๆ อาจเป็นเพราะผมมีเรื่องทะเลาะวิวาทอยู่บ่อยครั้ง
“เราเตรียมข้าวเย็นเสร็จแล้ว!! ให้แต่ละทีมตั้งแถวกันมา เพื่อรับอาหารไปกิน แต่!! อย่าลืมพวกสิบคนให้แยกตัวไปที่เดิมที่เรานัดรวมตัวและรอคนอื่น ๆ กินเสร็จ จากนั้นเราจะได้จัดห้องให้”
อดกินข้าวหนึ่งวัน สำหรับเรามันก็ไม่เท่าไหร่ แต่คนอื่น ๆ นี่สิ จะไหวไหมนะ? ทั้งที่เหนื่อยกันมาแท้ ๆ
“อา – ก่อนอื่นทีมของพวกนายต้องมีชื่อ โดยมีชื่อเต็มไว้ที่ตั้งไปงั้นแหละไม่ได้ใช้ทำอะไร กับชื่อย่อซึ่งจะเป็นอักษรตัวเดียวโดด ๆ และชื่อนี้จะไว้ใช้เรียกทีมของพวกนาย อะ! ยังไม่ต้องรีบฉันให้เวลาพวกนายคิดก่อน แต่ตอนนี้ฉันจะจัดห้องให้ก่อน”
แต่ละทีมจะมีสองห้องคือแยกชายแยกหญิงกัน ที่สำคัญมีห้องน้ำในตัวด้วย ก่อนหน้าที่เราจะแยกย้าย เขาก็บอกให้ตื่นมาเตรียมตัวก่อนตีห้าครึ่ง
“นี่นาย ชื่อซึฮากิใช่ไหมครับ” แซมเดินเข้ามาถามในขณะที่กำลังจะเดินเข้าห้อง สีหน้าของเขาดูจริงจังมาก
“ฉันมีเรื่องที่อยากถามอยู่…นายไม่มีชื่อเรียกที่มันสั้นกว่านี้เหรอ? ชื่อสามพยางค์มันดูเรียกยากน่ะ”
ที่แท้ก็แค่เรื่องชื่อนี่เอง ไอ้เราก็ตกใจหมด
“อืมม…ก็มีนะ ชื่อที่ฟรานใช้เรียกฉัน กิจัง” แซมเดินมาหยุดตรงหน้าขวางทางเข้าและเอามือทั้งสองข้างมาจับไหล่ทั้งสองข้างเสียงดังเหมือนอย่างกับตบหน้า เขาจ้องมาที่ตาของซึฮากิ
“กิจัง งั้นต่อจากนี้ผมก็จะเรียกนายว่ากิจังได้ใช่ไหม?” แซมจ้องมาที่ตาของซึฮากิด้วยสายตาอ้อนวอน
“ได้สิ แล้วแต่นายเลย”
จะเรียกยังไงก็ช่างเพราะมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก สีหน้าโล่งใจนึกว่าจะมีเรื่องซะแล้วสิ
พวกเราที่เข้ามาในห้องก็อยากที่จะอาบน้ำเพราะเสียเหงื่อมาทั้งวันแล้ว พวกทหารได้เตรียมสิ่งของจำเป็นไว้พร้อม ชุดลำลอง ห้องน้ำที่มีส้วมในตัว ที่นอนแบบปูแล้วพับ
“ไง! ซึฮากิหุ่นนายนี่ก็บึกใช้ได้อยู่นะ แต่ไม่เท่าของฉันหรอก ดูสิซิกซ์แพ็กอันสวยงามที่ฉันปั้นมากับมือเลยนะ” ในขณะที่พวกเรากำลังจะอาบน้ำซึ่งพวกเราก็ถอดเสื้อผ้ารอไว้
และแล้ววันแห่งความสับสนวุ่นวายก็ได้สงบลงด้วยความมืดในยามราตรีที่ทุกคนต้องพักผ่อน มันทำให้ผมได้คิดอะไรหลายอย่างแต่ช่างมันเถอะ คิดมากไปก็จะปวดหัวจนนอนไม่หลับเอา
ช่วงกลางดึกที่แสนจะเงียบมีเพียงเสียงร้องจากแมลงแค่นั้น จู่ ๆ ซึฮากิก็ตื่นขึ้นมากะทันหันกลางดึกทำให้นอนไม่หลับ เขาเลยตัดสินใจจะไปดูวิวกลางคืนในป่าสักหน่อยแต่ก็ได้แค่มองจากหน้าต่างเท่านั้น
“อ้าว ซึฮากิยังไม่หลับอีกเหรอ?” เซนอยู่ตรงหน้าต่างและกำลังมองไปข้างนอกแต่พอได้ยินเสียงของผม เขาก็หันมาหาผมทันที
“ก็แค่นอนไม่ค่อยหลับ” เสียงอันเย็นชาที่ตอบกลับไป แต่เซนก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด
“รู้อะไรไหม ต่อจากนี้ฉันว่าเรากำลังจะเจอกับเรื่องแย่ ๆ อีกมากเลยล่ะ” ถึงแม้เขายิ้มอยู่ตลอดเวลาที่คุยด้วยแต่คราวนี้รอยยิ้มนั้นต่างออกไปมันดูห่อเหี่ยวเหมือนกำลังกังวลเรื่องอะไรบางอย่างอยู่
ผ่านไปสักพักเซนก็กลับไปนอนและผมก็กลับไปนอนเช่นกัน คำพูดของเซนยังคงติดอยู่ในหัวผมอยู่
เรากำลังจะเจอกับเรื่องแย่ ๆ งั้นเหรอ? แล้วแค่ตอนนี้ยังไม่แย่พออีกหรือไงนะ แต่ช่างเถอะนอนต่อดีกว่า
คุณอาจจะชอบ





