
กัปตันอัจฉริยะ ยอดหัวใจคือเธอ
ตอน 2
หลังจากส่งข้อความไปนานมาก จนกระทั่งสือโย่วอี๋นั่งรถมาถึงทางเข้าคอนโดแล้วก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ
เธออมยิ้มอย่างขมขื่น
เผยซิงหลินเป็นนักบินอัจฉริยะที่โด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเคยถูกเธอปฏิเสธไปเมื่อสามปีก่อนเขาคงจะบล็อคเธอไปแล้วล่ะมั้ง?
นอกหน้าต่างรถฝนเริ่มตกหนักแล้ว สือโย่วอี๋ถอนหายใจและกางร่มลงจากรถไป
ระหว่างทางกลับคอนโด หานอู้หรือพี่ชายคนที่สามได้โทรเข้ามาหาเธอ……
“โย่วอี๋ ฉันลบจดหมายลาออกของเธอไปแล้วนะ เธอนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ เลย! พี่ใหญ่ไปเรียนต่อเมืองนอกต้องเสียค่าเล่าเรียน ส่วนพี่รองก็ต้องการเงินทุนในการเริ่มทำธุรกิจ ถ้าไม่มีคุณสวี่ ชีวิตพวกเราได้จบเห่กันแน่!”
หลังจากเมื่อวานตอนเย็นที่จากกันไม่ดี สือโย่วอี๋ก็ส่งอีเมลลาออกไป แต่กลับไม่คาคคิดเลยว่าพี่สามจะมาเจอเข้าซะก่อน
สือโย่วอี๋ได้แต่อธิบายว่า “พี่สาม คนรักของคุณสวี่กลับมาจากต่างประเทศแล้ว แถมพวกเขากำลังจะแต่งงานกันด้วย” เสียงของเธอสั่นเครือ แต่คำพูดกลับหนักแน่นผิดปกติ “ฉัน…… จะไม่ยอมเป็นเมียน้อยเด็ดขาด”
“เสี่ยวอี๋ ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะหวังดีกับเธอนะ เธอไม่มีทั้งวุฒิศึกษา ไม่มีทั้งคนที่คอยสนับสนุน แถมยังถูกคุณสวี่เลี้ยงดูมาตั้งสามปีแล้ว เธอขายไม่ได้ราคาดีๆ แล้วนะ” หานอู้พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ทุกคำที่เขาพูดออกมากลับแทงใจดำของสือโย่วอี๋อย่างมาก
“ขายงั้นเหรอ?! พี่กำลังพูดอะไรอยู่?!” ดวงตาของสือโย่วอี๋เบิกกว้าง
“เสี่ยวอี๋ นี่ก็คือชีวิตของผู้หญิงนั่นแหละไม่ใช่หรือไง? ต้องฉวยโอกาสจากความสาว ความซิงในการหาเสี่ยเลี้ยงดูสักคน เธอเชื่อพี่สิ อยู่กับคุณสวี่ต่อไปนั่นแหละ อย่าดื้อ!”
หานอู้วางสายไป
ขณะที่กำลังมองหน้าจอที่มืดสนิท สือโย่วอี๋ก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน
เธอไปจากสวี่ถิงจือไม่ได้ เพราะเธอรักเขา แล้วก็เพราะครอบครัวของเธอที่เหมือนปลิงพวกนี้ด้วย
ด้วยความที่ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอต้องอยู่อย่างลำบากลำบน พอสวี่ถิงจือมอบความสุขสบายให้หน่อย เธอก็ตกหลุมพรางเขาซะงั้น แม้ว่าความสุขสบายนี้มันจะเจือปนไปด้วยความทุกข์ระทมบ้างก็ตาม
“สือโย่วอี๋? แกนี่มันสารเลวจริงๆ เลยนะ!”
เสียงที่โกรธแค้นของใครคนหนึ่งดังขึ้นมา
สือโย่วอี๋ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากหันไปมองก็เห็นใบหน้าที่ดูไร้ซึ่งสง่าราศีและดุดันของใครคนหนึ่ง เขาก็คือหานเทียนฉีพ่อของเธอนั่นเอง!
พ่อที่ทั้งมีหนี้พนัน ทั้งติดเหล้าและมักจะสร้างปัญหาไปทั่ว พวกเธอสี่คนพี่น้องจึงพยายามที่จะหลบหน้าเขากันสุดชีวิต
สือโย่วอี๋ไม่คาดคิดเลยว่า เธอจะเป็นคนแรกที่เขาตามหาจนเจอ
เธอพยายามที่จะวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก แต่หานเทียนฉีกลับโยนขวดเหล้าในมือมาแบบส่งเดช แล้วก็เดินโซเซตามเธอมาก่อนจะคว้าแขนเธอไว้พลางถามว่า “เงินล่ะ? เอาเงินมาให้กูเดี๋ยวนี้นะ!”
“ปล่อยฉันนะ! ฉันไม่มีเงินหรอก!”
สือโย่วอี๋ดิ้นสุดกำลัง แต่หานเทียนฉีกลับกระชากผมยาวๆ ของเธอเอาไว้พลางพูดว่า “ยังคิดจะหนีอีกเหรอ? ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะช่วยชีวิตแกเอาไว้ แม่ของแกก็คงไม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์หรอก! แกมันเป็นนังตัวซวย แกติดค้างเมียฉัน แกต้องเอาเงินมาชดใช้!”
“พ่อ พ่อพูดว่าอะไรนะ……”
การพูดเรื่องการตายของแม่คือการจี้จุดที่อ่อนไหวที่สุดของสือโย่วอี๋แล้ว
ในขณะที่เธอกำลังเสียใจและตกตะลึงอยู่ หานเทียนฉีก็ได้ฉวยโอกาสจะแย่งกระเป๋าเธอไป ในขณะเดียวกันก็ยกฝ่ามือที่ทั้งใหญ่ทั้งหยาบและดำคล้ำของเขาขึ้นมา……
ฝ่ามือหนักๆ นั้นได้ตบลงมาที่ใบหน้าของเธอ เธอจึงหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ
แต่……
“โอ๊ย!”
ความเจ็บปวดที่คาดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังได้ยินเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดของหานเทียนฉีดังขึ้นมาที่ข้างหูอีกต่างหาก
พอสือโย่วอี๋ลืมตาขึ้นมา เธอก็เห็นหานเทียนฉีถูกชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังบีบคออยู่
ชายคนนั้นหันหลังให้เธออยู่ เธอจึงเห็นเพียงมือข้างนั้นของเขาที่กำลังบีบคอของหานเทียนฉีเอาไว้ ข้อนิ้วทั้งห้าดูชัดเจน เส้นเลือดที่หลังมือนูนขึ้นมา ให้ความรู้สึกถึงพลังที่ไม่อาจต้านทานได้
เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิท ที่ตัวมีรังสีอำมหิตแผ่ออกมา ราวกับเป็นดาบใหม่ที่เพิ่งผ่านการลับมาอย่างคมกริบ ดูมีรังสีของความกดดันอย่างรุนแรง
หัวใจของสือโย่วอี๋เต้นแรงมาก ตอนที่เขาหันหน้ามาเล็กน้อย เธอก็เห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
ภายใต้โครงหน้าที่คมชัดของเขา คิ้วและสันจมูกโด่งคมเป็นสันดูสง่างาม หางตาของดวงตาที่เรียวยาวคู่นั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็นดวงตาที่ดูมีเสน่ห์ตรงตามมาตรฐาน แต่แววตากลับเย็นชาผิดปกติจนทำให้เธอไม่กล้าที่จะสบตากับเขาโดยตรง
ฝนกำลังตกหนักมาก ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาของสือโย่วอี๋ดูพร่ามัวไปหมด
แต่ใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายมากของเผยซิงหลินกลับฉายชัดเข้ามาในดวงตาของเธออย่างหาที่เปรียบไม่ได้
สือโย่วอี๋รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่อย่างไรอย่างนั้น แต่แล้วในวินาทีต่อมาเธอกลับได้ยินเสียงผู้ชายถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งว่า “ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
สือโย่วอี๋สตั๊นไปชั่วขณะก่อนจะรีบส่ายหน้าไปมา
เผยซิงหลินพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็สะบัดมือปล่อยหานเทียนฉีออกด้วยความรังเกียจ
“มึงนี่แม่ง……”
หานเทียนฉีแยกเขี้ยวยิงฟันพร้อมกับคลึงข้อมือไปมา เขายังคิดจะด่าทอขึ้นมาอีก แต่บังเอิญหันไปเห็นบอดี้การ์ดชุดดำหลายคนที่เดินตรงเข้ามาซะก่อน
หานเทียนฉีจึงรีบหนีไปด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะพูดขู่ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะ! กูไม่ปล่อยมึงไปแน่!”
……
จนกระทั่งเธอกลับไปถึงที่คอนโดเล็กๆ ของเธอกับเผยซิงหลิน สือโย่วอี๋ก็ยังดึงสติให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้
เผยซิงหลิน…… มาจริงๆ เหรอเนี่ย?
เป็นเพราะข้อความที่เธอส่งไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วงั้นเหรอ?
หลังจากที่สือโย่วอี๋บอกขอบคุณเขาไปแบบเก้ๆ กังๆ ความเงียบที่น่าอึดอัดก็ปกคลุมไปทั่วห้องทันที
สายตาของเธอเหลือบมองไปทั่วๆ ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสังเกตเห็นว่าเผยซิงหลินเปียกโชกไปทั้งตัว เธอก็รีบบอกว่าจะไปหาผ้าเช็ดตัวมาให้เขา จากนั้นก็วิ่งไปที่ห้องน้ำราวกับกำลังหนีอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เผยซิงหลินมองไปที่แผ่นหลังของเธออยู่หลายวินาที จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปที่เฟอร์นิเจอร์ในห้อง
ในคอนโดเล็กๆ แห่งนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ทำให้รู้สึกถึงคำๆ หนึ่งที่แสนจะอบอุ่นขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย……
นั่นก็คือคำว่า ‘บ้าน’
มุมปากเขากระตุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นว่าบนชั้นวางหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือเรียนเกี่ยวกับโภชนาการ ทันใดนั้นริมฝีปากบางๆ ของเขาก็เม้มเข้าเป็นเส้นตรง
แต่……
เผยซิงหลินเดินเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือและหรี่ตาเล็กน้อย เวลานี้เองที่เขาได้เห็นวารสารทางการแพทย์หลายเล่มที่ถูกซ่อนเอาไว้ แล้วก็หูฟังแพทย์อันหนึ่งที่ยางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดแล้ว
สิ่งเหล่านี้ถูกซ่อนไว้ในมุมมืด แสดงให้เห็นถึงความฝันทางการแพทย์ที่ผู้หญิงคนนี้ยังไม่เคยทอดทิ้งไป
ภายในห้องน้ำ สือโย่วอี๋กังวลว่าเผยซิงหลินจะรอนาน เธอจึงทำการค้นหาผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ในตู้ออกมาผืนหนึ่ง แล้วก็รีบวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว “คุณเผย คุณ……”
เธอพูดไปได้เพียงครึ่งประโยค แล้วจู่ๆ ดวงตาที่กลมโตของเธอก็เบิกกว้างพร้อมกับเงียบไป
เผยซิงหลิน……
ไม่ใส่เสื้อ!
สิ่งที่สือโย่วอี๋เห็นคือช่วงไหล่ที่ดูกว้าง เอวที่ดูคอดแต่แข็งแกร่ง แล้วก็กล้ามหน้าท้องที่เรียงตัวสวยเห็นเป็นลูกๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน
แรงดึงดูดทางเพศอันดิบเถื่อนแบบบุรุษเพศได้นำมาซึ่งความรู้สึกกดดันที่แปลกประหลาด ทำให้สือโย่วอี๋ลืมที่จะหันหน้าหนีไปชั่วขณะ
หยดน้ำยังคงเกาะอยู่บนผิวของเขา มันไหลผ่านร่องของกล้ามหน้าท้องลงไปบนเนื้อผ้าของกางเกงสูท สายตาของเธอจึงเผลอมองตามหยดน้ำนั้นไปยังจุดที่ไม่ควรจะมองที่สุดโดยสัญชาตญาณ
จนกระทั่งสายตาที่เย็นชาของเผยซิงหลินกวาดมองมา สือโย่วอี๋ถึงได้ดึงสติกลับมาได้
แก้มที่ขาวกระจ่างใสของเธอแดงก่ำราวกับมะเขือเทศ เธอรีบหันหลังเพื่อจะวิ่งหนีไปอย่างดื้อๆ ซะงั้น
แต่เผยซิงหลินกลับชิงก้าวมาข้างหน้าก่อนก้าวหนึ่ง แล้วก็ขวางเธอเอาไว้ตรงมุมห้องซะก่อน
“คุณ……”
หัวใจของสือโย่วอี๋เต้นรัวราวกับกลอง ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไร เธอก็ได้ยินเสียงที่ทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นอยู่เหนือศีรษะว่า “คุณแน่ใจนะว่า อยากจะแต่งงานกับผม?”
คุณอาจจะชอบ





