
กัปตันอัจฉริยะ ยอดหัวใจคือเธอ
ตอน 3
ด้วยความที่เธอสูงประมาณไหล่ของเผยซิงหลิน สือโย่วอี๋จึงถูกเขาต้อนจนมุม สายตาของเธอมองไปอยู่ในระดับของกระดูกไหปลาร้าที่ดูสวยของเขาพอดี
รังสีของความกดดันอันหนักหน่วงทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เธอจึงทำได้เพียงอ้อนวอนด้วยความประหม่าว่า “คุณปล่อยฉันก่อนสิ”
“คุณก็ตอบผมมาก่อนสิ” เผยซิงหลินดูรุกหนักผิดปกติ
สือโย่วอี๋หลับตา เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันและพยักหน้าในที่สุด
เพื่อที่จะหนีออกมาจากสวี่ถิงจือ เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ทันทีที่เธอพยักหน้า เผยซิงหลินก็ถอยหลังไปครึ่งก้าว เวลานี้เธอถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
เขานั่งลงบนโซฟาโดยไม่สวมเสื้อและใช้ผ้าขนหนูที่เธอเพิ่งให้มาไปเช็ดผมอย่างเป็นธรรมชาติมาก ท่าทางเขาดูผ่อนคลายและชิลมากซะยิ่งกว่าเธอที่เป็นเจ้าของคอนโดแห่งนี้ซะอีก
ทันใดนั้นความคิดของสือโย่วอี๋ก็หวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาเมื่อสามปีก่อน ตอนที่เธอพบกับเขาเป็นครั้งแรก
ในงานสังคมที่สวี่ถิงจือจัดขึ้น เพราะสวี่ซื่อ กรุ๊ปต้องการจะเข้าแวดวงของการบิน จึงจงใจเชิญเผยซิงหลินที่เป็นกัปตันอัจฉริยะมาเป็นพิเศษ
ตอนนั้นเผยซิงหลินสวมชุดยูนิฟอร์มของสายการบินสีเทาอมฟ้า เหมือนเพิ่งลงจากเครื่องบินและรีบมาที่งานเลี้ยงเลยอย่างไรอย่างนั้น
ในตอนนี้เขามีออร่าของความขึงขังจริงจังและเย็นชา ดูเป็นคนที่ไม่มีกิเลสตัณหาใดๆ เลย…… ซึ่งแตกต่างกับภาพลักษณ์ที่เซ็กซี่ของการไม่สวมเสื้อของเขาในตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเลย
ในงานสังคมนั้น ถึงแม้ว่าสวี่ถิงจือหวังที่จะแนะนำธุรกิจบางอย่างให้เขา แต่ลึกๆ ก็รู้สึกดูถูกที่เขาเป็นเพียงแค่กัปตันธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น สวี่ถิงจือจึงวางท่าทีเหมือนผู้ที่เหนือกว่า
ส่วนเผยซิงหลินไม่ได้ดูนอบน้อมจนเกินงามหรือหยิ่งยโสจนเกินไป ตลอดงานเขาไม่ได้สนใจสวี่ถิงจือเลย แต่กลับเดินมาหาสือโย่วอี๋ก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิก แล้วก็ขอแลกช่องทางการติดต่อกับเธอ
สือโย่วอี๋กังวลว่าสวี่ถิงจือจะถือสา แต่ความรักที่เธอให้มันไร้ค่าและมากจนเหลือล้น ทำให้สวี่ถิงจือรู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนสุนัขที่ซื่อสัตย์ตัวหนึ่ง เขาไม่กังวลว่าเธอจะไปตกหลุมรักคนอื่นเลยสักนิด
ถึงขนาดที่ว่าสวี่ถิงจือเป็นฝ่ายผลักดันให้เธอเข้าหาเผยซิงหลินเองเลยด้วยซ้ำ
แต่สายตาของเผยซิงหลินที่เหลือบมองไปยังสือโย่วอี๋กลับแฝงไปด้วยความโกรธเคือง ราวกับว่า…… ราวกับรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
เธอกับเขาจึงได้แลกช่องทางการติดต่อกัน
ซึ่งหลังจากนั้นมาเผยซิงหลินก็แค่เล่าถึงความเป็นมาระหว่างเธอกับเขาให้เธอฟังเท่านั้น……
ที่แท้แม่ของเขากับแม่ของสือโย่วอี๋ก็เป็นเพื่อนสนิทกัน แถมยังทำการหมั้นหมายลูกของกันและกันเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังเล็กอีกด้วย
เนื่องจากตอนนี้คุณแม่เผยสุขภาพย่ำแย่จึงกังวลว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นาน เธอจึงขอให้เผยซิงหลินรีบแต่งงานกับสือโย่วอี๋โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะช่วยเธอให้ออกมาจากตระกูลที่สูบเลือดสูบเนื้อนั่น
ในตอนนั้นสือโย่วอี๋สนอกสนใจแต่สวี่ถิงจือเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอจึงปฏิเสธข้อเสนอของเผยซิงหลินโดยแทบจะโดยไม่ลังเลเลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้……
พอนึกย้อนกลับไปถึงความหลงใหลในตอนนั้นแล้ว สือโย่วอี๋ก็รู้สึกว่าตัวเองตลกสิ้นดี
ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
มีคนนำเสื้อผ้าและเอกสารชุดหนึ่งมาส่งให้เผยซิงหลิน
สือโย่วอี๋คิดว่าน่าจะเป็นพนักงานส่งของ
แต่ทำไมพนักงานส่งของคนนี้ถึงใส่สูทผูกเนกไทด้วยล่ะ?
เผยซิงหลินค่อยๆ แต่งตัวอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันก็โยนเอกสารมาให้สือโย่วอี๋
สือโย่วอี๋ที่ดึงสติกลับมาได้แล้วถึงได้เห็นชัดๆ ว่า เอกสารนั้นคือข้อตกลงก่อนการแต่งงาน
ในข้อตกลงระบุเอาไว้ว่า หลังจากแต่งงานแล้วสือโย่วอี๋จะต้องแสดงบทบาทเป็นภรรยาของเผยซิงหลินให้ดี ห้ามให้แม่ที่ร่างกายอ่อนแอของเขารู้เด็ดขาดว่าพวกเขาแต่งงานกันตามสัญญาเท่านั้น
ในฐานะผู้ว่าจ้าง เขาจะจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมเป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านให้เธอทุกเดือน
พอเห็นตัวเลขนี้ สือโย่วอี๋ก็ทึ่งไปเล็กน้อย
เผยซิงหลินเป็นกัปตัน รายได้เขาต้องสูงมากอยู่แล้ว
แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นเพียงแค่มนุษย์เงินเดือน การที่เขาจะต้องจ่ายหนึ่งล้านทุกเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
การที่เขาให้ค่าตอบแทนที่สูงขนาดนี้กับเธอ น่าจะเป็นเพราะตอนนั้นโดนสวี่ถิงจือยั่วยุ ก็เลยอยากจะกู้หน้าคืนมาแน่ๆ
สือโย่วอี๋ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เงินจากเขามากมายขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเธอจะไม่มีทางยอมปล่อยให้เขาต้องเป็นหนี้สินแค่เพราะรักษาหน้าตาทางสังคมเอาไว้เด็ดขาด
เธอจึงพูดขึ้นว่า “ฉันเห็นด้วยกับเงื่อนไขอื่นๆ ทุกอย่างเลย แต่เรื่องค่าตอบแทนฉันไม่ต้องการหรอกค่ะ หลังแต่งงานฉันจะไปหางานทำ……”
สีหน้าของเผยซิงหลินมืดลงเล็กน้อย
จู่ๆ สือโย่วอี๋ก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา
หรือว่าเผยซิงหลินจะห้ามไม่ให้เธอออกไปทำงานเหมือนกับสวี่ถิงจือ?
เผยซิงหลินพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เงินที่คุณหามาได้ก็ถือว่าเป็นของคุณ มันไม่ได้มาขัดแย้งอะไรกับการที่ผมจะจ่ายค่าตอบแทนให้คุณเลยสักนิด”
สือโย่วอี๋แอบชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็ถอนหายใจอยู่ภายในใจ……
ผู้ชายนี่ก็นะ ห่วงศักดิ์ศรีตัวเองมากจนยอมลำบากได้ทุกอย่างเลยจริงๆ
เธอได้แต่อธิบายว่า “ที่ฉันไม่รับเงินของคุณ ประเด็นหลักเลยก็เพราะปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ฉันไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูก…… ถูกคุณเลี้ยงดูอยู่น่ะ”
“ในเมื่อเรากำลังจะแต่งงานกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะสัญญาหรือไม่ก็ตาม คุณก็คือภรรยาของผม” เผยซิงหลินมองเธออย่างเย็นชา เมื่อเห็นว่าเธอยังคงมีทีท่าที่จะปฏิเสธอยู่ เขาก็จึงพูดเสริมขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “ในช่วงเริ่มต้นของการทำงานมีเรื่องที่ต้องใช้จ่ายเยอะมาก คุณคิดจะไปเริ่มทำงานมือเปล่าหรือไง แม้แต่เงินซื้อชุดทำงานดีๆ สักชุดก็ยังไม่มีปัญญาซื้อเนี่ยนะ?”
สือโย่วอี๋ก้มหน้ามองตัวเอง แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอายเจือความขมขื่น
ช่างมันเถอะ รับเงินเอาไว้ก่อนแล้วกัน ไว้มีโอกาสค่อยคืนให้แม่ของเผยซิงหลินไปก็สิ้นเรื่องแล้ว
เมื่อเห็นว่าในที่สุดเธอก็ยอมเชื่อแล้ว เผยซิงหลินจึงบอกให้เธอรีบกรอกเอกสารขอจดทะเบียนสมรสให้เสร็จ
สือโย่วอี๋ก็รีบทำตามทันที
หลังจากทำเรื่องพวกนี้เสร็จ เขาก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับ เธอจึงไปส่งเขาตามมารยาท
“คุณไม่ไปกับผมเหรอ?” เผยซิงหลินแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
“เริ่มเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” สือโย่วอี๋ถามด้วยความเขินอายว่า “พอดีฉันยังมีธุระบางอย่างที่ต้องจัดการอีก……”
เผยซิงหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย “สามวัน”
“คือว่า…… ก็ได้ค่ะ” สือโย่วอี๋ก้มหน้าตอบรับอย่างเชื่อฟัง
เผยซิงหลินเหลือบมองเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากคอนโดไป
เวลาสามวันนั้นสั้นมาก สือโย่วอี๋ไม่กล้าที่จะเสียเวลาเลยแม้แต่นาทีเดียว วันรุ่งขึ้นเธอจึงเริ่มเก็บข้าวของเหล่านั้นที่สวี่ถิงจือซื้อให้ทันที
ขณะที่กำลังยุ่งหัวหมุนอยู่นี้เอง จู่ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งมาเยือน
บุคคลที่มาบอกว่าตัวเองชื่อสือเฉิงเป็นเลขาของเผยซิงหลิน เจ้านายสั่งให้มาช่วยเธอขนของ
สือโย่วอี๋มองพิจารณาหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวตรงหน้า แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า……เป็นกัปตันต้องมีเลขาด้วยเหรอ?
แต่ด้วยความที่เธอเป็นพวกประหม่าเวลาต้องเข้าสังคมจึงไม่ได้ถามอะไรมาก ได้แค่ยิ้มและตอบ “ขอบคุณ” กลับไป
ทันทีที่สือเฉิงเข้าประตูมา เธอก็ขมวดคิ้วและเยาะเย้ยในความตระหนี่ของสวี่ถิงจือว่า “คุณสือ แฟนเก่าคุณเป็นคนขี้เหนียวอะไรขนาดนี้คะเนี่ย ของถูกๆ แบบนี้ก็ยังจะกล้าให้มาอีกเหรอ?”
เธอจูงมือสือโย่วอี๋ออกไปนอกประตูอย่างรวดเร็วพลางพูดว่า “ไปค่ะไป ฉันจะไปเลือกของที่มันดูดีมีระดับเป็นเพื่อนคุณเองค่ะ! ถ้าเจ้านายมาเห็นขยะพวกนี้เข้า เขาได้ถลกหนังฉันทั้งเป็นแน่เลยค่ะ”
สิ่งของที่สวี่ถิงจือซื้อให้เธอถือว่าไม่ใช่สินค้าหรูหราราคาแพงอะไร แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นของที่มีคุณภาพสูงทั้งสิ้น
ทว่าสือเฉิงกลับบอกว่า ของเหล่านี้เป็นเพียง ‘ขยะ’ ในสายตาของเผยซิงหลินเท่านั้น
แต่เผยซิงหลินเป็นแค่กัปตันคนหนึ่งเท่านั้น เขาไปเอาเงินทองมาจากไหนกันถึงได้ใช้เงินมือเติบขนาดนี้?
หรือว่าที่เขายอมฝืนใช้เงินเกินตัวเพื่อหน้าตาอีกแล้ว?
สือโย่วอี๋ไม่อาจคัดค้านสือเฉิงได้ ไม่นานพวกเธอจึงไปห้างกัน พอเข้าประตูไป ภาพแผ่นหลังที่ใกล้ชิดกันของคนสองคนก็ทำให้เธอตกใจราวกับถูกกระแทกอย่างแรง
พวกเขาคือสวี่ถิงจือ แล้วก็เจียงหว่านที่สวมชุดแต่งงานอยู่
คุณอาจจะชอบ





