
องค์หญิงสามของท่านแม่ทัพจาง
ตอน 2
ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไปพร้อมสาส์นนี่ เข้าพบองค์ฮ่องเต้ด้วยกันเสียเดี๋ยวนี้ หากใครเห็นสาส์นนี้เข้า คงเข้าใจไม่ต่างจากกระหม่อมเป็นแน่”
“มะ ไม่ ไม่ได้” แม้นางจะไม่เข้าใจว่าสาส์นนี้กล่าวเรื่องผิดเรื่องร้ายแรงอันเอาไว้แต่ก็คิดไปว่าสาส์นนี้ดูแปลกไม่น้อย
เสียงหวานปนเศร้าตอบแผ่วเบาแย้งเขาออกไป
ดวงตาสีดำของจางซงหยวนมองมาที่นางด้วยแววเรียบนิ่ง ก่อนที่เสียงราบเรียบทรงอำนาจจะดังก้องขึ้นในความมืดของทางเดินที่เกล็ดหิมะเริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ
“อย่างนั้นองค์หญิงก็จงเลือก”
หลี่เยี่ยนถิงยืนตาแดงที่ตรงนั้น หิมะเริ่มโปรยปรายลงหนัก กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากหนาของท่านแม่ทัพจางแต่อย่างใด เป็นนางที่เริ่มยืนไม่อยู่ ทั้งหนาวและหวาดกลัวกับแววตาและสถานการณ์ชวนอึดอัดเช่นนี้
ไม่นานนักจางซงหยวนจึงได้พูดจากดดันให้นางต้องเลือก
“หากจะไม่ไปพบฮ่องเต้ด้วยกัน ก็ไปที่จวนของกระหม่อม”
เหตุใดนางจะไม่รู้ความหมาย แม้จะถูกเลื่อนงานอภิเษกสมรสหลายครั้ง จนอายุของนางเลยวัยออกเรือนมามากแล้ว เพราะไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยปากทาบทามสมรสกับนาง เพราะนางมิได้งดงามเทียบเท่าอย่างองค์หญิงองค์อื่นในพระบิดาเดียวกัน แต่นางก็หาได้โง่ไร้สมองไม่
จางซงหยวนที่เป็นแม่ทัพเอกของแคว้น อีกทั้งยังเป็นคู่หมายของบุตรสาวของพระสนมคนโปรดที่เพิ่งได้เข้าพิธีแต่งตั้งเป็นฮองเฮาเมื่อไม่นานมานี้ เขาไม่มีทางแลนางอย่างแน่นอน และที่เสนอให้นางไปยังจวนของเขา บางทีอาจต้องการสอบสวนนาง
ข่าวที่เหล่าขุนนางลือกันว่าเขาโหดและทารุณกับเหล่าโจรร้ายและพวกข้าศึก ถึงขนาดฆ่าได้พริบตาราวปลิดใบไม้ทิ้ง คงเป็นจริง
“ข้าจะถือความเงียบขององค์หญิงสาม เป็นคำตอบว่าไปที่จวนของกระหม่อม”
นางยังไม่ทันได้ตอบรับ ร่างสูงใหญ่ราวกับคนพรากวิญญาณก็ตรงเข้ามาช้อนนางขึ้นอุ้มแนบกับอกของเขา แล้วพาเคลื่อนตัวขึ้นไปบนหลังคาด้านบน ตำหนักแล้วตำหนักเล่า
“ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้”
นางเปล่งเสียงดังสุดเท่าที่นางจะทำได้ แต่แล้วเสียงนั่นกลับฟังแล้วแผ่วเบาเหลือเกิน คงเพราะนางไม่ได้กินอาหารให้อิ่มเต็มที่มาสามวันแล้วกระมัง
ร่างเล็กขององค์หญิงหลี่เยี่ยนถิงถูกจางซงหยวนอุ้มลอยออกจากรั้ววังแล้วบัดนี้ แรงที่นางดิ้นรนกลับมีไม่ถึงเศษหนึ่งในหลายส่วนของกำลังท่านแม่ทัพเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ยังอุตส่าห์ออกแรงดิ้นรนต่อสู้
พลันนั้นที่เกล็ดหิมะหนาตัวลง พร้อมด้วยสติทั้งหมดขององค์หญิงหลี่เยี่ยนถิงที่ค่อยๆ ดำมืดลงในเวลาต่อมา
ปิ่นหยกที่สลักลายแบบง่าย ๆ ชิ้นนั้นบนเส้นผมดำเงาของร่างเล็กเสื้อผ้าเก่าเหม็นอับคือสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่นางมี กระนั้นกลับดูไร้ค่าในสายตาองค์หญิงองค์อื่น ๆ รวมถึงองค์หญิงสี่และองค์หญิงเจ็ดอีกด้วย
“ไหนใครพูดว่าพี่สามมิได้เป็นที่รักของเสด็จพ่ออย่างไรล่ะ เหตุใดนางจึงมีปิ่นสวยเช่นนั้นเป็นของขวัญด้วย”
“เจ้าต้องอิจฉาไปไย ข้ามองจากตรงนี้ก็รู้ว่าปิ่นนั่นไร้ราคา”
คนพูดกล่าวจบก็ดึงเอาแขนน้องสาวให้ก้าวไว ๆ เดินตามหลังไปแล้วช่วยกันดันร่างเล็กที่มีปิ่นหยกชิ้นนั้นบนศีรษะจนนางตกลงในบ่อน้ำด้านข้าง
พริบตาเดียวก็มีคนตะโกนขึ้นว่า “ช่วยด้วยมีคนตกน้ำ”
“ใครตกน้ำอย่างนั้นหรือ”
“เห็นว่าเป็นองค์หญิงสามนะ”
“อย่างนั้นก็ปล่อยนางให้จมไปเถอะ ถึงช่วยนางขึ้นมาก็หาได้มีความดีความชอบอะไร”
เด็กหนุ่มที่กำลังฝึกยิงธนูมองคนพูด ก่อนจะวางคันธนูลง ก้าวเท้าตรงไปยังสระที่มีเหล่านางสนมและขันทียืนมุงกันอยู่ พุ่งตัวกระโจนลงไปในบ่อน้ำแล้วนำเอาร่างเล็ก ๆ ที่เปียกปอนหมดสภาพอีกทั้งยังกินน้ำไปเกือบครึ่งสระ นำขึ้นมาที่ขอบฝั่งด้านบน
“เจ้าอย่าได้แตะต้องตัวนางเชียวนะ”
“เหตุใดจึงแตะไม่ได้ มีคนจมน้ำให้ยืนเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ” เสียงห้าวแตกพานเนื่องจากเพิ่งเข้าวัยหนุ่มตอบกลับ ทำเอาเพื่อนร่วมฝึกนึกฉงน เนื่องจากอีกฝ่ายมิใช่พวกช่างพูด อีกทั้งยังเป็นพวกที่ไม่ยอมแหย่เท้าเข้าสอดหาเรื่อง เพื่อช่วยเหลือใครมาก่อน หรือเห็นเป็นหญิงแรกรุ่นในรั้ววัง จึงได้ทำตัวเป็นยอดชาย แต่อย่างน้อยควรต้องรู้และต้องเลือกช่วยคนบ้าง
“นี่เจ้าไม่รู้หรือ”
“หากพวกเจ้าไม่คิดช่วยคน ก็จงอย่าได้ปากมาก”
เสียงห้าวกล่าวจบ กระโจนตัวลงในสระน้ำทันทีแล้วว่ายจ้ำดำลงไปพาร่างเล็ก ๆ หาอยู่ไม่นานก็พบ จึงลากขึ้นมาบนฝั่งจากนั้น
เด็กหนุ่มที่เนื้อตัวเปียกปอนหาได้สนใจตอบคำถามนั้นไม่ จัดแจงช่วยเหลือร่างเล็กที่ซีดไปทั้งตัวให้นอนลง ใช้มือของตนบีบปากปิดจมูกแล้วก้มลงเพื่อจะช่วยให้ร่างเล็กที่จมน้ำไปเป็นนานฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
คุณอาจจะชอบ





