
จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ
ตอน 3
บทที่ 3
ทำตัวเกียจคร้าน
ตกเย็นภายในจวนเหลือเพียงจ้าวเยว่กับบรรดาบ่าวไพร่ เนื่องจากท่านพ่อท่านแม่ พากันไปงานเลี้ยงที่จวนท่านเซียวโหวกัน¬หมด รวมทั้งพี่ชายทั้งสองของนางด้วย ดังนั้นหญิงสาวจึงทำ¬ตัว-ราวกับว่าตนเองเป็นกระต่ายที่ออกจากโพรง มาเที่ยวเล่นอย่าง-สนุกสนาน
เริ่มจากตอนกลางวัน แอบหนีออกจากจวนไปซื้อขนมกุ้ยฮวาหิมะที่ตลาด และกลับเข้าจวนโดยไม่ถูกจับได้ ความสำเร็จครั้งนี้จ้าว¬เยว่ภูมิใจยิ่งนัก พอกลับมาแล้ว ก็กินขนมจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ช่วงที่ทุกคนเตรียมตัวจะไปงานเลี้ยง นางก็เอาแต่นอนแช่¬น้ำอย่างมีความสุข จะมีใครสุขสบายเท่านางคงไม่มีอีกแล้วกระมัง
พี่ชายทั้งสองเห็นว่าน้องสาวของตนไม่ยอมไปงานเลี้ยง เกรง¬ว่าอยู่คนเดียวแล้วจะเหงา จึงได้เตรียมของเล่นไว้ให้ก่อนไป ของเล่นชิ้นนั้นเป็นแจกันที่ทำจากดินเผาใบหนึ่ง และลูกธนูที่หัวทื่อไปแล้ว อีกราวยี่สิบกว่าดอก ของเล่นที่ว่านี้ ก็คือการปาลูกดอกลงไปในแจกันนั่นเอง
พอทุกคนออกจากจวนไปแล้ว หญิงสาวก็เรียกบ่าว¬ไพร่มา-รวมตัวกันที่สวนหลังจวน
พอทุกคนมากันครบแล้ว จ้าวเยว่ก็¬กระแอมหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ย
“นี่คือของเล่นที่พี่ใหญ่กับพี่รองทำให้ข้า ข้าเห็นว่าเล่นคน-เดียวมันก็คงจะไม่สนุก จึงเรียกพวกเจ้ามาเล่นด้วยกัน”
“สิ่งนี้เล่นอย่างไรหรือขอรับคุณหนู” บ่าวผู้หนึ่งยกมือขึ้นถาม
จ้าวเยว่เดิมมายืนอยู่ตรงหน้าแจกันลูกดอกนั้น แล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดอกราวกับเป็นผู้รู้ จากนั้นจึงอธิบายว่า
“สิ่งนี้เรียกว่าการปาลูกดอก ข้าจะเป็นคนกำหนดระยะทางระหว่างแจกันใบนี้กับจุดที่เจ้ายืน แล้วให้เจ้าปาลูกดอกให้ลงไปในแจกันนี้ ในแต่ละรอบก็จะเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ ใครที่เหลือเป็นคนสุดท้ายคนนั้นชนะ”
“มีรางวัลให้หรือไม่ขอรับ คุณหนู” บ่าวอีกคนเอ่ยถาม
เพราะปกติแล้วเมื่อมีการละเล่นเกิดขึ้นในจวน มักจะมีของ¬รางวัลให้ทั้งนั้น บางครั้งก็เป็นขนม สิ่งของมีค่า หรือบางครั้งก็ได้เป็นเงิน
“มีแน่นอน สักสองตำลึงเป็นอย่างไร” หญิงสาวตอบกลับ ก่อนจะเสนอเงินรางวัลก้อนโตขึ้นมา
เมื่อได้ยินว่ารางวัลคือเงินสองตำลึง บ่าวไพร่ทุกคนต่างก็ร้อง¬เฮกันดังลั่น หมายว่าจะเป็นผู้ชนะแล้วเอาเงินรางวัลมาให้ได้
ทั้งจ้าวเยว่และบ่าวไพร่พากันเล่นปาลูกดอกอย่างสนุกสนาน นาน ๆ ทีจวนเจ้ากรมจะครึกครื้นขึ้นมาบ้าง บ่าวไพร่ในจวนต่างก็เคารพและรักจ้าวเยว่ ถึงแม้ว่านางจะเป็นสตรีที่มีอำนาจน้อยที่สุดใน¬จวน แต่กลับเป็นนายที่ทำให้บ่าวไพร่มีความสุขที่สุด จึงไม่แปลกที่เวลานางหนีออกไปเที่ยว พวกบ่าวไพร่เหล่านี้จะช่วยปกปิดเสมอ
ในแต่ละวันชีวิตของหญิงสาวก็มีแต่เพียงเรื่องกิน เที่ยว เล่น แล้วก็พักผ่อน พฤติกรรมที่เกียจคร้านเช่นนี้ ยากที่จะแก้ไขได้ จนทำให้จ้าวเยว่ในวันสิบหกปี ยังไม่เป็นที่หมายปองของชายใดในฉางอันเลย
พอเอ่ยถึงจ้าวเยว่ขึ้นมา บุตรชายของตระกูลขุนนางเหล่านั้นต่างก็พากับเบือนหน้าหนี ต่อให้นางงามเพียงไร แต่ถ้าเกียจคร้านพวกเขาก็ไม่อยากได้มาเป็นภรรยาหรอก
คนที่ดูจะลำบากใจมากที่สุด เห็นจะเป็นบิดามารดาของหญิง¬สาว เพราะการที่นางไม่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มสักคน ทำ¬ให้บิดาของนางเสียหน้าเป็นอย่างมาก
พวกขุนนางที่อยู่ฝ่ายตรง¬ข้าม ต่างก็เอาไปนินทากันว่า ท่านเจ้ากรมการคลังมีบุตรสาวเสีย¬เปล่า แต่บุตรสาวกลับไม่เอาไหน ยิ่งพวกที่มีบุตรชายทั้งหลายต่าง¬ก็เอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน ว่าถึงอย่างไรจะไม่ยอมให้บุตรชายแต่งกับจ้าวเยว่เด็ดขาด หากมิใช่พระราชโองการจากฮ่องเต้
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นดังมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงฝีเท้าของม้าที่ฟังแล้วน่าจะวิ่งไม่เร็วนัก และเมื่อรถม้าจอดที่หน้าประตู ท่านเจ้ากรมกับฮูหยินก็ก้าวลงมา
“ท่านพี่ ท่านเห็นหรือไม่ ว่าคนพวกนั้นดูถูกบุตรสาวของเราขนาดไหน” เสียงของจ้าวฮูหยินดังมาจากทางประตูหน้าของจวน
จ้าวฝู่หน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ภรรยา “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร พวกเราเปลี่ยนนิสัยนางได้ที่ไหนกัน”
“หากขัดเกลานางสักหน่อย ไหนเลยจะทำไม่ได้ ท่านพี่...นี่-นางเลยวัยปักปิ่นมาแล้ว หากยังหาคู่ครองไม่ได้ นางมิต้องเป็นสตรี-ทึนทึกตลอดไปหรอกหรือ”
จ้าวฝู่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเอ่ยกับภรรยาในประโยคต่อมา
“เดิมทีวันนี้ข้าจะให้นางไปพบกับเซียวเฟิง บุตรชายของท่าน¬โหวสักหน่อย คิดว่าตอนเด็กทั้งสองเคยเล่นเป็นเพื่อนกัน ¬ก็-น่าจะมีความหวังอยู่บ้าง แต่ว่านางกลับไม่ไป ข้าหมดหนทางแล้วจริง ๆ”
“โธ่...ท่านพ่อ ท่านแม่ ถ้าน้องไม่อยากจะมีคู่ครองก็จะเป็นไร¬ไป พวกข้าเป็นพี่ชาย ย่อมดูแลนางได้”
จ้าวหลู่เจิน พี่ชายคนโตกล่าวขึ้นมาคนแรก เรื่องเลี้ยงดูน้องสาวนั้น เขาย่อมทำได้และยินดีที่จะทำไปตลอดชีวิต
“ใช่ ๆ พวกข้าเลี้ยงนางได้สบาย”
จ้าวอวี้เฉิน บุตรชายคนรองกล่าวเสริมขึ้นมา ชายหนุ่มคิดแบบ¬เดียวกับพี่ชาย หากไม่มีใครคิดที่จะแต่งน้องสาวเข้าจวน เขานี่¬แหละจะเลี้ยงดูน้องสาวเป็นอย่างดีเลยละ
“พวกเจ้าหาได้รู้ไม่ ว่าระหว่างพี่ชายกับสามีนั้นไม่เหมือนกัน แล้วก็เป็นเพราะพวกเจ้านั่นแหละ ที่ตามใจนางจนได้ใจ นางถึงได้เป็นแบบนี้” จ้าวฝู่เอ่ยจบก็เดินเข้าจวนไปก่อนเป็นคนแรก
ทางด้านจ้าวฮูหยินสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนจะก้าวเดินตามไป พร้อมกับเอ่ยไปด้วยว่า
“หึ...ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าจะจัดการนางไม่ได้ อย่างไรก็ต้องหาบุรุษสักคนมาเป็นคู่ครองนางให้ได้”
เมื่อได้ยินมารดาเอ่ยเช่นนั้น ชายหนุ่มทั้งสองที่เดินตามมาได้แต่ส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
จวนสกุลจ้าว...
จ้าวเยว่ที่เล่นปาลูกดอกอยู่กับบ่าวไพร่ตรงสวนหลังจวนนั้นไม่ได้ยินเสียงรถม้า จึงไม่รู้ว่าบิดามารดากลับมาแล้ว และพากันเล่น¬ปาลูกดอกต่อกันอย่างสนุกสนาน
จ้าวฮูหยินได้ยินเสียงเอะอะดังจากทางหลังจวน ก็เปลี่ยนทิศทางทันที แทนที่จะเดินตรงไปที่เรือนนอนของตน กลับเดินไปที่สวนหลังจวนแทน
เมื่อจ้าวฮูหยินไปถึง พวกเขาก็ยังไม่รู้ตัวว่าฮูหยินมาแล้ว จนมีสาวใช้นางหนึ่งเหลือบไปเห็นเข้า ว่าฮูหยินยืนอยู่ด้านหลัง จึงสะกิดสาวใช้คนอื่นให้ถอนตัวออกมาทีละคน สาวใช้คนอื่นก็สะกิดคนต่อไปเป็นทอด ๆ จนบัดนี้เหลือเพียงแต่จ้าวเยว่กับผิงผิง
จ้าวเยว่เห็นว่าจำนวนผู้เล่นลดลงไปเรื่อย ๆ ก็ตะโกนถามออกมาว่า “พวกเจ้าจะไปไหนกัน ไม่อยากได้รางวัลกันแล้วหรือ”
บรรดาบ่าวไพร่ต่างก็พากันยิ้มแห้ง ๆ ให้กับจ้าวเยว่ พวกเขาบุ้ยปากให้นางหันไปมองด้านหลัง แต่หญิงสาวยังไม่รู้ตัวและไม่-ยอมหันไป
ภาพที่อยู่ตรงหน้าจ้าวฮูหยินตอนนี้ คือสวนหลังจวนที่มีแจกันใบหนึ่งกับลูกดอกที่กระจัดกระจาย และบุตรสาวของนางที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่กับทรงผมที่ฟูฟ่อง เห็นได้ชัดว่าเอาแต่เล่นอยู่¬อย่างนี้มาเป็นเวลานานแล้ว นางยืนจ้องมองดูจ้าวเยว่อยู่พักหนึ่ง ด้วยอยากจะรู้ว่าบุตรสาวของตนจะทำอย่างไรต่อไป
ในขณะนั้นจ้าวเยว่กับผิงผิงพากันก้มลงเก็บลูกดอกทีละดอก
“ผิงผิง เจ้าว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะกลับมาหรือยัง” จ้าวเยว่เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทออกไป
ผิงผิงก้มเก็บลูกดอกดอกสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะตอบว่า
“น่าจะยังนะเจ้าคะ ปกติแล้วนายท่านกับฮูหยิน จะต้องอยู่จนงานเลี้ยงเลิกทุกครั้ง ตอนนี้ก็น่าจะยามซวี คงใกล้จะกลับมาแล้วเจ้าค่ะ
“เจ้าว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะเสียหน้าหรือไม่ ที่ข้าไม่ไปงาน¬เลี้ยงด้วย” จ้าวเยว่ถามอีก เรื่องนี้นางก็กังวลไม่น้อย
“ก็คงจะเสียหน้าอยู่ไม่น้อยเจ้าคะ แต่ว่าเหตุใดคุณหนูถึงถามขึ้นมาเล่าเจ้าคะ สำนึกผิดหรือ” ผิงผิงถามกลับ นางเลิกคิ้วทั้งสองขึ้นด้วย¬ความงุนงง
“คนอย่างข้าหรือจะสำนึกผิด ข้าไม่ได้ผิดเสียหน่อย ใครใช้ให้ท่านพ่อกับท่านแม่หน้าใหญ่กันเล่า หน้าที่ใหญ่เวลาแตกก็ย่อมเสียงดัง จริงหรือไม่” จ้าวเยว่เอ่ยล้อเลียน พอเอ่ยจบก็หัวเราะคิกคัก
“คุณหนู! อย่าเอ่ยอย่างนี้นะเจ้าคะ เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า แล้วเอาไปฟ้องนายท่านกับฮูหยิน คุณหนูจะแย่เอา” ผิงผิงเตือนด้วยความหวังดี
“ข้าได้ยินหมดแล้ว” เสียงนี้ดังมาจากทางด้านหลัง
ทั้งจ้าวเยว่และผิงผิงกลับหลังหันไปช้า ๆ
เมื่อเห็นบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังว่าเป็นผู้ใด ทั้งสองคนก็ถึงกับยิ้มเจื่อน ใบหน้าขาวซีดขึ้นมาทันที ซ้ำยังทำลูกดอกที่เก็บมาทั้งหมดร่วงลงพื้น
“ท่านแม่ // ฮูหยิน”
ผิงผิงรู้สึกว่าสิ่งที่ตนสนทนาเมื่อสักครู่กับคุณหนูนั้น เป็นการล่วงเกินนายท่านกับฮูหยินเป็นอย่างยิ่ง นางจึงรีบคุกเข่าลงกล่าวขอ¬โทษทันที
“ฮะ...ฮูหยิน บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินได้โปรดเมตตา”
คนเอ่ยแทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความกลัวเอาไว้ไม่ได้
ส่วนจ้าวเยว่ก็ได้แต่ส่งสายตามองผิงผิงด้วยความห่วงใย
“ผิงผิง ที่เจ้าเอ่ยนั้นมิได้มีอะไรไม่ดี เจ้าไปได้” จ้าวฮูหยินเอ่ยเสียงเรียบ ๆ พร้อมกับออกคำสั่ง
ผิงผิงได้ยินเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้น แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยที่สายตายังคงมองผู้เป็นนายสาวของตนด้วยความเป็นห่วง
จ้าวฮูหยินหันมามองบุตรสาวของตน สายตาในยามนี้ช่างดู¬ดุดันและจริงจังยิ่งนัก
“ส่วนเจ้า สิ่งที่เจ้าเอ่ยเมื่อสักครู่สมควรที่จะได้รับการตักเตือน ตามข้ามาที่ห้องโถง”
เมื่อจ้าวเยว่เดินตามผู้เป็นมารดาเข้ามาถึงห้องโถง ก็พบว่าทั้งบิดาและพี่ชายทั้งสองต่างก็รอกันอยู่แล้ว จ้าวเยว่เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวสุดท้าย ที่ไกลจากคนอื่นมากที่สุด นางทำราวกับว่าหากนางเข้าไปใกล้พวกเขามากกว่านี้ ร่างของนางจะถูกแผดเผา จนมลายหายสิ้น
“มานั่งตรงนี้” ผู้เป็นมารดาเอ่ยเรียก พลางส่งสายตาไปยังเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ใกล้ ๆ
จ้าวเยว่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ นางทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องทำตามคำสั่ง พี่ชายทั้งสองเห็นน้องสาวตกที่นั่งลำบากก็พยายามที่จะช่วยเหลือ
“ท่านแม่...ข้าว่า...” จ้าวหลู่เจินกำลังจะขอความเมตตาให้น้องสาว แต่กลับถูกจ้าวฮูหยินตัดบททันที
“พวกเจ้าสงบปากสงบคำเสีย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า”
ได้ยินดังนั้น พี่ชายทั้งสองก็ถึงกับต้องเงียบ ทำได้เพียงส่งสายตาเป็นกำลังใจให้น้องสาวคนเล็กเท่านั้น
จ้าวฝู่ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดในจวน เป็นคนเอ่ยเรื่องหนึ่งออกมาเอง และเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างอ่อนโยน
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเองก็เลยวัยปักปิ่นมานานแล้ว พ่อกับแม่เป็น¬ห่วงว่าเจ้าจะไม่สามารถหาบุรุษดี ๆ มาเป็นสามีได้ จึงคิดอยากให้เจ้าทำตัวเสียใหม่ นับแต่ตั้งพรุ่งนี้ไปจะมีครูมาสอนเจ้า ทั้งเรื่องตำรา การปฏิบัติตน แล้วก็พวกงานจวนงานเรือนต่าง ๆ เจ้าต้องตั้งใจเรียน เข้าใจหรือไม่”
“แต่ข้าไม่ได้อยากออกเรือนนี่ท่านพ่อ” จ้าวเยว่แย้งขึ้นมา
หากต้องออกเรือนแล้วต้องดูแลสามีและครอบครัวสามี อีก-ทั้งยังต้องทำหน้าที่สตรีหลังเรือน นางไม่เอาด้วยหรอก ไม่สู้อยู่เกาะเสาเรือนให้ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่และพี่รองเลี้ยงดูแบบนี้ดีกว่า
“ถ้าเจ้าไม่ออกเรือน แล้วภายภาคหน้า ผู้ใดจะดูแลเจ้า”
จ้าวฝู่ตำหนิกลับมาตามตรง
จ้าวเยว่สูดลมหายใจเข้าแล้วยืด¬อกตอบอย่างภาคภูมิ
“ข้าจ้าวเยว่ แม้ไม่มีสามี ก็ดูแลตัวเองได้เจ้าค่ะ”
จ้าวฝู่ส่ายศีรษะอย่างหมดหวัง แต่ก็ยังยืนยันคำเดิม
“จะอย่างไรก็เอาตามนี้ พวกเจ้าสองคนเองก็เป็นหูเป็นตาช่วยดูแลนางด้วยแล้วกัน”
เอ่ยจบจ้าวฝู่ก็ชวนภรรยาเดินออกจากห้องโถงไป ทิ้งให้สาม ¬พี่น้องมองหน้ากันอย่างจนปัญญา ทว่าผู้เป็นมารดาก็คล้ายนึก¬ได้บางอย่าง จึงหันกลับมามองที่บุตรสาวที่กำลังเข้าไปออดอ้อนให้พี่ชายทั้งสองช่วยกันปลอบโยนนาง
“จ้าวเยว่!! วันนี้ให้เจ้าไปนั่งคุกเข่าสำนึกความผิด กับคำเอ่ยที่¬ไม่รู้จักคิดของเจ้าที่หอบรรพชน เผื่อว่าบรรดาบรรพชนของสกุลจ้าว จะช่วยกล่อมเกลาเจ้าแทนแม่ได้บ้าง อ้อ...พวกเจ้าทั้งสองอย่า¬คิดช่วยนางเชียว ไม่อย่างนั้น แม่จะสั่งให้พวกเจ้าไปคุกเข่าเป็น¬เพื่อนน้องสาวของพวกเจ้าด้วย”
พอเอ่ยจบจ้าวฮูหยินก็เดินตามสามีไปทันที
ส่วนจ้าวเยว่นั้นพยายามจะโวยวายก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมารดาไม่อยู่ฟังเสียแล้ว นางจึงได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจกับพี่ชาย
คุณอาจจะชอบ




![หน้าปกนวนิยาย ไฟซ่อนเชื้อ [คู่กัด พ่อแง่แม่งอน]](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/ffd693215001834806830389145/SDqCdDVHjZ8A.webp!15491.webp)
