ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ

จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ

ภายใต้ภาพลักษณ์ของจ้าวเยว่ สตรีผู้แสนเกียจคร้านจนคนรอบข้างต่างพากันส่ายหน้าและดูถูกเหยียดหยาม กลับซ่อนเร้นความสามารถอันไร้เทียมทานดุจดั่งคมดาบที่ถูกเก็บงำไว้ในฝักอย่างมิดชิด ทว่าเมื่อภัยอันตรายเริ่มคืบคลานเข้ามาคุกคามสามีผู้เป็นที่รัก นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องละทิ้งหน้ากากแห่งความเฉื่อยชา แล้วปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาเพื่อปกป้องเขาให้พ้นจากอันตราย ถึงเวลาที่ความลับของนางจะต้องถูกเปิดเผยให้โลกได้รับรู้
ตอน
แชร์

ตอน 2

บทที่ 2

ชื่อเสียงที่ไม่ดี

แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุผ้าม่านเข้ามาจนแยงตา จ้าวเยว่ที่¬กำลังนอนอย่างมีความสุขอยู่บนเตียงขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนจะลุก-ขึ้นมานั่งอย่างเหนื่อยหน่าย ปากก็ร้องตะโกนเรียกสาวใช้

“ผิงผิง ๆ”

“ผิงผิงมาแล้วเจ้าค่ะ”

ผิงผิงเดินกึ่งวิ่งเข้ามายังห้องนอนของจ้าวเยว่ ในมือของนางมีอ่างใส่น้ำใบหนึ่งกับผ้าสีขาวสำหรับเช็ดหน้า

“ข้าขอท่านแม่ไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ว่าอยากเปลี่ยนผ้าม่านใน¬ห้องของข้าให้เป็นสีดำ ยามเช้าแดดจะได้ไม่ส่องเข้ามากระทบตาข้า” จ้าวเยว่บ่นพึมพำ

“ได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ จวนเรือนจะใช้ผ้าสีดำก็ต่อเมื่อเป็น-งานศพเท่านั้น ถ้าเอามาใช้ในห้องนอน มันจะไม่เป็นมงคล”

ผิงผิงแย้ง เรื่องนี้นางเห็นด้วยกับมารดาของอีกฝ่าย

“ช่างเรื่องมงคลไม่มงคลนั่นปะไร ข้าอยากได้แบบที่สะดวกต่อข้า” จ้าวเยว่ยังยืนยันความคิดของตน

นางไม่เคยใส่ใจเรื่องมงคลหรือไม่มงคล เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจากผลของการกระทำมากกว่า

ผิงผิงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะนำอ่างล้างหน้ามาวางบน¬โต๊ะเครื่องแป้ง จ้าวเยว่ก้มหน้าลงไปใช้สองมือวักน้ำขึ้นมาล้าง-หน้าเล็กน้อย และรับผ้าสีขาวมาเช็ดหน้าอย่างเบามือ

“งานเลี้ยงที่จวนของท่านโหวในช่วงเย็นวันนี้ คุณหนูจะไม่ไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ” ผิงผิงถาม

“ไม่ไป” จ้าวเยว่ตอบเสียงราบเรียบ ราวกับว่าไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย

ผิงผิงเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คำสั่งของจ้าวฮูหยินที่ให้นาง-มาเอ่ย นางก็ได้เอ่ยแล้ว เพราะฉะนั้นหากว่าคุณหนูไม่ทำตามก็¬คงจะไม่ใช่ความผิดของนาง

แต่ถึงอย่างไรหญิงสาวก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี

“คุณหนูลองคิดดูอีกทีเถอะเจ้าค่ะ ดีไม่ดีในงานอาจจะมี-ขนมกุ้ยฮวาหิมะที่คุณหนูชอบก็ได้”

“มีแล้วจะอย่างไร แค่ขนมกุ้ยฮวาหิมะ ข้าแค่สั่งให้เจ้าไปซื้อ¬มาให้ข้า ก็ได้นี่”

“ถ้าคุณหนูไม่ไป นายท่านกับฮูหยินจะเสียหน้าได้นะเจ้าคะ”

“ไม่มีวันเสียหน้าหรอก เจ้าอย่าลืมสิว่าข้าคือสตรีที่เกียจคร้านที่สุดของเมืองนี้ ต่อให้ข้าไม่ไปงานเลี้ยงในครั้งนี้ คงไม่มีใครตำหนิท่านพ่อกับท่านแม่ได้หรอก เจ้าเชื่อข้าสิ” จ้าวเยว่ตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน

ผู้คนต่างก็รู้กันทั่ว ว่าคุณหนูของเจ้ากรมการคลังผู้นี้เกียจ-คร้านถึงเพียงไหน บางคนถึงขั้นเอาไปนินทาว่าครอบครัวท่าน-เจ้ากรมตามใจนางนี้มากเกินจนเสียผู้เสียคน เป็นสตรีเสียเปล่ากลับทำตัวเกียจคร้าน เป็นที่ขายหน้าบิดามารดาไปทั่ว แต่ว่าจ้าวเยว่กลับไม่สนใจคำนินทาพวกนั้น และยังคงทำตัวเกียจคร้านเหมือนเดิม

ด้วยชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีของนาง จึงทำให้ไม่เป็นที่หมายปองของบุรุษใดในฉางอันเลย

จ้าวเยว่ผู้เลยวัยปักปิ่นมาร่วมปีกว่าแล้ว จึงยังไม่ได้ออกเรือนกับเขาเสียที

เอ่ยถึงขนมกุ้ยฮวาหิมะแล้ว จ้าวเยว่ก็รู้สึกอยากกินขึ้นมา

¬นี่เป็นระยะเวลาถึงสามเดือนแล้ว ที่นางนั้นไม่ได้ลิ้มรสขนมกุ้ยฮวาหิมะที่ตนเองโปรดปราน เนื่องจากร้านเหลาเสี่ยวชื่อที่ทำ¬ขนมชนิดนี้ จะทำเพียงแค่ปีละสี่ครั้ง เพราะดอกไม้ที่ใช้ในการทำ¬ขนมชนิดนี้ จะบานเพียงแค่สามเดือนครั้งเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ก็-ครบรอบสามเดือนพอดี ซึ่งที่จริงนางลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เพราะผิงผิงเอ่ยขึ้นมา จึงนึกขึ้นได้

“ผิงผิง พวกเราไปซื้อขนมกุ้ยฮวาหิมะกัน” จ้าวเยว่เอ่ยชวน

“คุณหนูจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ เอ่อ...ผิงผิงออกไปซื้อ¬ให้ก็ได้เจ้าค่ะ” ด้วยความเกียจคร้านของผู้เป็นนาย ผิงผิงจึงไม่คิดว่าจ้าวเยว่จะออกไปข้างนอกด้วยตนเอง

จ้าวเยว่หันมาเอ่ยกับสาวใช้ของตน

“วันนี้ข้าอยากออกไปด้วยตนเอง ข้าออกจากจวนครั้งที่แล้วก็เมื่อสองเดือนก่อน ตอนแอบไปซ้อมยิงธนูที่สนามฝึกของกองทัพ ไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างแล้ว แคว้นฉางอันตอนนี้ครึกครื้นกว่า¬แต่ก่อนหรือไม่ อีกอย่าง ข้าอยากกินขนมอย่างอื่นด้วยจึง-อยากจะไปเลือกดู”

“ไปขออนุญาตฮูหยินก่อน ดีหรือไม่เจ้าคะ”

จ้าวเยว่ขยิบตาใส่ผิงผิงหนึ่งที่

“ถ้าไปขอ มีหรือท่านแม่จะให้ไป ข้าว่าพวกเราแอบออกไปทางประตูหลังดีกว่า”

“ไม่ได้นะเจ้าคะ หากถูกจับได้ขึ้นมา คุณหนูอาจจะถูกกักบริเวณอีก” ผิงผิงค้าน

ให้อย่างไรนางก็มองว่าคุณหนูของนาง สมควรไปรายงานให้ฮูหยินทราบเสียก่อน

“แต่ปกติข้าก็ทำตัวเหมือนกักบริเวณตนเองอยู่แล้วนี่นา”

จ้าวเยว่แย้งอย่างขบขัน ตัวนางไม่ได้ออกไปนอกจวนบ่อย ๆ สักหน่อย หากถูกลงโทษก็คงไม่ต่างจากทุกวันนี้ ที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่¬ในจวนหรอก

หลังจากนั้นจ้าวเยว่ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินฉับ ๆ ไปที่ประตูด้านหลังของจวน ผิงผิงที่พยายามเอ่ยห้ามแล้วห้ามอีกได้¬แต่-เดินตามไป สายตาสอดส่องมองหน้าหลัง ด้วยเกรงว่าจะมีใครมาเห็นเข้า และในที่สุดทั้งสองก็ออกมาอยู่บนถนนสายเล็ก ๆด้านหลังจวน

จวนของท่านเซียวโหว

งานเลี้ยงที่จวนของท่านเซียวโหวเริ่มตั้งแต่ยามโหย่ว งาน-เลี้ยงจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ลานกว้างภายในจวน ทางเดินเข้าไปก่อนจะถึงหน้างาน มีสะพานไม้ทอดผ่านลำคลองขนาดเล็กที่มีฝูง¬ปลาสีสันสวยงามแหวกว่าย

ราวสะพานประดับประดาด้วยบุปผาสีม่วง ขาว และชมพู ตามเสาก็ตกแต่งด้วยผ้าสีม่วงขาวพลิ้วไหวเต็มไปหมด โต๊ะถูกจัดเป็นสองฝั่ง โดยไล่เรียงตามตำแหน่งของผู้มาร่วมงาน มีเพียงโต๊ะของ¬ท่านเจ้าเมืองเท่านั้น ที่จัดตั้งไว้ตรงกลางชั้นบนสุด

อากาศเริ่มเย็นลงในทุกขณะตามช่วงเวลาที่ล่วงผ่าน อาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องแสงสีส้ม ขับให้ภาพงานเลี้ยงดูอบอุ่นและ¬ครึกครื้น แขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้ามาในงาน ทั้งเหล่าบัณฑิต คน¬ของ¬ทางการ รวมถึงคหบดีต่าง ๆ เริ่มหลั่งไหลเข้ามา งานเลี้ยงครั้งนี้เชิญแขกร่วมร้อยคน ภายในงานจึงดูวุ่นวายยิ่ง

เจ้ากรมการคลังจ้าวฝู่กับฮูหยิน นั่งอยู่ตำแหน่งขวามือ ใกล้¬กับท่านโหวที่สุด

ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมาก ต้องเป็นคนที่ท่านโหวสนิทและไว้เนื้อเชื่อใจเท่านั้น จึงจะสามารถนั่งได้ ส่วนบุตรชายทั้งสองของจ้าวฝู่นั้น นั่งที่ตำแหน่งไกลออกไป ซึ่งมีแต่บุรุษนั่งอยู่ด้วยกัน

ฝั่ง¬ตรงข้ามจ้าวฝู่เป็นซูม่อเยี่ย เจ้ากรมทะเบียนราษฎร์ ผู้ซึ่งไม่ค่อยชอบพอจ้าวฝู่สักเท่าไร

แล้วการที่จ้าวเยว่ไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของซูม่อเยี่ยไปได้

“บุตรสาวของท่านเจ้ากรมการคลังไม่ได้มางานเลี้ยงด้วย-อย่างนั้นหรือ ทำเช่นนี้ มิเป็นการไม่ให้เกียรติท่านโหวหรอกรึ” ซูม่อเยี่ยเอ่ยขึ้นต่อหน้าจ้าวฝู่และท่านโหว

จ้าวฝู่ที่อุตส่าห์เงียบมานาน และคิดว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นแล้วถึงกับหน้าชา เขาไม่คาดคิดว่าซูม่อเยี่ยจะใช้เรื่องนี้มาเล่นงานตนจึงรีบแก้ตัวออกมาว่า

“วันนี้จ้าวเยว่ไม่สบาย ข้าจึงให้นางพักผ่อนอยู่ที่จวน ต้องขอ¬อภัยท่านโหวด้วย”

“หึ! ไม่ใช่เพราะความเกียจคร้านหรอกหรือ จึงไม่อยากมา” ซูม่อเยี่ยเอ่ยพร้อมแสยะปากใส่

“เอาเถอะ ๆ นางไม่สบายก็อย่ารบกวนเลย พวกเราสนใจกับ¬งานเลี้ยงตรงหน้าจะดีกว่า” ท่านโหวตัดบท

ถึงแม้ว่าพวกขุนนางทั้งหลายจะรู้อยู่แล้ว ว่าจ้าวเยว่นั้นเป็น¬สตรีเกียจคร้าน และเดิมทีก็ไม่ได้สนใจอะไร ทว่าการปฏิเสธงาน¬เลี้ยงครั้งนี้ ได้ทำให้ชื่อเสียงของนางย่ำแย่หนักขึ้นกว่าเก่า เพราะว่างานเลี้ยงนี้ ถือเป็นงานสำคัญ ท่านโหวเป็นถึงขุนนางใหญ่ของฉางอัน และตำแหน่งโหวนั้น ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจรองจากฮ่องเต้กับท่านอ๋องเลยทีเดียว

ณ ศาลาชมดาว

ศาลาชมดาวเป็นที่นั่งของบรรดาหญิงสาวที่มาจากตระกูลขุนนางต่าง ๆ พวกนางถูกจัดให้นั่งที่ตรงนี้โดยเฉพาะ เพราะเป็นจุด¬ที่ชายหนุ่มในงานสามารถมองเห็นพวกนางได้ถนัด ถ้าหากต้องตาต้องใจสตรีนางใด ก็จะสามารถเข้ามาสนทนาด้วยได้

“นี่..เจ้าว่าจ้าวเยว่นางป่วยจริงหรือไม่” สตรีสูงศักดิ์นาง-หนึ่งเอ่ยขึ้น

“หึ..ข้าว่านางไม่ได้ป่วยหรอก หญิงเกียจคร้านอย่างนั้นคง-ไม่¬อยากจะมางานเลี้ยงกระมัง” เสียงเอ่ยดังมาจากทางด้านหลัง

เป็นเสียงของซูหลิงเจียว บุตรีของซูม่อเยี่ยเจ้ากรมทะเบียนราษฎร์นั่นเอง

สตรีนางเดิมหันหลังกลับมาถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร ถึงแม้ว่านางจะเกียจคร้าน แต่ครั้งนี้อาจจะป่วยจริง ๆ ก็ได้”

ซูหลิงเจียวส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น “ฟ่านถงถง เจ้านี่ช่างไร้¬เดียงสาเกินไปแล้ว เจ้าว่าที่บิดานางเอ่ยนั้นเชื่อถือได้อย่างนั้นหรือ ผู้เป็นบิดาย่อมปกปิดความผิดของลูกตัวเองอยู่แล้ว แล้วทำไมข้าถึงรู้น่ะหรือ...ก็เพราะว่าเมื่อยามเว่ย ข้ายังเห็นนางออกมาซื้อขนมที่¬ตลาดอยู่เลย”

“หรือที่นางไม่ยอมออกมาพบผู้คน เป็นเพราะว่านางมีรูป-โฉมที่ไม่งดงาม จึงไม่อยากมารวมกลุ่มกับพวกเรา ด้วยกลัวว่าจะ-อับอาย” หวังเว่ยเถียนบุตรีของหวังรั่วคหบดีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

เมื่อทุกคนได้ยินประโยคนี้ของนาง ก็พากันหัวเราะร่วนอย่างสนุกสนาน และเชื่อกันไปว่าจ้าวเยว่นั้น น่าจะมีรูปโฉมที่ไม่งดงาม จริง ๆ

“ที่เจ้าเอ่ยนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าเจ้าได้เห็นนาง เจ้าจะต้องตะลึงเพราะว่าจ้าวเยว่นั้นมีรูปโฉมที่งดงามยิ่ง” ฟ่านถงถงบอก

“ข้าก็เห็นเช่นเดียวกันกับพี่ถงถง ข้าเคยเห็นนางครั้งหนึ่งที่-ร้านขายภาพวาด” ซูหนิงน้องสาวของซูหลิงเจียวเอ่ย

ซูหลิงเจียวส่งสายตาดุน้องสาวของตน

“ซูหนิง เจ้าหยุดเอ่ยเดี๋ยวนี้”

“จริงสิ ในฉางอันนี่จะมีใครงามเท่าคุณหนูซูหลิงเจียวอีกล่ะ ต่อให้เป็นจ้าวเยว่ก็เถอะ จะอย่างไรก็สู้พี่หลิงเจียวของพวกเราไม่ได้แน่นอน” หวังเว่ยเถียนเอ่ยยกยอ

ซูหลิงเจียวยิ้มรับอย่างพึงพอใจ ก่อนจะลอยหน้าลอยตาส่ง-สายตาไปทางกลุ่มของบุรุษ ที่กำลังยืนสนทนากันอยู่ที่ลานฝั่ง¬ตรง-ข้าม

ที่จริงแล้วจ้าวเยว่ ผู้ซึ่งไม่สนใจเรื่องของความงามนั้น มีรูป-โฉมที่งดงามมาก จนมิอาจหาสตรีใดในฉางอันเทียบเทียมได้ด้วย-รูปร่างแบบบางอ่อนช้อย ทำให้นางดูเป็นหญิงสาวที่หวานหยด¬ย้อย ขัดกับกิริยาที่ซุกซนของนาง

ผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องจากการขัดถูทุกวัน ใบหน้าที่มีเลือด-ฝาดดั่งสาวแรกรุ่น โดยที่ไม่ต้องแต่ง¬แต้มชาดให้แดงเหมือนกับสตรีนางอื่น ใบหน้ารูปไข่ที่สมมาตรตามแบบของหญิงงาม ทำให้นางดูเพียบพร้อม ราวกับโฉมสะคราญที่เดินออกมาจากภาพวาดของจิตร¬กรเลื่องชื่อ

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครึกครื้น ขุนนางผู้ใหญ่สนทนาถึงเรื่องจวนเมือง หรือไม่ก็ครอบครัวของตนอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ เหล่า-บุรุษต่างก็สนทนาเกี่ยวกับเรื่องการฝึกฝนวรยุทธ์ หรือไม่ก็พวก-ตำราความรู้ต่าง ๆ ส่วนสตรีเองก็สนทนากันถึงเรื่องความงามและเรื่องออกเรือน

เหล่าสตรีส่วนใหญ่ที่มาในงานนี้ ต่างก็หมายปองเซียวเฟิง บุตรชายของท่านเซียวโหวกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ซูหลิงเจียว เมื่อเซียวเฟิงปรากฏกายขึ้นท่ามกลางหมู่บุรุษ รูปโฉมที่หล่อเหลาของ-เขา ก็เป็นที่สะดุดตาของบรรดาหญิงสาวในงานยิ่งนัก

ซูหลิงเจียวพยายามส่งสายตาให้เขาไม่หยุด แต่ชายหนุ่มก็-มิได้สนใจเลยแม้แต่น้อย

เนื่องจากคนที่เขากำลังมองหาคือจ้าวเยว่ต่างหาก

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เล่ห์รักในรอยทราย
9.1
มินทราภาต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อถูกชายปริศนาบุกรุกเข้าหาถึงในห้องพักโรงแรม แม้เธอจะพยายามป้องกันตัวแต่กลับพบว่าเขาคือแขกคนสำคัญ ความเข้าใจผิดนำไปสู่ความสัมพันธ์อันซับซ้อน เมื่อจอมโอหังอย่างเจ้าชายคริสตินเริ่มมีใจให้สาวงามที่เขาเคยสบประมาท เขาจึงวางแผนพาเธอไปยังดินแดนของตนเพื่อพิสูจน์รักแท้ ทว่ามินทราภากลับถูกลักพาตัวไปหมายเอาชีวิตท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ทั้งคู่ต้องร่วมกันฟันฝ่าอันตรายเพื่อรักษาชีวิตและความรักที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
หน้าปกนวนิยาย เชลยรักพิทัก์บัลลังก์
9.6
แม้เขาจะถูกเหยียดหยามว่าไร้ค่าและต่ำต้อยเพียงใด แต่ในสายตาของนาง เขายังคงเป็นยอดบุรุษที่สง่างามเหนือใครเสมอ ความเจ็บปวดและความอัปยศที่เขาเคยถูกกระทำในอดีตกำลังจะสิ้นสุดลง เพราะต่อจากนี้นางจะเป็นผู้ลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมและปกป้องเกียรติยศให้เขาเอง ใครก็ตามที่กล้าข้ามเส้นเข้ามาทำร้ายชายผู้นี้ จะต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของนางอย่างถึงที่สุด นางพร้อมเดิมพันทุกอย่างเพื่อพิทักษ์บุรุษเพียงคนเดียวที่นางรักและเทิดทูนไว้ด้วยชีวิต
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติมาเป็นบุตรสาวหญิงหม้าย
8.4
จือหลิน เด็กกำพร้าที่เติบโตในองค์กรลับฐานะหนูทดลองผู้มีเลือดพิเศษ เธอถูกหล่อหลอมให้เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ไร้ความรู้สึก และได้รับชิปมิติอัจฉริยะฝังในสมองเพื่อจัดเก็บทรัพยากร ทว่าความผิดพลาดจากการคิดค้นยายื้อชีวิตกลับเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นซอมบี้กระหายเลือดจนหายนะแพร่กระจายไปทั่วตึกวิจัย เพื่อชดใช้ความผิดเธอจึงตัดสินใจระเบิดตึกทิ้งพร้อมกับตัวเอง แต่โชคชะตากลับนำพาเธอลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างเด็กน้อยกลางป่าทึบ พร้อมความทรงจำใหม่ที่พรั่งพรูเข้ามา
หน้าปกนวนิยาย จ้าวเทียนอี้ ตำนานรักพันปี
7.9
หวังฟางเซียนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในอดีตที่เธอและจ้าวเทียนอี้คนรักถูกฝังทั้งเป็นพร้อมคัมภีร์อมตะเพราะความผิดพลาดของเธอเอง ทว่าอำนาจลี้ลับของคัมภีร์กลับนำพาดวงวิญญาณเธอย้อนสู่อดีตชาติในร่างพระสนมเอกจางลี่เซียนแห่งราชวงศ์ถัง ท่ามกลางวังหลวงที่เต็มไปด้วยเพลิงริษยาและการชิงดีชิงเด่น เธอต้องเผชิญหน้ากับความแค้นและสงครามอำนาจเพื่อแก้ไขโศกนาฏกรรมในครั้งก่อนและปกป้องชายคนรักไม่ให้ต้องพบจุดจบอันน่าเวทนาอีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย ยักษ์ครุฑี
8.0
เมื่อครุฑีสาวร่วงหล่นจากนภา พระสุวรรณเมฆากษัตริย์อสุราได้เข้าช่วยเหลือไว้ทันท่วงที ท่ามกลางความงดงามของนางที่สะกดสายตายักษ์หนุ่ม ทหารครุฑาได้ปรากฏกายขึ้นเพื่อบีบบังคับให้ส่งตัวนางคืน ทว่ากษัตริย์อสุรากลับปฏิเสธพร้อมเผชิญหน้าปกป้องนางอย่างไม่เกรงกลัว สงครามข้ามเผ่าพันธุ์จึงปะทุขึ้นเมื่อความขัดแย้งนำไปสู่การนองเลือด พระสุวรรณเมฆาจำต้องใช้มหิทธานุภาพเข้าฟาดฟันเพื่อปกป้องครุฑีตัวน้อยในอ้อมแขนจากเหล่าศัตรูที่หมายเอาชีวิตนางให้จงได้
หน้าปกนวนิยาย มายาทมิฬ
8.2
เมื่อกฎมณเทียรบาลขวางกั้นสตรีจากการครองบัลลังก์ ราชาวดีจึงต้องใช้อำนาจและเงินตราแลกศักดิ์ศรี บีบบังคับให้ทวิภาคชายที่เธอรักยอมเข้าพิธีวิวาห์เพื่อใช้เขาเป็นเครื่องมือโค่นอำนาจมืดของอา ทวิภาคที่หยิ่งทระนงกลับถูกบีบด้วยชีวิตคนสนิทจนไร้ทางเลือก เขาจึงตอบโต้เจ้าสาวที่แสนชังด้วยความเย็นชาประดุจซาตาน เปลี่ยนห้องหอให้เป็นสมรภูมิรบที่ขมขื่น ก่อนจะจากไปพร้อมทิ้งตำแหน่งเจ้าหญิงไร้บัลลังก์ให้เธอเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายและเจ็บปวดที่สุด