หน้าปกนวนิยาย ต้องมนต์บุปผา

ต้องมนต์บุปผา

9.1 / 10.0
หลิวซือซือ หญิงสาวผู้งดงามและใสซื่อที่เติบโตมาจากการประคบประหงมของครอบครัวผู้มั่งคั่ง เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแสดงตามความฝันแม้พ่อแม่จะไม่เห็นชอบ จนกระทั่งได้รับขลุ่ยโบราณที่พ่อหามาให้เพื่อใช้ประกอบการแสดงซีรีส์ย้อนยุค ตั้งแต่นั้นมาเธอก็เริ่มฝันถึงแม่ทัพหนุ่มท่ามกลางสนามรบซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยในฝันเธอได้ช่วยเหลือเขาไว้หลายครั้ง สิ่งที่น่าพิศวงคือความฝันเหล่านั้นเริ่มซ้อนทับกับความจริงอย่างประหลาด เขาเป็นใคร และขลุ่ยเล่มนี้มีความลับใดซ่อนอยู่กันแน่

ต้องมนต์บุปผา ตอนที่ 1

ดอกเหมยแย้มกลีบเบ่งบานงดงามจนเต็มต้น สีชมพูอมขาวชูช่อสว่างสไวตัดกับความมืดมิดในยามราตรี กลีบดอกที่ทนทานนั้นแม้จะถูกพัดปลิวด้วยลมหิมะก็ไม่ร่วงหล่น ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปตามแรงลมที่พัดปลิวมาเป็นระยะ

หลิวซือซือนั่งเท้าคางมองกิ่งเหมยที่ยื่นมาเกือบจนถึงหน้าต่างของโรงเตี๊ยมที่พักพลางสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปตนเต็มปอด นานเพียงใดแล้วหนอที่เธอมายังดินแดนแห่งนี้และต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นคนที่นี่โดยไม่มีรู้ว่าจะได้มีโอกาสที่จะกลับไปหาคนที่เธอรักยังโลกใบเดิมที่เธอจากมา

"คุณหนู น้ำชาเจ้าค่ะ"

หลิวซือซือมองถ้วยน้ำชาที่โชยกลิ่นหอมกรุ่นที่ชุ่ยหลินบ่าวคนสนิทของนางรินให้อย่างเอาอกเอาใจ หลิวซือซือรับชาจากมือสาวใช้ กลิ่นหอมของชาลอยอบอวลปนเปไปกับกลิ่นดอกเหมยที่หอมหวานหลิวซือซืออมยิ้มเล็กน้อย ใบหน้างดงามผุดผ่องเพียงด้านเดียวนั้นช่างชวนให้เพ้อฝันในขณะที่อีกข้างก็ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง

หลิวซือซือเหม่อลอยทอดถอนหายใจ แม่ของเธอก็ชื่นชอบชาดอกเหมยเช่นกันช่วงเวลาที่มีความสุขได้อยู่กันพร้อมหน้าแต่ก่อนหลิวซือซือไม่คาดคิดว่าจะมีคุณค่าเพียงนี้ แต่เมื่อไม่มีโอกาสเป็นเช่นนั้นอีกหญิงสาวก็รู้สึกเสียใจอีกทั้งเสียดายที่เมื่อตอนนั้นทำสิ่งที่ควรทำน้อยเกินไป

เธอควรดีกับพ่อและแม่ให้มากกว่านี้รักพวกท่านกอดพวกท่านให้มากกว่านี้จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลังเช่นนี้อีก

"คิดถึงท่านแม่อีกแล้วหรือเจ้าคะ"

ชุ่ยหลินสาวรับใช้ผู้รู้ใจเอ่ยขึ้น คุณหนูของเธอภายนอกดูเหมือนจะหายเป็นปกติแล้วแต่ในใจนั้นยังคงเจ็บปวดและเศร้าสร้อยเพียงใดมีเพียงชุ่ยหลินเท่านั้นที่รู้ดี

"ข้าจะทำยังไงได้ล่ะชุ่ยหลินที่ผ่านมาข้าก็พยายามที่จะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขอย่างเต็มที่แล้ว แต่แม่และพ่อของข้าในโลกนั้นเล่าพวกท่านจะอยู่โดยไม่มีข้าได้อย่างไร"

ชุ่ยหลินมองนายหญิงคนงามของตนด้วยความสงสารเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่คุณหนูยอมเปิดใจบอกนางนั้นเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อเหลือเกินแท้จริงแล้วในตอนนี้นายหญิงของนางคือบุตรสาวของท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่มีความเชี่ยวชาญด้านอักษรและการปกครองอีกทั้งยังเป็นพระอาจารย์ของฝ่าบาท ถึงหลิวซือซือจะเป็นเพียงบุตรสาวของฮูหยินรองของจวนเสนาบดีแต่ฮูหยินใหญ่นั้นก็รักและเอ็นดูนางเป็นอย่างยิ่ง

น่าสงสารที่ตั้งแต่เกิดมามารดาก็เสียชีวิตลงทันทีทั้งได้ฝากฝังบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนเองไว้กับท่านเสนาบดีไม่ต้องการให้นางเข้าวัง หากเป็นเรื่องคู่ครองแล้วขอให้ท่านมหาเสนาบดีให้หลิวซือซือเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง มหาเสนาบดีหลิวฮันรักภรรยารองผู้นี้มากอีกทั้งสงสารบุตรสาวที่อาภัพมารดาตั้งแต่เกิด

เขาจึงเฝ้าเก็บนางเอาไว้ในจวนด้วยรูปร่างหน้าตาที่งดงามหยดย้อยของหลิวซือซือเขากลัวว่าอาจจะต้องตาโอรสสวรรค์หรือท่านอ๋องคนใดได้ เขาไม่ต้องการให้หลิวซือซือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองให้ลำบาก เพียงให้นางใช้ชีวิตเฉกเช่นหญิงสาวทั่วไปจึงได้เก็บบุตรีไว้ในเรือนอย่างเงียบเชียบ

เมื่อบุตรสาวโตขึ้นแม้จะซ่อนนางเพียงใดวันหนึ่งเขาก็พบว่าบุรุษที่เคยมาที่จวนของเขาเกิดพบหลิวซือซือโดยบังเอิญ หลิวซือซือที่ไร้เดียงสาของเขาได้มีใจให้คนผู้นั้นแต่ท่านเสนาบดีหลิวรู้ดีว่าเบื้องหลังบุรุษผู้นั้นโสมมเพียงใดเขาจึงหาทางที่จะขัดขวาง

ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างเขาเมื่อวันหนึ่งหลิวซือซือเกิดพลัดตกน้ำในขณะที่พายเรือเล่นในสระบัวอันกว้างใหญ่ภายในจวน นางว่ายน้ำไม่เป็นกว่าคนจะช่วยขึ้นมาได้ก็ทำให้หลิวซือซือเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ที่น่าประหลาดคือเมื่อหญิงสาวฟื้นกลับจำสิ่งใดไม่ได้ ท่านเสนาบดีจึงได้หลบซ่อนนางจากคนภายนอกอีกครั้ง ให้คนปล่อยข่าวว่าหลังตกน้ำหลิวซือซือเกิดความจำเสื่อมอีกทั้งยังสติไม่ดีอีกทั้งนางยังทำไฟไหม้ห้องตนเองและเกิดเสียโฉมเพราะถูกไฟคลอกมาตั้งแต่นั้น ในขณะที่หลิวซือซือผู้เซื่องซึมไม่ว่าท่านพ่อของนางจะให้ทำตัวเช่นไรนางก็หาได้โวยวายอีกทั้งยังเกิดภาวะเศร้าหมองร้องไห้อยู่ตลอดเวลา

เรื่องเหลวไหลพวกนี้หลิวซือซือย่อมรู้ดีว่าเป็นเพียงอุบายของบิดาและรู้ดีว่าตนเองนั้นไม่ได้บ้าแต่ประการใด นั่นเป็นเพราะเธอไม่ใช่คนที่นี่ ในร่างนี้เป็นเพียงวิญญาณของหลิวซือซือผู้หนึ่งที่ย้อนเวลามาด้วยอุบัติเหตุจนมาอาศัยอยู่ในร่างนี้ก็เท่านั้น

ย้อนไปเมื่อห้าปีที่แล้วภาพความทรงจำสุดท้ายที่ยังอยู่ในสมองของหลิวซือซือคือภาพที่รถของเธอลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วกระแทกลงมาอย่างหนักจนเธอชาไปทุกส่วนของร่างกาย เธอมองเห็นพ่อสลบไสลอยู่ข้างๆ พร้อมกับเลือดที่อาบทั่วร่าง เธอมองไปรอบรถเห็นคนขับรถถูกอัดก๊อบปี้ด้วยถุงลมนิรภัยไม่รู้เป็นหรือตายแล้วภาพต่างๆ ก็เลือนรางไปในที่สุด

เมื่อรู้สึกตัวเธอก็กลายมาเป็นคุณหนูแห่งจวนมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายของราชวงศ์โจวแห่งแคว้นเหลียงไปแล้ว ไม่รู้ว่าสวรรค์กลั่นแกล้งหรืออย่างไรทำให้เธอย้อนเวลามาเป็นร้อยปีแล้วมาอยู่ในร่างของหลิวซือซือผู้หญิงที่มีชื่อและหน้าตาเหมือนกันกับเธอราวกับคนเดียวกัน

ในตอนแรกเธอไม่กล้าพูดคุยกับใครแม้แต่คนเดียว ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจ ทุกอย่างที่กระทำเหมือนหุ่นยนต์ไม่มีชีวิตชีวาจนคิดจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง ท่านมหาเสนาบดีมีหน้าตาคล้ายคลึงกับบิดาของเธอช่วยดึงสติเธอมาได้ เธอตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งในดินแดนที่เธอไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่นิดเดียว

เธอต้องแกล้งทำเป็นความจำเสื่อม เรียนรู้ที่จะอยู่ที่นี่เหมือนเด็กผู้หนึ่งในใจยังหวังอยู่ตลอดเวลาว่าจะสามารถกลับไปหาแม่และพ่อของเธอได้ แม้ไม่รู้ว่าจะต้องกลับไปด้วยวิธีใดก็ตาม

หลิวซือซือหยิบกระจกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเพ่งพิศหน้าของตนเองภายใต้แสงเทียน แสงตะเกียงรำไรไม่สว่างมากนักแต่เธอก็ยังมองเห็นใบหน้าของตนเองได้อย่างชัดเจน

นิ้วเรียวขาวผ่องลูบไล้ใบหน้าด้านซ้ายที่งดงามไร้ไฝฝ้าราคีอันใด ส่วนด้านขวามีรอยแผลเป็นเล็กๆ เต็มใบหน้าคล้ายรอยแผลไฟไหม้กระจายทั่วพวงแก้ม

รอยแผลนี้ได้มาจากอุบายของบิดาเสนาบดี เขาสั่งช่างทำหน้ากากฝีมือดีจากต่างแคว้นทำหน้ากากแผลเป็นนี้มาให้เธอโดยเฉพาะ

ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าหลิวซือซือมีใบหน้าที่งดงามผุดผ่องราวกับเทพเซียน

ใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มจิ้มลิ้มสีแดงสดเย้ายวนโดยธรรมชาติ ดวงตากลมโตสะท้อนออกมาถึงความหยาดเยิ้มชวนหลงใหลขนตายาวงอนราวกับปีกผีเสื้อ

หลิวซือซือรู้สึกมีความสุขที่บิดาทำเช่นนี้ การใช้ชีวิตเป็นภรรยาในโลกโบราณแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยไหนจะต้องทนช้ำใจเพราะสามีสามารถมีภรรยากี่คนก็ได้ตามต้องการอีกทั้งสังคมศักดินาก็กดขี่ข่มเหงสตรียิ่งนัก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่หลิวซือซือไม่อาจทนได้

"คุณหนูเจ้าคะ ดื่มเสียหน่อยนะอย่าเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ"

หลิวซือซือยิ้มให้ชุ่ยหลิน บ่าวผู้นี้จงรักภักดีกับเธอเป็นอย่างยิ่งแม้เธอจะโวยวายหรือจะเล่าเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้ชุ่ยหลินฟัง

สาวรับใช้คนนี้ก็ตั้งใจไฟโดยไม่เคยกล่าวหาว่าเธอเป็นบ้าไปแล้วเลยสักครั้ง

ชุ่ยหลินเป็นเด็กสาวซื่อๆ คนหนึ่งเติบโตในจวนอีกทั้งยังมีอายุน้อยกว่าหลิวซือซือเพียงปีเดียว

หลิวซือซือคนเก่าสอนให้ชุ่ยหลินอ่านเขียนรักนางเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

ส่วนชุ่ยหลินนั้นเป็นเด็กกำพร้าเติบโตขึ้นมาก็มีเพียงแต่คุณหนูเท่านั้น

นางจึงยอมรับหลิวซือซือในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ข้างในร่างคุณหนูชุ่ยหลินก็พร้อมที่จะดูแลอย่างเต็มที่ กางปีกปกป้องนางจนหลิวซือซือรู้สึกอบอุ่นใจและกล้าที่จะบอกเล่าความในใจที่ตนเองแสนจะอึดอัดให้ชุ่ยหลินฟัง

หลิวซือซือยกชามาดื่มจนหมดจอก ชุ่ยหลินยิ้มและรินชาให้หลิวซือซืออีกจอกรสชาติของชาดีเป็นอย่างยิ่งแต่หลิวซือซือยิ่งกินยิ่งรู้สึกกระหายน้ำและเกิดอาการคอแห้งขึ้นมา

"ชุ่ยหลินมีน้ำเปล่าหรือเปล่า"

"มีเจ้าค่ะแต่น้ำเย็นมากแล้วคุณหนูสุขภาพไม่ดีดื่มน้ำอุ่นหน่อยดีหรือไม่บ่าวจะไปนำมาให้"

"ดีสิ"

ชุ่ยหลินจึงรีบออกไปเพื่อนำน้ำมาให้คุณหนูของตนเอง หลิวซือซือรินน้ำชาให้ตนเองอีกหลายจอกรู้สึกว่ายิ่งกินยิ่งกระหายน้ำมากขึ้น

นางคิดว่าชาชนิดนี้อาจมีสิ่งใดผิดปกติไม่นานก็รู้สึกรุ่มร้อนเป็นอย่างยิ่งลมเย็นพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง หลิวซือซือหยิบผ้าคลุมหน้าและเสื้อคลุมของตนเองคิดจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย

หญิงสาวเดินออกไปนอกห้องพักหลิวซือซือมองอย่างแปลกใจที่ไม่เห็นองครักษ์หน้าห้องของตนเอง คิดว่าพวกเขาอาจไปกินข้าวหรือทำธุระอย่างอื่นถึงจะรู้สึกอยู่บ้างว่าผิดปกติก็ไม่ทันคิดว่าตนเองจะเป็นอันตรายอันใด

หลิวซือซือเดินตามทางเดินของโรงเตี๊ยมมาเรื่อยๆ เป็นเพราะความปลอดภัยของเธอองครักษ์หลงจึงได้เหมาทั้งชั้นสามที่เป็นชั้นสูงสุดของโรงเตี๊ยมให้เธอและองครักษ์

โรงเตี๊ยมแห่งนี้นับว่ากว้างขวางไม่น้อยหลิวซือซือเดินไปรอบ ๆ ลมพัดเย็นโชยกลิ่นดอกเหมยมาหากในยามปกติหลิวซือซือต้องรู้สึกหนาวสั่นแล้ว แต่ในตอนนี้หญิงสาวกลับรู้สึกว่าตนเองร้อนยิ่งกว่าเดิม

"หรือชาจะมีสิ่งใดผิดปกติ"

หลิวซือซือเดินมาเรื่อย ๆ ทางเดินสว่างไปด้วยโคมที่ห้อยเป็นแพต่อกัน หญิงสาวรู้สึกมึนศีรษะคล้ายคนที่กำลังเมาสุรา

ร่างกายของเธอมีสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ เธอรู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายของตนเองสูงขึ้นเธอกำลังตัวร้อน

หลิวซือซือจึงคิดกลับเข้าห้องเดินวนกลับมาทางเดิมในตอนนี้เห็นองครักษ์อยู่หน้าห้องแล้ว

หญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าเดินไปยังห้องของตนเองเมื่อหยุดอยู่หน้าห้องกลับถูกทหารสองนายขวางทางเอาไว้

หลิวซือซือสะลึมสะลือมองหน้าพวกเขาไม่ชัดคล้ายตนเองกำลังตกอยู่ในความฝัน เธอคิดว่าตนเองได้ก้าวเข้ามาในห้องแล้วทั้ง ๆ ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู

หลิวซือซือถอดเสื้อคลุมออกโดยไม่รู้ตัวในขณะที่เธอกำลังจะถอดเสื้อผ้าของตัวเองเพราะรู้สึกร้อนราวกับมีบางอย่างลวกผิวพลันถูกมือเรียวของคนผู้หนึ่งลากเข้าไปในห้อง

เธอมองหน้าคนผู้นั้นไม่ชัดนักคิดในใจว่าอาจเป็นชุ่ยหลินนั่นคือความรู้สึกสุดท้ายที่ตนเองรับรู้ว่าตนเองคือใคร

เมื่อไร้ซึ่งสติหลิวซือซือก็เริ่มถอดเสื้อผ้าออกตั้งแต่หน้าประตู เธอถอดออกทีละชิ้นอีกทั้งแข้งขาก็รู้สึกอ่อนจนแทบจะล้มสุดท้ายหลิวซือซือก็ได้แต่คลานเข่าค่อย ๆ ขยับร่างกายที่ร้อนรุ่มของตนเองไปที่เตียงก่อนที่เธอจะสิ้นสติอยู่ตรงนี้

ในที่สุดหญิงสาวก็แบกร่างที่หนักอึ้งรุ่มร้อนของตนเองขึ้นนอนบนเตียงสำเร็จ ร่างกายเหมือนขาดอะไรบางอย่างหิวโหยในสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไรปากและลำคอแห้งผาก

หลิวซือซือบิดร่างไปมามือปะป่ายตามเนื้อตัวตนเองไปมาอย่างทุรนทุรายเพื่อคลายอาการร้อนรุ่มที่เริ่มจู่โจมเธอหนักขึ้น

สมองของหลิวซือซือมึนงง รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองอีกทั้งยังกระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง ลำคอแห้งผากจนต้องแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากของตนเอง

ร่างเปล่าเปลือยนอนอยู่บนเตียง ส่งเสียงครางออกมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่สำคัญทุกครั้งที่มือของเธอสัมผัสเนื้อตัวของตนเองกลับรู้สึกดีขึ้น อีกทั้งผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

หญิงสาวกำลังบีบเคล้นเต้านมอวบใหญ่ของตนเองเล่นอีกทั้งยังเสียดสีส่วนของความเป็นหญิงเข้ากับหมอนข้าง นั่นทำให้เธอรู้สึกสบายจนต้องครางออกมา

ภายในห้องนี้หลิวซือซือหารู้ไม่ว่าไม่ได้มีเพียงนางที่อยู่ลำพังอีกต่อไปแล้ว กลับมีบุรุษรูปร่างสูงองอาจใบหน้าหล่อเหลาในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่ง กำลังนั่งจิบสุรามองเธอราวกับเป็นอาหารมื้อค่ำที่แสนโอชะ

สตรีผู้นั้นที่เปลื้องอาภรณ์ต่อหน้าเขาอีกทั้งยังเล่นกับตนเองส่งเสียงครางยั่วยวนให้เขาเข้าหาอย่างไร้ยางอายผู้นั้นแทบทำให้เขาสำลักสุราออกมา

เขาลูบมังกรยักษ์แข็งแรงใหญ่โตของตนเอง มันตั้งชันจนแทบจะปริแตกสตรีร่างอรชรเอวคอดกิ่วผู้นั้นช่างแสนยั่วยวน

โจวเจ๋อฮั่นยอมรับว่าตกตะลึงไม่น้อยที่เห็นใบหน้าอัปลักษณ์ของนาง

แต่เหตุไม่รู้นางจึงได้ดึงดูดใจเขาได้เพียงนี้

นางที่กำลังอ้าขาบดกลีบอวบอูมของตนเองกับหมอนข้างกำลังหลอกล่อให้เขาบดเบียดมังกรอันแข็งแกร่งกระแทกร่างของนางเช่นนั้นหรือ

สตรีร่านสวาทแห่งหอโคมเขียมผู้นี้ช่างน่าอร่อยเป็นอย่างยิ่ง

อ่านต่อ

สารบัญ ต้องมนต์บุปผา

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบ

นิยายมาใหม่

หน้าปกนวนิยาย แซ่บสยิว
7.8
โชคชะตาของคนทั้งคู่ถูกขีดเส้นเอาไว้ล่วงหน้าด้วยพันธะแห่งการคลุมถุงชน เมื่อเขากับเธอต้องตกอยู่ในสถานะคู่หมั้นคู่หมายกันมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยตามความต้องการของผู้ใหญ่ เรื่องราวความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากข้อผูกมัดในอดีตกำลังจะถูกทดสอบในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันร้อนแรง ท่ามกลางความใกล้ชิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งสองจะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นและพันธนาการที่ถูกผูกไว้ตั้งแต่เด็กนี้ได้อย่างไรในเส้นทางรักสุดแซ่บ
หน้าปกนวนิยาย ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
หน้าปกนวนิยาย ไฟล้อมน้ำ [Alternative Bride]
8.1
พลาธิปเผชิญความเจ็บปวดจากการถูกปิยธิดาทิ้งไปแต่งงานกับเพื่อนรักเพียงเพราะอคติต่อตระกูลของเขา เพื่อแก้แค้นและเย้ยหยันอดีตคนรัก เขาจึงตัดสินใจแต่งงานกับปราณปริยาวดี น้องสาวต่างแม่ที่ปิยธิดาเกลียดชังที่สุด แม้เบื้องต้นจะมองเธอเป็นเพียงเครื่องมือทำลายความรู้สึกของแฟนเก่า แต่ความใกล้ชิดกลับทำให้เขาเริ่มหวั่นไหวกับลูกเมียน้อยที่เขาเคยรังเกียจ ท่ามกลางทิฐิที่ปิดกั้นหัวใจ เขาต้องเลือกระหว่างความแค้นหรือจะยอมรับความรักที่เกิดขึ้นจริง
หน้าปกนวนิยาย ร้ายรัก กลซาตาน
9.3
อคิน นฤปนาถ เจ้าของอาณาจักรการเงินระดับประเทศ ใช้เวลากว่าทศวรรษเพื่อตามหาฝาแฝด ดาหลาและกาสะลอง โดยหวังจะชดใช้ความผิดในอดีตที่เขาเคยทำลายครอบครัวของพวกเธอ ทว่าโศกนาฏกรรมในคืนนั้นที่ทำให้ทั้งคู่ต้องกลายเป็นกำพร้า กลับกลายเป็นรอยแผลลึกที่ไม่อาจเยียวยา แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ความแค้นของสองพี่น้องยังคงฝังรากลึก เปลี่ยนดอกไม้ที่เคยอ่อนโยนให้กลายเป็นอาวุธเคลือบยาพิษที่พร้อมจะทำลายล้างชายที่พรากทุกอย่างไปจากชีวิตของพวกเธอ
หน้าปกนวนิยาย กุหลาบสีน้ำเงิน[ An impossible love ]
9.5
เบล นักศึกษาสาวผู้ฝันจะเป็นดีไซน์เนอร์จำต้องทำงานพิเศษในคฤหาสน์หรูเพื่อพยุงฐานะ แต่ชีวิตกลับพลิกผันเมื่อเธอเห็นความลับอันเร่าร้อนของคุณแป้ง ภรรยาเจ้าของบ้านเข้าโดยบังเอิญ เหตุการณ์นั้นนำพาเธอเข้าสู่วังวนอำนาจของ กลาง ชายหนุ่มผู้กุมชีวิตเธอไว้ แม้เบลจะพยายามขัดขืนและประกาศอิสรภาพจากการเป็นของเล่นของเขาเพียงใด แต่สุดท้ายเธอก็ไม่อาจต้านทานแรงบีบคั้นและพันธนาการที่เขาสร้างขึ้นได้ จนต้องยอมจำนนบนเตียงตามความต้องการของเขาในที่สุด
หน้าปกนวนิยาย ยักษ์ครุฑี
8.0
เมื่อครุฑีสาวร่วงหล่นจากนภา พระสุวรรณเมฆากษัตริย์อสุราได้เข้าช่วยเหลือไว้ทันท่วงที ท่ามกลางความงดงามของนางที่สะกดสายตายักษ์หนุ่ม ทหารครุฑาได้ปรากฏกายขึ้นเพื่อบีบบังคับให้ส่งตัวนางคืน ทว่ากษัตริย์อสุรากลับปฏิเสธพร้อมเผชิญหน้าปกป้องนางอย่างไม่เกรงกลัว สงครามข้ามเผ่าพันธุ์จึงปะทุขึ้นเมื่อความขัดแย้งนำไปสู่การนองเลือด พระสุวรรณเมฆาจำต้องใช้มหิทธานุภาพเข้าฟาดฟันเพื่อปกป้องครุฑีตัวน้อยในอ้อมแขนจากเหล่าศัตรูที่หมายเอาชีวิตนางให้จงได้
ตอน
อ่านเลย
แชร์