
ท่านเทพส่งข้ามาปลูกผักทำฟาร์ม
ตอน 2
ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก
เสียงเหมือนก้อนหินกลิ้งไปมานั้นทำให้อ้ายปิงได้สติกลับคืนมา ก่อนน้ำตาจะรินไหลเมื่อนึกว่าตนเองได้กระทำผิดเพียงเพราะหยิบของเล่นที่ไม่ใช่ของตนมาเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต
ใครจะคิดว่าด้านในนั้นใส่อาวุธวิญญาณขั้นสูงเอาไว้ เมื่อเปิดออกพลังของมันก็พุ่งเข้ามาหลอมรวมกับจิตวิญญาณของนางทันที ขณะที่เร่งรีบกลับไปขอความช่วยเหลือจากท่านเทพ นางกลับได้รับหนังสือตัดสินโทษจากสวรรค์ชั้นฟ้า ถูกส่งมาเกิดในโลกมนุษย์เสียก่อน
อุแว้ อุแว้
เสียงตนเองที่ร้องตะโกนจนแสบคอทำให้อ้ายปิงรู้สึกไม่ดี นางรับรู้ว่าตนเองได้กำเนิดใหม่แล้ว ที่น่าแปลกใจคือนางกลับไม่ลืมความทรงจำในอดีต
ไม่รู้ว่านี่เป็นความเมตตาของสวรรค์ หรือบทลงโทษกันแน่ที่ท่านให้นางได้จดจำชีวิตก่อนหน้า ช่วงชีวิตที่อยู่อาศัยกับท่านเทพ แต่ยิ่งเจ็บปวดเมื่อคิดถึงท่านเทพ เพราะแม้พยายามเพียงใดก็คงไม่สามารถกลับไปหาท่านเทพได้ในเร็ววัน แค่คิดนางก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้งด้วยความช้ำใจ ที่แท้แล้วความทรงจำที่ให้เก็บไว้ยังเป็นบทลงทัณฑ์ด้วยใช่หรือไม่
กว่าอ้ายปิงจะทำใจยอมรับชีวิตใหม่ได้ ก็ผ่านไปนานทีเดียว คาดว่านานนับเดือนแล้วนับตั้งแต่นางเกิดมาด้วยวิถีของมนุษย์
หลังจากทำใจได้อ้ายปิงก็เริ่มมองสถานการณ์รอบด้าน นางอยู่ในอ้อมแขนของมารดาซึ่งกำลังป้อนน้ำนมหวานที่มีกลิ่นโลหิตจาง ๆ กินอิ่มนอนอุ่นเพราะมีครอบครัวที่สงบสุข อย่างน้อยสวรรค์ก็ไม่ได้ลงโทษนางมากนัก เว้นแต่ครอบครัวนี้ช่างแสนยากไร้ แม้ท่านพ่อจะเป็นถึงรองแม่ทัพที่นางเคยได้ยินท่านแม่เล่าให้ฟัง แต่ในจวนมีบ่าวรับใช้เพียงสามคน
หนึ่งคือพ่อบ้านซึ่งนางเคยเห็นตอนทำพิธีครบเดือน สองคือสาวใช้ข้างกายของท่านแม่ และเป็นแม่นมของพี่ชาย สามคือบ่าวใช้แรงงานในจวนที่หูหนวกเป็นใบ้ นางเห็นเขาผ่าน ๆ ตอนแม่นมอุ้มนางไปนอนในห้องส่วนตัว บ่าวคนนั้นแอบมองนางห่าง ๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย
ถึงอย่างนั้นจวนสกุลหนี่ว์แห่งนี้ ก็อยู่อาศัยอย่างอัตคัด มีเพียงเงินเบี้ยหวัดของบิดาคอยจุนเจือครอบครัว แม้เป็นรองแม่ทัพก็ไม่ได้มีขั้นขุนนางสูงส่ง เพราะเป็นรองแม่ทัพภายใต้กองทัพของท่านอ๋องผู้ถูกเนรเทศให้มาปกครองเมืองหน้าด่านทางเหนือที่แร้นแค้น
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา หนี่ว์อ้ายปิงจึงได้รู้ว่ามนุษย์มีความเป็นอยู่อย่างไร นางเคยแต่อาศัยอยู่ในแดนดินของท่านเทพ ไม่เคยพบความยากลำบาก เพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงมนุษย์ล้วนทุกข์ยาก ไม่แปลกเลยที่บทลงโทษคือการกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา หากให้นางเลือกก็คงจะไม่ยอมมาเช่นกัน
‘ฮือ ท่านเทพ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน’ อ้ายปิงคิดถึงเรือนของท่านเทพซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร เมื่อหิวก็เพียงเดินไปเก็บผักผลไม้จากสวน มีเนื้อสัตว์ที่เป็นบรรณาการซึ่งถูกส่งมาจากด้านในป่ามากมายให้เลือกกินทุกวัน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหากินด้วยตนเอง
แต่ยามนี้ท่านแม่ก็ผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ น้ำนมที่มีให้กินก็ยิ่งลดน้อยลงทุกวัน เมื่อแอบมองอาหารการกินของท่านแม่แล้วก็ไม่แปลกใจนัก มีเพียงข้าวต้มอย่างเดียวแล้วจะมีน้ำนมให้นางกินได้อย่างไรกัน
‘สวรรค์ท่านลงโทษข้าหนักหนานัก’
ครึ่ก ครึ่ก
‘อีกแล้ว’ เสียงหนวกหูนี้ดังขึ้นทุก ๆ วัน ยิ่งนานไปยิ่งได้ยินบ่อย อ้ายปิงได้แต่ทอดถอนใจ คิดว่าวันหนึ่งตนต้องอดอยากอย่างแน่นอน
วันเวลาผ่านพ้นไปอีกครึ่งปี ยามนี้อ้ายปิงอยู่บนโลกมนุษย์ครบเจ็ดเดือนแล้ว นางยังได้เจอกับพี่ชายของตนเองบ่อยครั้ง เขามีชื่อว่า ‘อ้ายหรง’ มีแซ่ ‘หนี่ว์’ เหมือนกับท่านพ่อ ความจริงนางก็แซ่หนี่ว์นี่นา
“น้องสาวหัวเราะอารมณ์ดีเชียวขอรับท่านแม่” เสียงเด็กน้อยดังขึ้นข้างหู อ้ายปิงจึงใช้ดวงตากลมมองหน้าพี่ชายให้ชัด ๆ พี่ชายนางหน้าตาน่ารักเชียว เด็กมนุษย์น่ารักปานนี้เลยหรือ
“อ้ายปิงเป็นเด็กเรียบร้อย ไม่เหมือนอ้ายหรงของแม่ ซนตั้งแต่ยังเล็ก ในตอนนั้นพ่อกับแม่เจ้าแทบจะไม่ได้นอน โชคยังดีที่มีแม่นมเหลียนคอยช่วยดูแล ปิงเอ๋อร์กลับเป็นเด็กเรียบร้อยว่าง่าย ไม่ร้องไห้รบกวนแม่เลยแม้แต่น้อย”
“ท่านพ่อบอกว่า ข้าซนเพราะข้าเกิดมาเพื่อเป็นนักรบเหมือนท่านพ่อขอรับ”
อ้ายปิงหัวเราะเมื่อเด็กน้อยอ้ายหรงทำท่ายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ นางอยากเห็นนักว่าท่านพ่อหน้าตาเป็นเช่นไร เหตุใดพี่ชายจึงภาคภูมิใจนักที่มีเขาเป็นพ่อ
อ้ายปิงนั้นเป็นเซียนน้อย กำเนิดขึ้นจากพลังฟ้าดิน ไม่มีบิดามารดามาก่อน ย่อมไม่เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ นางเกิดมาก็รูปร่างอายุสิบสามปีและอยู่กับท่านเทพจื่อเสินมาโดยตลอด
และท่านเทพก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนที่นางรู้สึกกับมนุษย์เหล่านี้ นางเพียงเคารพรักท่านเทพเท่านั้น
“ใช่แล้ว อาหรงเป็นพี่ชาย โตไปต้องปกป้องบ้านเมือง ปกป้องน้องสาวและมารดาของเจ้า” ท่านแม่กอดพี่ชายด้วยความอ่อนโยน อ้ายปิงที่แอบมองดูรู้สึกแปลก ๆ ในใจ
แต่เมื่อมารดาหันมากอดตนเอง นางก็เข้าใจได้ว่าตนเองก็อยากถูกมารดากอดเช่นกันนี่เอง นี่คือความรู้สึกอิจฉาที่ตนเคยอ่านแค่ในตำราหรือไม่ เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเองก็ไม่ใช่ความรู้สึกเลวร้ายเหมือนอย่างในตำรากล่าวไว้ มนุษย์นี้ช่างซับซ้อนเหลือจะกล่าว
เมื่ออ้ายปิงอยู่บนโลกมนุษย์มาได้สิบเอ็ดเดือนกับอีกยี่สิบกว่าวัน ในที่สุดนางก็ได้พบหน้า ‘ท่านพ่อ’ เสียที เขาไว้หนวดเครายาวเฟิ้ม ในคราวแรกที่เห็น นางตกใจจนร้องไห้จ้าทีเดียว
จากนั้นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาในสายตานาง ก็เดินเข้ามาและกล่าวด้วยน้ำเสียงของอ่อนโยน ใบหน้าไม่งดงามเท่าเศษเสี้ยวของท่านเทพ ทำให้อ้ายปิงรู้ว่าที่แท้มนุษย์ก็ชอบปลูกผมบนใบหน้า
พวกเขาไม่ใช่สัตว์ร้ายแปลงกลายมาเหมือนที่นางตกใจกลัว แต่ว่านางชอบใบหน้าสง่างามและเกลี้ยงเกลาแบบท่านเทพจื่อเสินมากกว่าอยู่ดี
ได้ยินว่าอีกไม่กี่วันจะเป็นวันเกิดของนาง อ้ายปิงค่อนข้างตื่นเต้นเพราะนางเคยอ่านเกี่ยวกับ ‘การฉลองวันเกิด’ ของมนุษย์มามาก
ในตอนที่ยังอยู่ที่เรือนของท่านเทพ มีอยู่สองสามครั้งที่ท่านเทพเชิญผู้คนมาร่วมเฉลิมฉลองวันประสูติของท่าน แต่นั่นเพียงหมื่นปีต่อครั้ง ทำให้อ้ายปิงคิดว่ามนุษย์ที่ชอบจัดงานวันเกิดทุกปีนั้นช่างสิ้นเปลืองเหลือเกิน และสงสัยว่าทำไมพวกเขาไม่จัดงานวันเกิดทุก ๆ หมื่นปีเหมือนท่านเทพ
แต่เมื่อถึงวันเกิดครบรอบหนึ่งปีของนาง อ้ายปิงก็ทั้งผิดหวังและเสียใจ เมื่อสิ่งที่เห็นไม่เป็นอย่างที่คิด ท่านพ่อท่านแม่เพียงจัดเลี้ยงบนโต๊ะอาหารเล็ก ๆ มีกับข้าวห้าอย่าง และบะหมี่อายุยืนชามเล็ก ๆ ให้นางกินเท่านั้น นี่ไม่เหมือนกับที่นางคิดไว้เลย คิดว่าพวกเขาจะจัดงานใหญ่โตเหมือนอย่างในเรือนของท่านเทพเสียอีก
ถึงจะผิดหวังแต่มันก็ทำให้อ้ายปิงเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความยากจนของครอบครัวนั้นเป็นของจริง ขณะที่นางเผลอหลับไปหลังดื่มน้ำนมถั่วเหลืองที่ท่านแม่นำมาให้
เสียงหนึ่งก็ปลุกอ้ายปิงในตอนเช้าอย่างไม่คาดคิด เสียงในหัวนางที่ดังก้องทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในขณะเดียวกัน
[สวัสดีนายหญิง ข้าเป็นจิตวิญญาณอาวุธขั้นสูงของท่านที่ถูกเรียกว่าระบบ เปิดใช้งานระบบปลูกผักทำฟาร์มขั้นเทพ เพื่อเริ่มภารกิจแล้ววันนี้]
คุณอาจจะชอบ





