ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย กุ้ยเฟยที่ถูกลืม

กุ้ยเฟยที่ถูกลืม

เจี่ยลี่อิงเชฟสาวจากยุคปัจจุบันเสียชีวิตจากการโหมงานหนัก แต่เธอกลับได้โอกาสครั้งที่สองในร่างของเจี่ยลี่ฟาง กุ้ยเฟยผู้ถูกทอดทิ้งในตำหนักเย็น แม้จะถูกกักขังแต่ด้วยบารมีของบิดาที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เธอจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและตั้งมั่นว่าจะไม่ขอข้องแวะกับฮ่องเต้ แต่จะทุ่มเทเวลาให้กับการทำอาหารเลิศรสแทน ลี่อิงเริ่มสร้างสรรค์เมนูที่คนโบราณไม่เคยเห็นอย่างหม้อชาบู นำพาความตื่นตาตื่นใจมาสู่เหล่าข้ารับใช้ในวังวนแห่งรสชาติที่เธอเป็นผู้กำหนดเอง
ตอน
แชร์

ตอน 2

ปรับตัวในตำหนักเย็น

“แล้วทำไมฉะ เอ่อ....ข้าถึงมาอยู่ในตำหนักมืด ๆ แบบนี้ได้ล่ะ แล้วนี่ข้าเป็นอะไรทำไมรู้สึกเจ็บบริเวณลำคอมากมายเช่นนี้” กุ้ยเฟยถามพร้อมกับจับบริเวณลำคอของตัวเองแล้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ

“เอ่อ….ที่นี่คือตำหนักเย็นเพคะ และที่กุ้ยเฟยรู้สึกเจ็บบริเวณลำคอก็เพราะว่า….กุ้ยเฟยทรงอัตวินิบาตกรรมตัวเองเพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินก้มหน้าตอบคำถามกุ้ยเฟยไปตามความจริง

“นี่ข้า….ฆ่าตัวตายอย่างนั้นเหรอ” กุ้ยเฟยไม่เข้าใจว่าทำไมวิญญาณเดิมของร่างนี้เป็นถึงพระสนมของฮ่องเต้ มีข้ารับใช้มากมายถึงคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ ควรที่จะคิดหวงแหนชีวิตของตัวเองเสียมากกว่า

“เพคะ กุ้ยเฟยทรงอย่าทำเช่นนี้อีกเลยนะเพคะ หม่อมฉันหัวใจจะสลาย” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวอย่างวิงวอน

“หม่อมฉันด้วยเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าววิงวอนอีกเสียง

“กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยางชนะศึกสงครามกลับมาแล้วรู้ว่ากุ้ยเฟยทรงอัตวินิบาตกรรมตัวเอง ท่านแม่ทัพต้องเสียใจเป็นอย่างมากแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงพูดเสริมอีก ทั้งสามคนเป็นห่วงกุ้ยเฟยเป็นอย่างมาก จงรักภักดีมอบกายถวายชีวิตรับใช้ด้วยหัวใจ

“ข้าจะไม่มีวันทำเช่นนั้นอีกอย่างแน่นอน”

“ขอบพระทัยเพคะ” เจี่ยลี่อิงในร่างกุ้ยเฟยรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่ทั้งสามคนห่วงใยเธอมากมายถึงเพียงนี้ ปกติตอนที่เจี่ยลี่อิงมีชีวิตอยู่นั้นเธอไม่ค่อยมีเพื่อน ที่บ้านของเธอนั้นค่อนข้างเข้มงวด ตอนเรียนก็ให้เธอตั้งใจเรียนไม่ให้มีเพื่อน เมื่อถึงวัยทำงานเธอจึงติดนิสัยการทำอะไรด้วยความจริงจังและตั้งใจ และก่อนที่เธอจะเสียชีวิตนั้น เธอเครียดและอดนอนมาหลายคืนเนื่องจากต้องการเป็นเชฟมือทองของภัตตาคารหรูแห่งนั้นมาก การที่เธอทะลุมิติมาอยู่ที่ดีคงจะดีเหมือนกัน เธอจะได้เป็นอิสระจากความกดดันเสียที และได้ใช้ชีวิตใหม่ที่สวรรค์ลิขิตมาให้นี้เต็มที่ไปเลย

“ว่าแต่….ทำไมข้าถึงต้องมาอยู่ที่ตำหนักเย็นด้วยล่ะ” เจี่ยลี่อิงในร่างของกุ้ยเฟยถามด้วยความสงสัย เธอพอจะรู้ประวัติศาสตร์อยู่บ้างว่าตำหนักเย็นคือสถานที่ที่ใช้กักขังเหล่าฮองเฮา พระสนม และนางในที่กระทำความผิด

“เอ่อ….เป็นพระกระแสรับสั่งจากฮ่องเต้เพคะ ให้กุ้ยเฟยทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักเย็นจนกว่าท่านแม่ทัพพระบิดาของกุ้ยเฟยจะคว้าชัยชนะกลับมาจากการสู้รบในครั้งนี้เพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์อาสาตอบคำถามที่กุ้ยเฟยอยากรู้

“แล้วเมื่อไรกันล่ะ” เมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว กุ้ยเฟยก็มีใบหน้าเศร้าหมอง เพียงแค่คิดว่าชีวิตใหม่นี้ถูกริดรอนอิสระภาพอย่างไม่มีวันและเวลากำหนดที่แน่ชัด กุ้ยเฟยก็รู้สึกหมดสนุกไปอย่างทันที เพราะชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้น ถึงแม้จะกดดันแต่ก็ไม่เคยถูกกักขังเช่นนี้เลย

“ความสามารถของท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยางมีมากล้น หม่อมฉันมั่นใจว่าไม่นานเกินรออย่างแน่นอนเพคะ กุ้ยเฟยทรงอย่าร้อนพระทัยไปเลย เดี๋ยวหม่อมฉันนำเอาพระกายาต้มจากครัวหลวงมาถวาย เมื่อกุ้ยเฟยเสวยแล้ว จะได้เสวยพระโอสถที่หมอหลวงให้ไว้นะเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวบอก ก่อนจะทำความเคารพแล้วเตรียมจะเดินออกไป แต่กุ้ยเฟยเรียกนางกำนัลผู้นั้นเอาไว้ก่อน “ช้าก่อนตงเอ๋อร์”

“เพคะกุ้ยเฟย”

เสียงท้องของกุ้ยเฟยร้องขึ้นมา ก็นึกได้ว่าก่อนตายยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง นี่แสดงว่านางหมดแรงจนตายแน่ เมื่อเสียงท้องร้องดังนางก็นึกถึงการทำอาหารจึงเอ่ยถามนางกำนัลข้างตัว

“ข้าสามารถปรุงอาหารที่ตำหนักเย็นแห่งนี้ได้หรือไม่” ถึงแม้ว่าเจี่ยลี่อิงจะได้ชีวิตใหม่เป็นถึงกุ้ยเฟย แต่ทว่าการทำอาหารนั้นเป็นสิ่งที่นางโปรดปรานมากจนฝังอยู่ในเส้นเลือดไปเสียแล้ว ถ้าเธอไม่ได้ทำอาหาร โลกใบนี้คงมีแต่ความเศร้าหมองไม่มีความแช่มชื่นเบิกบานใจอีกต่อไปสำหรับเจี่ยลี่อิง

“ที่ตำหนักเย็นมีห้องครื่อง แต่มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรุงอาหารไม่มากนักและไม่มีพ่อครัวด้วยเพคะ เหล่าขันทีและนางกำนัลรับใช้ก็ไม่มี”

“ไม่มีก็ไม่เป็นไร ข้าจะเป็นคนครัวของตำหนักเย็นแห่งนี้เอง” กุ้ยเฟยยืดอกพูดด้วยความภาคภูมิใจในความสามารถด้านการทำอาหารของตัวเอง ซึ่งต่างไปจากกุ้ยเฟยคนเดิมก่อนที่จะคิดแขวนคอ ปกติกุ้ยเฟยไม่เคยสนใจเรื่องการทำอาหารเลยแม้แต่นิด

“เอ่อ….” นางกำนัลทั้งสองมองหน้ากันพลางอ้ำอึ้งเหมือนต้องการจะพูดอะไรแต่ไม่ยอมพูดเสียที กุ้ยเฟยจึงเอ่ยถามนางกำนัลทั้งสองเสียเอง “มีอะไรก็พูดมาสิตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน”

“กุ้ยเฟยจะเป็นคนครัวเองจริงหรือเพคะ กุ้ยเฟยเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แค่เย็บปักถักร้อยเป็น กิริยาวาจาสุภาพอ่อนหวาน มีมารยาท และนิสัยดีก็เพียงพอแล้วเพคะ เรื่องงานครัวปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนครัวและนางรับใช้ในห้องเครื่องดีกว่านะเพคะ”

“ข้าไม่ถนัดเรื่องเย็บปักถักร้อย ข้าถนัดปรุงอาหาร แล้วข้าจะทำให้พวกเจ้าได้กินด้วยนะ”

“เอ่อ….เป็นพระกรุณาเพคะ”

“เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสามกล่าวคำขอบคุณกุ้ยเฟยอย่างนอบน้อม ถึงแม้ว่าจะยังไม่มั่นใจเรื่องการทำอาหารของกุ้ยเฟยก็ตาม

“ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน พวกเจ้าทั้งสองพาข้าไปสำรวจทั่วทั้งตำหนักเย็นแห่งนี้หน่อยได้หรือไม่”

“ยามนี้เลยหรือเพคะ หม่อมฉันอยากให้กุ้ยเฟยทรงได้พักผ่อนก่อน เมื่อสักครู่นี้กุ้ยเฟยยังตรัสอยู่เลยว่าเจ็บแผลที่ลำคอ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวค้านอย่างเป็นห่วงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในใจก็รู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อยว่าจะถูกกุ้ยเฟยอาละวาดใส่

“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว นี่….เห็นมั้ย ข้าเดินได้คล่องปรื๋อ” กุ้ยเฟยลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินไปเดินมาอย่างทะมัดทะแมงและคล่องแคล่ว ทำเอาผู้รับใช้ทั้งสามมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงง ปกติกุ้ยเฟยจะถือใจตนเป็นใหญ่ หากต้องการสิ่งใดแล้วใครหน้าไหนก็ห้ามขัด แต่ยามนี้กุ้ยเฟยกลับยอมเสียเวลาอธิบายให้นางกำนัลและขันทีผู้ต่ำต้อยเชื่อโดยที่ไม่อาละวาดออกมาเลยแม้แต่นิด

“นี่….ทำไมเงียบกันไปล่ะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ ไม่เห็นเหรอ” กุ้ยเฟยพยายามทำให้ผู้รับใช้ทั้งสามเชื่อให้ได้ ทั้งเดินทั้งกระโดด ทำทุกอย่างที่สตรีชั้นสูงไม่ปฏิบัติกัน จนนางกำนัลอี๋เหวินทนดูไม่ไหวรีบกล่าวห้าม “กุ้ยเฟยพอเถอะเพคะ หม่อมฉันเชื่อแล้ว”

“เย้….ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเจ้าก็พาข้าไปสำรวจตำหนักเย็นแห่งนี้ได้แล้วใช่หรือไม่” กุ้ยเฟยเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น เดินเข้าไปคว้ามือบางของตงเอ๋อร์และอี๋เหวินคนละข้าง จนนางกำนัลทั้งสองต้องรีบชักมือออกแล้วก้มหัวลงด้วยความตกใจ

“....เพคะกุ้ยเฟย”

นางกำนัลตงเอ๋อร์ นางกำนัลอี๋เหวิน และขันทีจางกงพากุ้ยเฟยเดินสำรวจตำหนักเย็นที่ทั้งมืดและเงียบสงัดแห่งนี้จนทั่ว เมื่อเดินสำรวจทั่วทั้งตำหนักแล้วกุ้ยเฟยคิดการใหญ่หลายอย่างด้วยความตื่นเต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ล้วนแล้วจะทำให้ตำหนักเย็นแห่งนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาทั้งนั้น

“ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน จางกง”

“เพคะกุ้ยเฟย / พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย”

“พวกเจ้าไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้ให้ทั่วจนสะอาดเอี่ยมอ่องทุกซอกทุกมุมเลยนะ” กุ้ยเฟยสั่งให้นางกำนัลทั้งสองและขันทีทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้ เพราะการที่จะฟื้นฟูตำหนักเย็นในด้านอื่น ๆ ได้นั้นต้องเริ่มจากการทำความสะอาดให้สะอาดน่าอยู่เสียก่อน

“กุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันขออนุญาตไปเอาพระกายาต้มที่ครัวหลวงมาถวายกุ้ยเฟยได้เสวยก่อนได้หรือไม่เพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวถาม กลัวว่ากุ้ยเฟยจะไม่ได้เสวยพระโอสถ ตั้งแต่กุ้ยเฟยฟื้นคืนสติขึ้นมาก็เอาแต่ตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้างจนลืมไปว่าตัวเองยังไม่แข็งแรงดี โดยที่สองนางกำนัลกับหนึ่งขันทีนั้นไม่รู้เลยว่าสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้านี้ไม่ใช่กุ้ยเฟยของพวกเขาตัวจริงอีกแล้วตลอดกาล

….กุ้ยเฟยทานข้าวต้มพลางพิจารณาในรสชาติทุกคำที่ตักเข้าปากจนหมดถ้วย “ข้ากินหมดแล้ว รสชาติใช้ได้เลยนะ เป็นรสชาติที่ปรุงได้พอดี รสไม่จัดมาก ซดได้คล่องคอ หอมกลิ่นควันไฟนิด ๆ เมื่อได้ทานแล้วรู้ได้ทันทีว่าผ่านกระบวนการทำที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก” กุ้ยเฟยสาธยายถึงรสชาติของข้าวต้มที่ครัวหลวงทำมาให้เหมือนกับว่าตัวเองนั้นได้ไปอยู่ในห้องครัวหลวงและลงมือทำด้วยตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

“ครัวหลวงมีพ่อครัวหลวงที่มีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นเลิศเลยเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวบอก ทำให้กุ้ยเฟยรู้สึกคันไม้คันมืออยากแสดงฝีมือด้านการทำอาหารของตัวเองจนเต็มแก่

“นี่….ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน จางกง รีบเอาพระโอสถมาให้ข้าเสวยเสียทีสิ จะได้รีบไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้เสียที”

“เพคะกุ้ยเฟย”

….หลังจากที่กุ้ยเฟยเสวยพระโอสถที่หมอหลวงให้ไว้เรียบร้อยแล้ว กุ้ยเฟยก็มีรับสั่งให้นางกำนัลตงเอ๋อร์ นางกำนัลอี๋เหวิน และขันทีจางกงพากันไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาปัดกวาดเช็ดถูตำหนักเย็นจนสะอาดสะอ้าดน่าอยู่มากขึ้น

เมื่อเสร็จสิ้น….กุ้ยเฟยปัดเศษฝุ่นจากมือและเสื้อผ้าของตัวเองออก เพราะเธอเองก็ได้ลงมือช่วยนางกำนัลและขันทีทำความสะอาดด้วย….กุ้ยเฟยมองรอบ ๆ ตำหนักด้วยใบหน้าชื่นมื่นนึกคิดถึงความสนุกที่อยากทำในสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยู่ดี ๆ เธอก็ได้มาอยู่ราวกับเป็นความฝัน

“กุ้ยเฟยเพคะ ทรงพักผ่อนสักหน่อยเถอะเพคะ กุ้ยเฟยต้องรักษาพระวรกาย ถ้าถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว หม่อมฉันจะปลุกกุ้ยเฟยมาเสวยพระกระยาหารนะเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวบอกด้วยความห่วงใย

“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ส่วนแผลที่คอเจ้าก็คอยทาพระโอสถเครื่องยาที่หมอหลวงได้ให้ไว้ก็เพียงพอแล้ว ไม่นานก็คงหายดี” กุ้ยเฟยพูดให้นางกำนัลและขันทีสบายใจและหายห่วง ก่อนที่จะเดินไปที่ห้องเครื่องของตำหนักอีกครั้ง นางกำนัลทั้งสองและขันทีจึงเดินตามไปอย่างสำรวม

“ห้องเครื่องของตำหนักนี้มีเพียงเครื่องครัวเก่า ๆ ไม่มีวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงอันใดเลย เฮ้อ….แบบนี้ก็น่าเบื่อแย่เลยสิ” กุ้ยเฟยพึมพำกับตัวเองพร้อมกับทำหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่นานก็ยิ้มออกมาเมื่อนึกคำพูดของนางกำนัลและขันทีได้ “แต่ว่า….พวกเจ้าบอกกับข้าว่าข้าสามารถปรุงอาหารที่ห้องเครื่องของตำหนักเย็นแห่งนี้ได้ หมายความว่าพวกเจ้าสามารถหาเครื่องครัว วัตถุดิบ และเครื่องปรุงมาให้ข้าได้ด้วยใช่หรือไม่”

“เอ่อ….เพคะกุ้ยเฟย พวกหม่อมฉันและจางกงจะพยายามหามาให้กุ้ยเฟยให้ได้เพคะ”

“ว่าแต่….กุ้ยเฟยต้องการสิ่งใดเหรอพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้ไปสรรหามาให้อย่างสุดความสามารถ” ขันทีจางกงรอถวายการรับใช้กุ้ยเฟยตาคำสั่งของท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยาง

“ที่นี่มีกระดาษหรือไม่”

“กุ้ยเฟยทรงหมายถึงกระดาษไช่หลุนใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ยุคนี้เรียกว่ากระดาษไช่หลุนสินะ….กุ้ยเฟยคิดในใจก่อนจะพยักหน้าตอบขันทีจางกง “อืม….ข้าหมายถึงสิ่งนั้นช่วยเอามาให้ข้าหน่อยนะจางกง”

“พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย กระหม่อมทูลลา” ขันทีโค้งตัวรับคำสั่งด้วยนอบน้อมก่อนจะเดินออกจากตำหนักเย็นไปเอากระดาษไช่หลุน พู่กันและหมึกมาให้กุ้ยเฟยตามที่ต้องการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เมื่อเข้ามาอยู่ในนิยายที่อ่านจบแล้ว ชีวิตของฉันก็หวานหมูเลยสิ
8.6
เมื่อโอฟีเลียลืมตาขึ้นในโลกนิยายที่เคยอ่านจบ เธอตัดสินใจขอลิขิตชีวิตใหม่เพื่อหลีกหนีจากจุดจบแห่งความตาย เป้าหมายเดียวของเธอคือการก้าวขึ้นเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในจักรวรรดิเพื่อความมั่นคงและสุขสบาย ทว่าแผนการใช้ชีวิตอันแสนราบรื่นกลับต้องสะดุดลง เมื่อจู่ๆ ท่านแม่ของเธอกลับพาตัวร้ายสุดอันตรายเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เส้นทางเศรษฐีนีของเธอจะวุ่นวายแค่ไหนเมื่อต้องอยู่ร่วมชายคากับตัวอันตรายเช่นนี้
หน้าปกนวนิยาย เว่ยซือหง สตรีเหนือชะตา
9.3
จากทายาทมาเฟียยุค 2000 สู่ร่างเด็กหญิงตัวน้อยในมิติสุดโหดที่กำลังล่มสลาย หงต้องเผชิญโลกที่ตัดสินทุกอย่างด้วยพลังปราณและธาตุอันแข็งแกร่ง แม้จะมีภารกิจกอบกู้โลกอันยิ่งใหญ่รออยู่ แต่ความทรงจำที่เลือนรางกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ นางต้องเริ่มต้นใหม่จากการปลูกผักประทังชีวิตไปพร้อมกับการกำจัดเหล่ามารร้ายที่รุกราน ท่ามกลางชะตากรรมที่เหมือนโดนสวรรค์กลั่นแกล้ง เจ๊ใหญ่จะนำพาความสามารถดั้งเดิมมาเอาชนะอุปสรรคและพลิกฟื้นโลกใบนี้ได้อย่างไร
หน้าปกนวนิยาย หลังแกล้งทำเป็นความจำเสื่อม เขาก็สูญเสียคู่ชีวิต
8.9
ไคอัน คู่ชีวิตเบต้าของฉันอ้างว่าสูญเสียความทรงจำหลังถูกหมาป่าทำร้าย เขาลืมเลือนว่าฉันกำลังตั้งครรภ์และหันไปหาเอเวลิน แกมม่าสาวที่เขาปักใจเชื่อว่าเป็นรักแท้ พร้อมดูแคลนว่าโอเมก้าอย่างฉันไม่คู่ควร เมื่อความรักพังทลาย ฉันจึงยอมยกเลิกพันธะเพื่อให้เขาได้สมหวัง ทว่าในวันที่ฉันเข้าพิธีแต่งงานกับราชาอัลฟ่าผู้เป็นคู่ชีวิตคนใหม่ ไคอันกลับมาทวงถามถึงลูกด้วยความคลุ้มคลั่ง ฉันจึงตอกกลับอย่างเย็นชาว่าเด็กคนนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
หน้าปกนวนิยาย ข้ามภพเจอความรัก
8.9
วิญญาณหญิงสาวผู้เยือกเย็นจากยุคปัจจุบันทะลุมิติมาสู่ร่างสตรีขี้โรคยุคโบราณ ชีวิตใหม่กลับเต็มไปด้วยขวากหนาม เธอต้องทนทุกข์จากบิดาที่หมางเมิน และต้องระวังตัวจากแม่เลี้ยงใจร้ายที่จ้องกลั่นแกล้งสารพัด ท่ามกลางความโดดเดี่ยวในโลกที่ไม่คุ้นเคย เธอจำต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้ ทว่าในจังหวะที่ชีวิตเหมือนไร้หนทาง ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ก้าวเข้ามาเป็นแสงสว่าง คอยเคียงข้างและช่วยพลิกเปลี่ยนชะตากรรมอันเลวร้าย การปรากฏตัวของเขานำพาเธอไปสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย ราตรีที่สิบกับราชาจิ้งจอก 与狐王的第十夜
7.9
เมื่อธิดาปักษาผู้มีความลับซ่อนเร้นได้รับความช่วยเหลือจากราชาจิ้งจอกผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและไร้ความปรานี ชีวิตของนางจึงตกอยู่ในอันตรายท่ามกลางความขัดแย้งที่แสนเปราะบาง นางตัดสินใจเสี่ยงอันตรายด้วยการหลอกลวงว่าตนเองเป็นเพียงนกธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น ทว่าภายใต้สายตาที่เฉียบคมของจอมราชัน การปิดบังตัวตนที่แท้จริงในครั้งนี้จะนำไปสู่โชคชะตาที่ยากจะคาดเดา หรือบทลงโทษที่นางไม่อาจหลีกหนีได้พ้นในท้ายที่สุด
หน้าปกนวนิยาย ซูเจิน นายหญิงแห่งพฤกษา
7.8
ซูเจิน นักพฤกษศาสตร์สาวผู้ใช้ชีวิตในห้องวิจัยมานาน ตัดสินใจอาสาเข้าร่วมทีมสำรวจป่าเหอหนานอันตรายที่เคยคร่าชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน แม้เพื่อนร่วมงานจะคัดค้าน แต่เธอก็เลือกเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเพื่อเก็บตัวอย่างพืชหายากในพื้นที่ลึกลับที่เทคโนโลยีล้ำสมัยยังเข้าไม่ถึง ทว่าในวันที่เจ็ดของการเดินทาง การค้นพบดอกไม้ประหลาดท่ามกลางป่าลึกกลับนำพาเธอไปสู่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เมื่อการสัมผัสเพียงครั้งเดียวทำให้เธอหมดสติไปพร้อมกับแสงสว่างปริศนาที่เปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาล