
กุ้ยเฟยที่ถูกลืม
ตอน 2
ปรับตัวในตำหนักเย็น
“แล้วทำไมฉะ เอ่อ....ข้าถึงมาอยู่ในตำหนักมืด ๆ แบบนี้ได้ล่ะ แล้วนี่ข้าเป็นอะไรทำไมรู้สึกเจ็บบริเวณลำคอมากมายเช่นนี้” กุ้ยเฟยถามพร้อมกับจับบริเวณลำคอของตัวเองแล้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“เอ่อ….ที่นี่คือตำหนักเย็นเพคะ และที่กุ้ยเฟยรู้สึกเจ็บบริเวณลำคอก็เพราะว่า….กุ้ยเฟยทรงอัตวินิบาตกรรมตัวเองเพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินก้มหน้าตอบคำถามกุ้ยเฟยไปตามความจริง
“นี่ข้า….ฆ่าตัวตายอย่างนั้นเหรอ” กุ้ยเฟยไม่เข้าใจว่าทำไมวิญญาณเดิมของร่างนี้เป็นถึงพระสนมของฮ่องเต้ มีข้ารับใช้มากมายถึงคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ ควรที่จะคิดหวงแหนชีวิตของตัวเองเสียมากกว่า
“เพคะ กุ้ยเฟยทรงอย่าทำเช่นนี้อีกเลยนะเพคะ หม่อมฉันหัวใจจะสลาย” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวอย่างวิงวอน
“หม่อมฉันด้วยเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าววิงวอนอีกเสียง
“กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยางชนะศึกสงครามกลับมาแล้วรู้ว่ากุ้ยเฟยทรงอัตวินิบาตกรรมตัวเอง ท่านแม่ทัพต้องเสียใจเป็นอย่างมากแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงพูดเสริมอีก ทั้งสามคนเป็นห่วงกุ้ยเฟยเป็นอย่างมาก จงรักภักดีมอบกายถวายชีวิตรับใช้ด้วยหัวใจ
“ข้าจะไม่มีวันทำเช่นนั้นอีกอย่างแน่นอน”
“ขอบพระทัยเพคะ” เจี่ยลี่อิงในร่างกุ้ยเฟยรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่ทั้งสามคนห่วงใยเธอมากมายถึงเพียงนี้ ปกติตอนที่เจี่ยลี่อิงมีชีวิตอยู่นั้นเธอไม่ค่อยมีเพื่อน ที่บ้านของเธอนั้นค่อนข้างเข้มงวด ตอนเรียนก็ให้เธอตั้งใจเรียนไม่ให้มีเพื่อน เมื่อถึงวัยทำงานเธอจึงติดนิสัยการทำอะไรด้วยความจริงจังและตั้งใจ และก่อนที่เธอจะเสียชีวิตนั้น เธอเครียดและอดนอนมาหลายคืนเนื่องจากต้องการเป็นเชฟมือทองของภัตตาคารหรูแห่งนั้นมาก การที่เธอทะลุมิติมาอยู่ที่ดีคงจะดีเหมือนกัน เธอจะได้เป็นอิสระจากความกดดันเสียที และได้ใช้ชีวิตใหม่ที่สวรรค์ลิขิตมาให้นี้เต็มที่ไปเลย
“ว่าแต่….ทำไมข้าถึงต้องมาอยู่ที่ตำหนักเย็นด้วยล่ะ” เจี่ยลี่อิงในร่างของกุ้ยเฟยถามด้วยความสงสัย เธอพอจะรู้ประวัติศาสตร์อยู่บ้างว่าตำหนักเย็นคือสถานที่ที่ใช้กักขังเหล่าฮองเฮา พระสนม และนางในที่กระทำความผิด
“เอ่อ….เป็นพระกระแสรับสั่งจากฮ่องเต้เพคะ ให้กุ้ยเฟยทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักเย็นจนกว่าท่านแม่ทัพพระบิดาของกุ้ยเฟยจะคว้าชัยชนะกลับมาจากการสู้รบในครั้งนี้เพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์อาสาตอบคำถามที่กุ้ยเฟยอยากรู้
“แล้วเมื่อไรกันล่ะ” เมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว กุ้ยเฟยก็มีใบหน้าเศร้าหมอง เพียงแค่คิดว่าชีวิตใหม่นี้ถูกริดรอนอิสระภาพอย่างไม่มีวันและเวลากำหนดที่แน่ชัด กุ้ยเฟยก็รู้สึกหมดสนุกไปอย่างทันที เพราะชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้น ถึงแม้จะกดดันแต่ก็ไม่เคยถูกกักขังเช่นนี้เลย
“ความสามารถของท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยางมีมากล้น หม่อมฉันมั่นใจว่าไม่นานเกินรออย่างแน่นอนเพคะ กุ้ยเฟยทรงอย่าร้อนพระทัยไปเลย เดี๋ยวหม่อมฉันนำเอาพระกายาต้มจากครัวหลวงมาถวาย เมื่อกุ้ยเฟยเสวยแล้ว จะได้เสวยพระโอสถที่หมอหลวงให้ไว้นะเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวบอก ก่อนจะทำความเคารพแล้วเตรียมจะเดินออกไป แต่กุ้ยเฟยเรียกนางกำนัลผู้นั้นเอาไว้ก่อน “ช้าก่อนตงเอ๋อร์”
“เพคะกุ้ยเฟย”
เสียงท้องของกุ้ยเฟยร้องขึ้นมา ก็นึกได้ว่าก่อนตายยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง นี่แสดงว่านางหมดแรงจนตายแน่ เมื่อเสียงท้องร้องดังนางก็นึกถึงการทำอาหารจึงเอ่ยถามนางกำนัลข้างตัว
“ข้าสามารถปรุงอาหารที่ตำหนักเย็นแห่งนี้ได้หรือไม่” ถึงแม้ว่าเจี่ยลี่อิงจะได้ชีวิตใหม่เป็นถึงกุ้ยเฟย แต่ทว่าการทำอาหารนั้นเป็นสิ่งที่นางโปรดปรานมากจนฝังอยู่ในเส้นเลือดไปเสียแล้ว ถ้าเธอไม่ได้ทำอาหาร โลกใบนี้คงมีแต่ความเศร้าหมองไม่มีความแช่มชื่นเบิกบานใจอีกต่อไปสำหรับเจี่ยลี่อิง
“ที่ตำหนักเย็นมีห้องครื่อง แต่มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรุงอาหารไม่มากนักและไม่มีพ่อครัวด้วยเพคะ เหล่าขันทีและนางกำนัลรับใช้ก็ไม่มี”
“ไม่มีก็ไม่เป็นไร ข้าจะเป็นคนครัวของตำหนักเย็นแห่งนี้เอง” กุ้ยเฟยยืดอกพูดด้วยความภาคภูมิใจในความสามารถด้านการทำอาหารของตัวเอง ซึ่งต่างไปจากกุ้ยเฟยคนเดิมก่อนที่จะคิดแขวนคอ ปกติกุ้ยเฟยไม่เคยสนใจเรื่องการทำอาหารเลยแม้แต่นิด
“เอ่อ….” นางกำนัลทั้งสองมองหน้ากันพลางอ้ำอึ้งเหมือนต้องการจะพูดอะไรแต่ไม่ยอมพูดเสียที กุ้ยเฟยจึงเอ่ยถามนางกำนัลทั้งสองเสียเอง “มีอะไรก็พูดมาสิตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน”
“กุ้ยเฟยจะเป็นคนครัวเองจริงหรือเพคะ กุ้ยเฟยเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แค่เย็บปักถักร้อยเป็น กิริยาวาจาสุภาพอ่อนหวาน มีมารยาท และนิสัยดีก็เพียงพอแล้วเพคะ เรื่องงานครัวปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนครัวและนางรับใช้ในห้องเครื่องดีกว่านะเพคะ”
“ข้าไม่ถนัดเรื่องเย็บปักถักร้อย ข้าถนัดปรุงอาหาร แล้วข้าจะทำให้พวกเจ้าได้กินด้วยนะ”
“เอ่อ….เป็นพระกรุณาเพคะ”
“เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสามกล่าวคำขอบคุณกุ้ยเฟยอย่างนอบน้อม ถึงแม้ว่าจะยังไม่มั่นใจเรื่องการทำอาหารของกุ้ยเฟยก็ตาม
“ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน พวกเจ้าทั้งสองพาข้าไปสำรวจทั่วทั้งตำหนักเย็นแห่งนี้หน่อยได้หรือไม่”
“ยามนี้เลยหรือเพคะ หม่อมฉันอยากให้กุ้ยเฟยทรงได้พักผ่อนก่อน เมื่อสักครู่นี้กุ้ยเฟยยังตรัสอยู่เลยว่าเจ็บแผลที่ลำคอ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวค้านอย่างเป็นห่วงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในใจก็รู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อยว่าจะถูกกุ้ยเฟยอาละวาดใส่
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว นี่….เห็นมั้ย ข้าเดินได้คล่องปรื๋อ” กุ้ยเฟยลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินไปเดินมาอย่างทะมัดทะแมงและคล่องแคล่ว ทำเอาผู้รับใช้ทั้งสามมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงง ปกติกุ้ยเฟยจะถือใจตนเป็นใหญ่ หากต้องการสิ่งใดแล้วใครหน้าไหนก็ห้ามขัด แต่ยามนี้กุ้ยเฟยกลับยอมเสียเวลาอธิบายให้นางกำนัลและขันทีผู้ต่ำต้อยเชื่อโดยที่ไม่อาละวาดออกมาเลยแม้แต่นิด
“นี่….ทำไมเงียบกันไปล่ะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ ไม่เห็นเหรอ” กุ้ยเฟยพยายามทำให้ผู้รับใช้ทั้งสามเชื่อให้ได้ ทั้งเดินทั้งกระโดด ทำทุกอย่างที่สตรีชั้นสูงไม่ปฏิบัติกัน จนนางกำนัลอี๋เหวินทนดูไม่ไหวรีบกล่าวห้าม “กุ้ยเฟยพอเถอะเพคะ หม่อมฉันเชื่อแล้ว”
“เย้….ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเจ้าก็พาข้าไปสำรวจตำหนักเย็นแห่งนี้ได้แล้วใช่หรือไม่” กุ้ยเฟยเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น เดินเข้าไปคว้ามือบางของตงเอ๋อร์และอี๋เหวินคนละข้าง จนนางกำนัลทั้งสองต้องรีบชักมือออกแล้วก้มหัวลงด้วยความตกใจ
“....เพคะกุ้ยเฟย”
นางกำนัลตงเอ๋อร์ นางกำนัลอี๋เหวิน และขันทีจางกงพากุ้ยเฟยเดินสำรวจตำหนักเย็นที่ทั้งมืดและเงียบสงัดแห่งนี้จนทั่ว เมื่อเดินสำรวจทั่วทั้งตำหนักแล้วกุ้ยเฟยคิดการใหญ่หลายอย่างด้วยความตื่นเต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ล้วนแล้วจะทำให้ตำหนักเย็นแห่งนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาทั้งนั้น
“ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน จางกง”
“เพคะกุ้ยเฟย / พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย”
“พวกเจ้าไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้ให้ทั่วจนสะอาดเอี่ยมอ่องทุกซอกทุกมุมเลยนะ” กุ้ยเฟยสั่งให้นางกำนัลทั้งสองและขันทีทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้ เพราะการที่จะฟื้นฟูตำหนักเย็นในด้านอื่น ๆ ได้นั้นต้องเริ่มจากการทำความสะอาดให้สะอาดน่าอยู่เสียก่อน
“กุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันขออนุญาตไปเอาพระกายาต้มที่ครัวหลวงมาถวายกุ้ยเฟยได้เสวยก่อนได้หรือไม่เพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวถาม กลัวว่ากุ้ยเฟยจะไม่ได้เสวยพระโอสถ ตั้งแต่กุ้ยเฟยฟื้นคืนสติขึ้นมาก็เอาแต่ตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้างจนลืมไปว่าตัวเองยังไม่แข็งแรงดี โดยที่สองนางกำนัลกับหนึ่งขันทีนั้นไม่รู้เลยว่าสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้านี้ไม่ใช่กุ้ยเฟยของพวกเขาตัวจริงอีกแล้วตลอดกาล
….กุ้ยเฟยทานข้าวต้มพลางพิจารณาในรสชาติทุกคำที่ตักเข้าปากจนหมดถ้วย “ข้ากินหมดแล้ว รสชาติใช้ได้เลยนะ เป็นรสชาติที่ปรุงได้พอดี รสไม่จัดมาก ซดได้คล่องคอ หอมกลิ่นควันไฟนิด ๆ เมื่อได้ทานแล้วรู้ได้ทันทีว่าผ่านกระบวนการทำที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก” กุ้ยเฟยสาธยายถึงรสชาติของข้าวต้มที่ครัวหลวงทำมาให้เหมือนกับว่าตัวเองนั้นได้ไปอยู่ในห้องครัวหลวงและลงมือทำด้วยตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
“ครัวหลวงมีพ่อครัวหลวงที่มีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นเลิศเลยเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวบอก ทำให้กุ้ยเฟยรู้สึกคันไม้คันมืออยากแสดงฝีมือด้านการทำอาหารของตัวเองจนเต็มแก่
“นี่….ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน จางกง รีบเอาพระโอสถมาให้ข้าเสวยเสียทีสิ จะได้รีบไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้เสียที”
“เพคะกุ้ยเฟย”
….หลังจากที่กุ้ยเฟยเสวยพระโอสถที่หมอหลวงให้ไว้เรียบร้อยแล้ว กุ้ยเฟยก็มีรับสั่งให้นางกำนัลตงเอ๋อร์ นางกำนัลอี๋เหวิน และขันทีจางกงพากันไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาปัดกวาดเช็ดถูตำหนักเย็นจนสะอาดสะอ้าดน่าอยู่มากขึ้น
เมื่อเสร็จสิ้น….กุ้ยเฟยปัดเศษฝุ่นจากมือและเสื้อผ้าของตัวเองออก เพราะเธอเองก็ได้ลงมือช่วยนางกำนัลและขันทีทำความสะอาดด้วย….กุ้ยเฟยมองรอบ ๆ ตำหนักด้วยใบหน้าชื่นมื่นนึกคิดถึงความสนุกที่อยากทำในสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยู่ดี ๆ เธอก็ได้มาอยู่ราวกับเป็นความฝัน
“กุ้ยเฟยเพคะ ทรงพักผ่อนสักหน่อยเถอะเพคะ กุ้ยเฟยต้องรักษาพระวรกาย ถ้าถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว หม่อมฉันจะปลุกกุ้ยเฟยมาเสวยพระกระยาหารนะเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวบอกด้วยความห่วงใย
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ส่วนแผลที่คอเจ้าก็คอยทาพระโอสถเครื่องยาที่หมอหลวงได้ให้ไว้ก็เพียงพอแล้ว ไม่นานก็คงหายดี” กุ้ยเฟยพูดให้นางกำนัลและขันทีสบายใจและหายห่วง ก่อนที่จะเดินไปที่ห้องเครื่องของตำหนักอีกครั้ง นางกำนัลทั้งสองและขันทีจึงเดินตามไปอย่างสำรวม
“ห้องเครื่องของตำหนักนี้มีเพียงเครื่องครัวเก่า ๆ ไม่มีวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงอันใดเลย เฮ้อ….แบบนี้ก็น่าเบื่อแย่เลยสิ” กุ้ยเฟยพึมพำกับตัวเองพร้อมกับทำหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่นานก็ยิ้มออกมาเมื่อนึกคำพูดของนางกำนัลและขันทีได้ “แต่ว่า….พวกเจ้าบอกกับข้าว่าข้าสามารถปรุงอาหารที่ห้องเครื่องของตำหนักเย็นแห่งนี้ได้ หมายความว่าพวกเจ้าสามารถหาเครื่องครัว วัตถุดิบ และเครื่องปรุงมาให้ข้าได้ด้วยใช่หรือไม่”
“เอ่อ….เพคะกุ้ยเฟย พวกหม่อมฉันและจางกงจะพยายามหามาให้กุ้ยเฟยให้ได้เพคะ”
“ว่าแต่….กุ้ยเฟยต้องการสิ่งใดเหรอพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้ไปสรรหามาให้อย่างสุดความสามารถ” ขันทีจางกงรอถวายการรับใช้กุ้ยเฟยตาคำสั่งของท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยาง
“ที่นี่มีกระดาษหรือไม่”
“กุ้ยเฟยทรงหมายถึงกระดาษไช่หลุนใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ยุคนี้เรียกว่ากระดาษไช่หลุนสินะ….กุ้ยเฟยคิดในใจก่อนจะพยักหน้าตอบขันทีจางกง “อืม….ข้าหมายถึงสิ่งนั้นช่วยเอามาให้ข้าหน่อยนะจางกง”
“พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย กระหม่อมทูลลา” ขันทีโค้งตัวรับคำสั่งด้วยนอบน้อมก่อนจะเดินออกจากตำหนักเย็นไปเอากระดาษไช่หลุน พู่กันและหมึกมาให้กุ้ยเฟยตามที่ต้องการ
คุณอาจจะชอบ





