
บ่วงร้ายพ่ายเสน่หา
ตอน 2
‘ทินกร นายเปลี่ยนไปมากจริงๆ’ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ มากจนเธอจำเขาแทบไม่ได้เลย ทุกอย่าง...มีเพียงแววตาคมกล้าของเขาเท่านั้นที่ยังรู้สึกคุ้นเคย
เขาเองก็จำเธอไม่ได้เหมือนกันในคราวแรก เพราะเธอใส่แว่นตาสีดำอันใหญ่อำพรางใบหน้าสวยๆ เอาไว้
“ใช่ผมเอง ขอบคุณที่ยังจำกันได้” เขาเอ่ยเสียงเรียบ เดาไม่ออกเลยว่าตนรู้สึกเช่นไรที่ได้พบกับเธอ
“นายมารับฉันเหรอ” หญิงสาวถามเหมือนไม่แน่ใจนัก
“อืม” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ พยักหน้าเล็กน้อย
“ไหนบอกว่าป้าภาจะมารับฉันไง ทำไมถึงกลายเป็นนายไปได้” หญิงสาวสงสัย เพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเจอทินกรรวดเร็วปานสายฟ้าแลบแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ และบอกตัวเองไม่ได้เลยว่ารู้สึกอย่างไร ตื่นเต้น ดีใจ เสียใจ หรือว่าเฉยๆ แต่เมื่อสบสายตาคมกริบของเขาก็ทำเอาเธอประหม่าไปบ้างเหมือนกัน
“บังเอิญผมมีธุระต้องเข้าเมืองพอดี เลยอาสามารับแทน เพราะถ้าจะให้ป้าภามารับคุณเองท่าทางจะลำบากคนแก่มากเกินไป เพราะต้องนั่งรถขึ้นเขาลงเขาตั้งนานกว่าจะถึงบ้าน” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
“ขอบคุณ” หญิงสาวเอ่ยสั้นๆ โดยไม่มองหน้าชายหนุ่มสักนิด
ไม่ใช่ว่าเธอไม่พอใจเขา แต่เพราะเธอกำลังรู้สึกประหม่าไม่กล้าสบตาคนตัวโตสูงใหญ่ตรงหน้านี่มากกว่า โดยเฉพาะสายตาที่มองเธออย่างสำรวจนั่นด้วย ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย รู้สึกขอบคุณแว่นตาดำนี่จริงๆ ที่มันอำพรางใบหน้าและดวงตาของเธอไว้ ไม่อย่างนั้นทินกรต้องรู้แน่เลยว่าเธอรู้สึกประหม่ามากแค่ไหน
ทินกรมีผิวสีแทนเพราะคล้ำแดด ยิ่งทำให้ชายหนุ่มดูคมเข้มหล่อเหลาสมชายชาตรี รูปร่างของเขาสูงใหญ่บึกบึนต่างจากเมื่อหลายปีก่อนลิบลับ พลอยไพลินไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กวัยรุ่นผู้ชายที่ผอมแห้งเมื่อก่อน จะกลายร่างมาเป็นเทพบุตรที่หล่อแบบเถื่อนๆ ชวนให้เธอใจเต้นได้มากมายถึงเพียงนี้
“นี่กระเป๋าเดินทางของคุณใช่มั้ย”
ร่างเพรียวบางสมส่วนพยักหน้า จากนั้นร่างหนาก็ย่อตัวยื่นมือไปคว้ากระเป๋าใบใหญ่ของหญิงสาวมาถือไว้และเดินนำหน้าหล่อนไปที่รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ของเขาโดยไม่พูดอะไรอีก
ขาเรียวที่สั้นกว่าชายหนุ่มก้าวตามแทบไม่ทันจนต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามสารถีหนุ่มไปคล้ายจะไม่เต็มใจสักเท่าไหร่นัก ที่เขาเป็นคนมารับเธอเองแทนที่จะเป็นป้านิภา
ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้าน พลอยไพลินตั้งใจมองทิวทัศน์สองข้างทางด้วยความเพลินเพลิน ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก เจริญขึ้นไปตามยุคตามสมัย
พลอยไพลินจำได้ว่าสมัยก่อน ก่อนที่เธอจะออกจากหมู่บ้านไป ถนนส่วนใหญ่ยังเป็นดินลูกรัง แต่ตอนนี้กลายเป็นถนนคอนกรีตเกือบทั้งหมด ป่าไม้บนภูเขาที่เคยหนาทึบเขียวขจีเมื่อก่อน บัดนี้ป่าไม้ล้อมรอบภูเขาแต่ละลูกบางลงไปมาก แต่ก็ถือว่ายังค่อนข้างสมบูรณ์อยู่เมื่อเทียบกับป่าไม้บางภาคของไทย
ทินกรเงียบไปตลอดทางขึ้นเขาขณะขับรถ เพราะไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับหญิงสาวดี วันเวลาที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานทำให้เกิดช่องว่างมากมาย แม้แต่คำถามว่าสบายดีไหม ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยมันออกมา ทั้งที่เขาเองก็อยากจะถามหล่อนเหมือนกัน
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา กับคำดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ไว้หน้าของเจ้าหล่อน ก็ทำให้ใบหน้าของโชเฟอร์หนุ่มเรียบตึงยิ่งกว่าเดิม บรรยากาศภายในรถจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด จนพลอยไพลินเป็นฝ่ายร้อนรนทนไม่ไหวต้องทำลายบรรยากาศที่เงียบงันราวกับป่าช้านั่นเสียเอง
“ท่าทางของนายเหมือนไม่ได้เต็มใจอยากจะมารับฉันสักนิด” เสียงหวานเอ่ยออกมาเหมือนจะน้อยใจ
“รู้ได้ยังไง”
“ก็นายหน้าบึ้งเป็นตูดเป็ดแบบนี้ จะให้ฉันคิดเป็นอื่นได้ยังไง นายคงถูกป้านิภาขอร้องให้มารับฉันสินะ”
พลอยไพลินคิดว่าใช่ วันนี้ป้าของเธออาจจะมีธุระด่วนที่สำคัญจึงได้ไหว้วานให้เขามารับเธอแทนก็เป็นได้ แต่แปลกที่ทำไมป้าของเธอถึงไม่ยอมโทรมาบอกเธอก่อนว่าจะให้ใครมารับ เพราะถ้าหากรู้ว่าเป็นเขา หล่อนก็คงจะหาทางกลับบ้านป้าภาของเธอเองยังจะดีเสียกว่า
“ก็แค่ไม่อยากให้คนแก่ลำบาก” เขาตอบออกไปแบบส่งๆ ไม่อยากบอกความจริงว่าเขาเองก็อยากจะเห็นหน้าดาราตกกระป๋องที่เคยด่าทอถากถางเขามาก่อนเหมือนกันว่า หล่อนจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน และจะรู้สึกเช่นไรที่เจอหน้าเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังเดาใจหล่อนไม่ออก เพราะแว่นตาสีดำอันใหญ่อำพรางความรู้สึกของดาราสาวไว้เป็นอย่างดี
“ไม่ใช่เพราะอยากจะมาสมน้ำหน้าฉันหรอกเรอะ ที่ตอนนี้ฉันตกอับจนต้องกลับมาบ้านนอกเพราะทนสู้หน้าใครไม่ได้ นายคงจะรู้สึกสะใจมากสินะ”
“เพราะอะไรคุณถึงคิดแบบนั้น” ร่างหนาไม่ตอบแต่กลับย้อนถามเธอแทน
“ก็เมื่อก่อนฉันเคยพูดจาดูถูกนาย” หล่อนตอบ
“จำได้ด้วยเหรอ” เขาถามเหมือนประชดเสียมากกว่า
แล้วบรรยากาศในรถก็เงียบลงอีกครั้งเมื่อทั้งสองต่างก็ย้อนนึกไปถึงวันวาน ที่ทั้งคู่ไม่เคยพูดจาดีๆ ต่อกันเลยสักครั้งที่เจอหน้า พลอยไพลินรู้สึกหวาดหวั่นในหัวใจแปลกๆ เมื่อคิดว่าทินกรอาจจะกำลังหาทางกลั่นแกล้งเอาคืนเธออยู่ก็เป็นได้
ความหวาดกลัวไม่ไว้ใจชายหนุ่มเริ่มครอบงำจิตใจ เมื่อนึกได้ว่านั่งรถมากับเขาสองต่อสอง และไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ ออกมาอีก เพราะกลัวว่าถ้าหากเขาไม่พอใจขึ้นมา เขาอาจจะหักคอเธอแล้วเอาหมกไว้ในป่าทึบบนเขานี่ก็ได้
เมื่อขับรถมาได้ครึ่งทาง ก้อนเมฆสีดำทะมึนตั้งเค้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และทำท่าจะคล้อยต่ำลงมาเรื่อยๆ จนความมืดเริ่มสยายปีกปกคลุมไปทั่วผืนป่าเมื่อแสงอาทิตย์ยามใกล้เที่ยงเริ่มเหือดหายเพราะถูกก้อนเมฆสีดำบดบังพระอาทิตย์ทั้งดวง ลมพายุแรงก็เริ่มโบกพัดมา พาต้นไม้น้อยใหญ่ปลิวไสวลู่ไปตามแรงลม
สายตาคู่สวยที่กำลังหวาดหวั่นภัยใกล้ตัวที่อยู่ในรถ กลับรู้สึกหวาดกลัวฟ้าฝนที่เหมือนจะร่วงหล่นลงมาอยู่รอมร่อ แสงฟ้าแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าสีเทาเข้มช่างดูน่ากลัวนัก ก่อนที่สายฝนเม็ดใหญ่จะกระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงฟ้าร้องครืนๆ แม้จะอยู่ในรถก็ยังได้ยิน ทำให้ร่างบางเริ่มมองหาที่พึ่ง และร้องวี้ดว้ายทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าคำราม
สองมือเล็กปิดหูก้มลงเพราะหวาดกลัวพายุฝนด้านนอกที่สาดซัด ทินกรมองร่างบางที่ออกอาการหวาดผวาแวบหนึ่งก่อนจะมองหาที่หลบฝนชั่วคราว เพราะเม็ดฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสายและหนาทึบจนมองแทบไม่เห็นทางข้างหน้าทำให้รถกระบะต้องค่อยๆ ขับลงไปตามไหล่เขาบนถนนที่ไม่ที่กว้างมากนักอย่างระมัดระวังและไม่ประมาท จนกระทั่งมองเห็นกระท่อมตรงหน้าที่อยู่ไม่ไกลมากนักลางๆ ชายหนุ่มจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมา ก่อนที่จะพารถคู่ใจขับเคลื่อนไปยังที่หมายอย่างปลอดภัย
พอรถจอดพลอยไพลินก็เงยหน้าขึ้นมาถามสารถีหนุ่มอย่างแปลกใจ
“นี่นายหยุดรถทำไม อย่าบอกนะว่ารถเสียน่ะ”
“นี่คุณ ไม่เห็นหรือไงว่าฝนมันตกหนัก ทางแทบมองไม่เห็น อีกอย่างก็กำลังขับรถลงเขา มันอันตรายเกินไป หรือว่าคุณจะขับเอง” เขาอธิบาย พร้อมกับหันมาถามคนข้างๆ อย่างรำคาญ
เพราะพลอยไพลินมัวแต่คิดหวาดกลัวเขา หวาดกลัวพายุฝนจนสมองหยุดทำงานชั่วคราวจึงไม่ทันคิดว่าขับรถลงเขาขณะที่ฝนตกหนักแบบนี้มันอันตรายมากแค่ไหน
“เห็นกระท่อมมั้ย เราจะพักที่นี่สักพักก่อน รอให้ฝนซาสักหน่อยแล้วค่อยไปต่อ อ้อ...แล้วปิดเครื่องมือสื่อสารด้วยล่ะ ฟ้าร้องฟ้าแลบแบบนี้เดี๋ยวมันจะผ่าเอาได้ ไม่เชื่อก็ตามใจนะ”
พูดจบร่างหนาก็เปิดประตูรถออก และวิ่งไปหลบฝนด้านในกระท่อม พลอยไพลินจึงเปิดประตูรถและวิ่งตามเขาเข้าไปด้านในกระท่อมบ้าง ซึ่งอยู่กลางป่าเขาพอดี แต่ทั้งสองก็เปียกปอนไม่น้อยกว่าจะวิ่งฝ่าฝนเข้ามายังกระท่อมหลังน้อยได้
ลมพัดแรงที่พัดเข้ามา กับละอองฝนที่สาดกระเซ็นทำเอาร่างบางต้องกอดร่างของตัวเองด้วยความหนาวสั่น และผวาเข้าหาร่างหนาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าผ่าฟ้าร้อง ในที่สุด ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มก็กลายเป็นที่เกาะยึดของหญิงสาวขี้ตื่นไปโดยปริยาย
สายตาคมที่ตอนนี้บรรยายไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร มองมายังร่างบางที่สั่นระริกเพราะความหนาวและหวาดกลัวผสมกันนิ่งงัน ขณะที่ใบหน้าสวยหวานซึ่งบัดนี้ไม่มีแว่นสีดำอันใหญ่มาอำพรางอีกต่อไปกำลังมุดอยู่ที่อกเขาราวกับลูกแมวแสนเชื่อง มันทำให้ร่างกายบางส่วนของชายหนุ่มตื่นตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
บรรยากาศฝนพรำแบบนี้ กับสาวสวยสองต่อสองมันช่างล่อแหลมและยั่วยวนอารมณ์หนุ่มให้แตกกระเจิดกระเจิงยิ่งนัก คิดไปไกลถึงต่อไหนโดยที่คนตัวเล็กบอบบางไม่อาจรู้เลย เพราะมัวแต่มุดหน้าหลบแสงฟ้าแลบแปลบปลาบและเสียงฟ้าร้องตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะเงยหน้าขึ้นมามองคนตัวสูงสักนิด
มือหนาสองข้างอยากจะโอบกอดร่างที่เปียกปอนนั้นหลายครั้งหลายคราหมายจะปลอบขวัญให้หายตกใจ แต่ก็ต้องลดมือลงข้างกายทุกครั้งเพราะกำแพงบางๆ ที่กางกั้นไม่ให้เขาแสดงความรู้สึกห่วงใยนั้นออกมา
พลอยไพลินไม่ใช่สาวโสด หล่อนมีคนรักแล้ว เขาไม่ควรที่จะรู้สึกอะไรกับหล่อน ความรู้สึกทางกายอาจเกิดขึ้นได้ แต่ความรู้สึกของหัวใจไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่ๆ ตอนนี้ดาราสาวคงไม่รู้ว่าฐานะของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
หากหญิงสาวรู้ว่าเขาไม่ได้จนซอมซ่อเหมือนเมื่อก่อนหล่อนจะทำหน้ายังไง แต่ในใจลึกๆ เขายังไม่อยากให้พลอยไพลินรู้ฐานะของเขาเลย เขาอยากจะรู้ว่าผู้หญิงหยิ่งจองหองอวดดีเมื่อก่อน จะยังปากร้ายเย่อหยิ่งมาจนถึงตอนนี้หรือเปล่า
และเวลานี้ชายหนุ่มก็เชื่อว่า หญิงสาวที่กำลังซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาก็คงกำลังคิดว่าเขายังจนอยู่เช่นเดิมเป็นแน่ คิดมาถึงตรงนี้ทินกรก็อยากจะลองใจหล่อนดูบ้างเช่นกัน
อยากจะรู้นักว่าถ้าผู้ชายจนๆ ในความคิดของเธอแตะต้องตัวเธออย่างที่คลิปวีดีโอม้วนนั้นที่เขาเห็น หล่อนจะปฏิเสธและจะแสดงท่าทางรังเกียจมากแค่ไหน จะด่าทอดูถูกเหยียดหยามเขาอย่างไรบ้าง คิดพลางมือหนาก็ยกขึ้นมาบีบแขนกลมกลึงเบาๆ
ร่างบางรู้สึกตัว ว่ามือหนาที่บีบแขนของเธอเบาๆ นั้นกำลังเคลื่อนไปตามแผ่นหลัง ส่งผลให้ใบหน้าที่ซุกซบอยู่กับอกกว้างค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตาที่เริ่มร้อนดั่งเปลวไฟของเขาทีละน้อย หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ ลืมความหวาดกลัวฟ้าฝนไปชั่วขณะ เมื่อสบตาหยาดเยิ้มลามเลียนั่น
ใบหน้าคมคร้ามกำลังก้มต่ำลงมาช้าๆ หมายจะครอบครองริมฝีปากบางอิ่มที่เผยอเล็กน้อยอย่างลืมตัวนั่น อยากจะรู้ว่ามันจะให้ความรู้สึกหอมหวานสักปานใด แต่ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะชิดติดกัน เสียงหวานที่เต็มไปด้วยความประหม่าหวาดหวั่นก็แทรกขึ้น
“นะ...นายจะทำอะไร” เสียงถามรัวเร็ว ถามเขาพร้อมสายตาไหวระริกเล็กน้อยก่อนที่จะออกอาการต่อต้านขัดขืนเมื่อร่างสูงไม่ตอบ แต่กลับกระชับร่างบางเข้าหาอกแกร่งแนบชิดมากยิ่งขึ้น
สายตาหวาดหวั่นดึงดูดให้เขาอยากสัมผัสและค้นหาเธอมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าหล่อนจะไม่ประสาว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร หล่อนก็แค่แกล้งถาม เล่นตัวไปตามบทบาทดาราดัง แกล้งทำตัวไร้เดียงสา นี่ถ้าหากเธอรู้ว่าเขาร่ำรวยเป็นร้อยๆ ล้าน หล่อนคงจะไม่คิดต่อต้านเขาสินะ คิดพลางใบหน้าคมคร้ามก็ก้มต่ำลงมาอีก
“อย่านะ! นายคิดจะทำอะไร” เธอถามเขาเสียงสั่นๆ ไม่รู้ว่าสั่นเพราะหนาวหรือว่าเพราะกลัวเขาจับจิต
“ก็กำลังจะบอกอยู่นี่ไง”
มือเล็กก็พยายามผลักไสยันอกแกร่งออกห่างแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อริมฝีปากหยักได้รูปยังคงโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนลมหายใจของเขารินรดใบหน้าที่เริ่มแดงซ่านของเธอ พาให้หัวใจของพลอยไพลินเต้นโครมครามแข่งกับเสียงฟ้าร้องด้านนอก
“อื้อ นี่นาย อย่าทำแบบนี้นะ!” ร่างเล็กดิ้นรนสุดชีวิตเมื่อริมฝีปากอิ่มบางสีกุหลาบที่เริ่มซีดเล็กน้อยเพราะความเหน็บหนาวเริ่มถูกรุกรานลึกซึ้งมากขึ้น
ทินกรใช้กำลังและชั้นเชิงที่เหนือกว่า สยบแมวสาวที่ออกกำลังข่วนเขาสุดฤทธิ์จนหล่อนแพ้ราบคาบ เมื่อลิ้นร้อนสอดลึกเข้าไปในโพรงปากและไล่ต้อนเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กที่คอยแต่จะหลบหนีเขาได้สำเร็จ
ชายหนุ่มได้ลิ้มรสริมฝีปากของคนในอ้อมกอดเนิ่นนาน รับรู้แล้วว่าหล่อนหอมหวานมากแค่ไหน เขาจึงไม่อาจถอดถอนริมฝีปากออกได้โดยง่าย จนร่างบางตัวอ่อนระทวย ชายหนุ่มจึงต้องกอดประคองร่างหญิงสาวเอาไว้แนบแน่น
พลอยไพลินอยากจะต่อต้านใจแทบขาด แต่ก็ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมด ทินกรจูบดูดดื่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งคนตัวเล็กเริ่มดิ้นอึกอักชายหนุ่มก็เหมือนจะรู้ว่าหล่อนแทบขาดอากาศหายใจจึงได้ผละออกเล็กน้อย เพื่อต่อลมหายใจให้หญิงสาวอีกนิดก่อนที่จะครอบครองความหอมหวานนั้นอีกครั้งอย่างไม่รู้จักอิ่ม
รสชาติของหล่อนเหมือนสิ่งเสพติด เสพแล้วก็อยากเสพอีก ยิ่งเสพก็ยิ่งมึนเมาอยากทดลองมากกว่านั้น มือหนาที่ไวเท่าความคิด ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังนุ่ม ก่อนที่จะวกกลับมากอบกุมความนุ่มหยุ่นเต่งตึงตรงหน้าอย่างย่ามใจ ในขณะที่ร่างกายของหล่อนไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน
ร่างบางผวาเฮือกเมื่อถูกมือหนาบีบเคล้นทรวงอกอวบอัด หญิงสาวจึงพยายามใช้สติเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่คิดทบทวนว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเขารุกรานไปมากกว่านี้ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายผลักร่างแข็งแกร่งดุจกำแพงออกเต็มแรง จนร่างใหญ่ถึงกับเซถลาเล็กน้อย
เผียะ!!
เสียงของฝ่ามือเล็กประทับลงไปบนใบหน้าสากระคายนั้นสุดแรง จนมันเกิดรอยปื้นแดงของนิ้วทั้งห้าขึ้นทันตา
ทินกรอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าแม่แมวน้อยที่แสนเชื่องเมื่อครู่ ไฉนจึงได้กลายร่างเป็นแม่เสือสาวที่คิดจะต่อต้านเขาได้รวดเร็วแบบนี้ ก็เห็นอยู่ว่าหล่อนท่าทางเหมือนจะคล้อยตามเขาไปด้วยซ้ำ สายตาคมเข้มที่ยังเต็มไปด้วยเพลิงพิศวาสมองใบหน้าแดงปลั่งนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“คนเลว! ฉันไม่น่าไว้ใจให้นายรับฉันขึ้นรถมาด้วยเลย ถ้ารู้ว่านายจะเป็นคนเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ ฉันยอมนั่งรถสองแถวกลับบ้านยังจะดีเสียกว่า เสียแรงที่ป้านิภาไว้ใจให้นายมารับฉัน แต่ฉันลืมไปว่านายคงจะแค้นฉันมากจนอยากจะกลั่นแกล้งฉันให้ได้อับอาย นายถึงได้ทำกับฉันแบบนี้ สะใจแล้วใช่มั้ยที่เอาคืนฉันได้”
ร่างบางเริ่มน้ำตาคลอเมื่อรู้สึกตัวว่าแพ้ เวลานี้เธอจะเอาชนะเขาได้อย่างไรหากเขาคิดจะทำร้ายเธอหรือข่มขืนเธออตรงนี้จริงๆ
พลอยไพลินไม่กล้าแม้แต่จะด่าทอเขาด้วยถ้อยคำเจ็บๆ อีก เพราะกลัวสายตาของเขาที่มองจ้องมา หลังจากที่เธอตบเขาไปฉาดใหญ่สุดแรงเกิด ทั้งที่เพิ่งทำร้ายเขาไปหมาดๆ แต่ตัวเธอกลับสั่นไหวขึ้นมาอย่างหวาดกลัว กลัวว่าทินกรจะโมโหจนกระโจนข่มขืนเธอในกระท่อมร้างหลังนี้ โดยร้องขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ได้
ร่างเล็กเริ่มถอยห่างออกไปอย่างน่าสงสาร และดูเหมือนราชสีห์หนุ่มจะรู้เท่าทันความคิดของเธอ หัวใจของเขาจึงอ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว แต่ปากกลับพูดไปอีกอย่าง
“นี่คุณ ไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นก็ได้นะ ผมไม่คิดจะข่มขืนคนที่มีผัวแล้วอย่างคุณหรอก เมื่อกี้ก็แค่อารมณ์มันพาไป ก็ตัวคุณเปียกฝนจนผมเห็นอะไรๆ ที่มันยั่วตายั่วใจก็เลยเกิดอารมณ์ขึ้นมาเท่านั้น ผมไม่ได้นึกพิศวาสคุณหรอก อีกอย่างเมื่อกี้คุณก็ให้ท่าผมซะขนาดนั้น ใครจะอดใจไหว คราวนี้ก็พยายามอยู่ห่างๆ ผมก็แล้วกัน”
ผู้ชายที่เกือบกลายร่างเป็นอสูรบ้ากามพูดออกมาซะยาวเหยียดเพื่อปัดความรู้สึกของตัวเอง และเพื่อพูดให้กวางสาวหายตื่นกลัว
พลอยไพลินไม่เถียงเขาสักคำ และพยายามนึกภาพตามที่ชายหนุ่มบอก ใช่สิ...เมื่อครู่เธอกอดเขา ซบหน้าลงกับอกเขาแนบแน่นซะขนาดนั้น และร่างกายเปียกปอนของเธอก็อยู่ในสภาพล่อแหลมเต็มที ผู้ชายคนไหนเห็นก็คงจะเกิดอารมณ์ตามที่เขาบอก บางทีเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ก็ได้ พยายามคิดแบบนางเอกแล้วนะ
แต่เธอไม่คิดจะให้ท่าเขาสักหน่อย ดวงตาคู่สวยจึงขุ่นขวาง
ทว่ายังไงหญิงสาวก็ยังไม่ไว้ใจชายหนุ่มอยู่ดี ผู้ชายยังไงก็เป็นผู้ชายอยู่วันยังค่ำ ไว้ใจได้เสียที่ไหน พอคิดได้หญิงสาวจึงเดินไปหยิบไม้ท่อนหนึ่งมากำไว้ หากเมื่อไหร่ที่เขาคิดจะรังแกเธออีก เมื่อนั้นหัวของเขาจะต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แน่
ใบหน้าหล่อเหลามองไปทางกวางสาวที่ระแวดระวังภัยด้วยสีหน้ายิ้มๆ นี่หล่อนไม่ไว้ใจเขามากขนาดนั้นเชียวหรือ มันก็น่าไว้ใจอยู่หรอกนะ ในเมื่อเขาเพิ่งจะรังแกเธอไปหมาดๆ ก็สมควรที่หล่อนจะไม่ไว้ใจ ชายหนุ่มคิด
เกือบสองชั่วโมงผ่านไปที่เธอกับเขาติดฝนอยู่ด้วยกันในกระท่อมร้างกลางป่าเปลี่ยว ลมที่พัดมากระทบผิวกายช่วยทำให้เสื้อผ้าที่เปียกปอนเริ่มแห้งเหือด เสียงฟ้าร้องหายไปแล้วเหลือเพียงเม็ดฝนเล็กๆ ที่เริ่มซาลงเท่านั้น ทินกรจึงชวนคนที่ทำตัวลีบอยู่ในกระท่อมออกเดินทางต่อ
สีหน้าและแววตาของเขากลับมาปกติเหมือนเดิมราวกับว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างกับพลอยไพลินที่ยังพกขอนไม้ติดตัวขึ้นมาบนรถ พร้อมเสมอที่จะทุบตีเขาหากชายหนุ่มเกิดมีอารมณ์ขึ้นมาอีก
สายตาคมกริบหันมามองคนข้างๆ เป็นระยะ บางครั้งก็แอบยิ้มที่มุมปาก เมื่อนึกขำคนขี้ตื่นกลัวและระแวงภัยอยู่ตลอดเวลาจนไม่คิดที่จะหลับตาเอนหลังนอนพักผ่อน ทั้งที่หล่อนก็นั่งรถจนเมื่อยขบมานานหลายชั่วโมง
แต่บางครารอยยิ้มของคนเจ้าเล่ห์ก็แฝงความหมายบางอย่างเมื่อนึกถึงรสจุมพิตที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ระหว่างหล่อนกับเขา ทินกรไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่ผ่านมือชายมาแล้วอย่างพลอยไพลินจะยังคงหอมหวานปานน้ำผึ้ง ให้ความรู้สึกอยากจะลิ้มลองรสชาติของมันให้ลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก
“อีกนานมั้ย กว่าจะถึง” เพราะจากบ้านเกิดไปนาน ทำให้พลอยไพลินจำทางที่กลับเข้าบ้านของตัวเองไม่ค่อยได้ ไม่รู้ว่าเวลานี้รถกำลังแล่นอยู่ที่จุดไหน หมู่บ้านอะไร เพราะถนนหนทางดูเปลี่ยนไปเยอะมาก
ทางเดินที่เป็นดินเลนเมื่อก่อน กลายเป็นถนนคอนกรีตไปเกือบตลอดเส้นทาง ร้านค้าขายของมากมายงอกเงยขึ้นราวกับดอกเห็ด ต้นไม้ข้างทางที่หนาทึบก็ถูกตัดโค่นเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย
“อีกประมาณชั่วโมงหนึ่งก็ถึงแล้ว คุณหิวหรือยังล่ะ จะได้แวะกินอะไรก่อนค่อยเดินทางต่อ”
“ไม่ดีกว่า ฉันอยากกลับไปหาป้าภาเร็วๆ เมื่อยจะแย่ อีกอย่างฉันก็ยังมีซาลาเปาเหลืออีกลูกหนึ่ง กินนี่รองท้องก่อนก็ได้”
ทินกรพอจะเดาออกว่าพลอยไพลินคงไม่อยากนั่งรถกับเขานานเกินไป และคงอยากจะไปให้พ้นๆ หน้าเขาไวๆ ดูสีหน้าและแววตาของหล่อนก็รู้
แต่พอขับรถไปต่ออีกครึ่งชั่วโมง ร่างบางที่คอยระวังภัยให้ตัวเองมาตลอดทางก็ผล็อยหลับไปเสียดื้อๆ ขอนไม้เท่าข้อแขนเล็กของเจ้าตัวที่ถือไว้อย่างดิบดีก็ร่วงหล่นลงไปใต้เบาะนั่ง ใบหน้าสวยอิงแอบไปกับพนักพิงอย่างอ่อนล้า
โชเฟอร์จำเป็นหันมามองอย่างความเอ็นดูเพียงชั่ววูบ ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะอันตรธานหายไปเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของหล่อนดังขึ้น และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมารับสาย ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะเสียมารยาทกดรับสายที่โทรเข้ามานั้นแทน คิดแล้วก็โมโหที่หล่อนไม่ยอมปิดเครื่องมือสื่อสารตามที่เขาบอก ดีนะที่ฟ้าไม่ผ่าลงมาหากใครโทรเข้ามาเวลาที่ฝนตกฟ้าร้อง
“สวัสดีครับ” ทินกรกรอกเสียงนุ่มไปตามสาย โดยไม่ทันมองหน้าจอมือถือว่าใครกันที่โทรเข้ามา แต่แล้วเสียงทางปลายสายก็ขาดหาย เพราะไม่มีสัญญาณ ชายหนุ่มจึงฉวยโอกาสมองชื่อเบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามาเมื่อครู่อย่างอยากรู้
“บรมจักร” ชายหนุ่มพึมพำชื่อนั้นเบาๆ และเขาก็จำได้
ที่แท้ก็แฟนหนุ่มไฮโซของหล่อนนั่นเองที่โทรเข้ามา คงเป็นห่วงกันมากสินะ สงสัยคงติดต่อหลายทีแล้วแต่ไม่มีคลื่น เพราะสัญญาณโทรศัพท์บนเขาไม่ค่อยจะมี และไม่ชัดมักขาดๆ หายๆ ยิ่งบรรยากาศมืดฟ้ามัวฝนแบบนี้ น้อยนักที่จะโทรหากันได้ ชายหนุ่มยิ้มเยาะในใจ ที่ฝ่ายนั้นโทรติดต่อแฟนสาวไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้พอใจนักหนา
ประมาณสี่สิบนาทีต่อมาคนที่กำลังหลับปุ๋ยก็งัวเงียตื่นขึ้นมา เมื่อทินกรเผลอขับรถตกหลุมขนาดใหญ่กลางฟุตบาท จนทำให้ร่างบางที่นอนได้งีบหนึ่งสะดุ้งตื่น และเส้นทางที่สารถีหนุ่มขับรถไปยังหมู่บ้านที่เธอเริ่มคุ้นตา ก็ทำให้ม่านตากลมโตขยายกว้างมากขึ้นเพื่อกวาดมองไปตามสองข้างทางที่เปลี่ยนไปมาก แต่เธอก็พอจะจำได้ลางๆ เพราะมันเป็นเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้านของเธอเอง
“ใกล้ถึงแล้วหรือนี่” หญิงสาวพึมพำออกมาเบาๆ เมื่อรถกระบะคันใหญ่เลี้ยวเข้าไปในตัวอำเภอ และกำลังจะผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้เก่าๆ บ้าง เป็นบ้านปูนทั้งหลังบ้าง และอีกไม่กี่หมู่บ้านก็จะถึงคุ้มแสงตะวันแล้ว
“เมื่อกี้แฟนของคุณโทรมา” คนข้างๆ เหมือนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ มากกว่าต้องการจะบอกให้คนข้างๆ รับรู้
“แฟนฉัน ใคร คนไหน” เพราะเพิ่งตื่นทำให้หญิงสาวถามชายหนุ่มออกไปอย่างงงๆ
“อ้อ คงมีแฟนหลายคนสินะ ถึงไม่รู้ว่าแฟนคนไหนโทรมา จะบอกให้ก็ได้ ก็แฟนคุณที่อยู่ในคลิปโป๊นั่นไงที่โทรมา” เขาตอบโดยที่ไม่หันมามองหน้าหญิงสาวข้างกายด้วยซ้ำ
ร่างบางกะพริบตาปิบๆ เพื่อทบทวนคำพูดของเขา นี่ทินกรกำลังเหน็บแนมเธออยู่ใช่มั้ย ว่าเธอมีแฟนหลายคนจนจำไม่ได้ เขารู้ว่าเป็นบรมจักรที่โทรเข้ามา แสดงว่าเขาถือวิสาสะแอบกดรับสายโทรศัพท์ของเธอตอนที่เธอเผลอหลับไปสินะ ช่างไร้มารยาทที่สุด!
“นี่นายแอบกดรับสายมือถือของฉันเหรอ คนไม่มีมารยาท” เธอต่อว่าเขาด้วยสายตาเอาเรื่อง
“ก็คุณไม่กดรับเองนี่ ผมรำคาญก็เลยรับแทน นายบรมจักรนั่นคงห่วงแฟนตัวเองน่าดูสินะ ถึงได้โทรมาถามข่าวคราว”
“เขาไม่ใช่แฟนฉัน” หญิงสาวเถียงทันควันด้วยความโมโห หล่อนไม่มีวันเอาผู้ชายเลวๆ คนนั้นมาทำแฟนเด็ดขาด แม้แต่ความเป็นเพื่อนก็จะไม่มีให้ แต่คนข้างๆ กลับตีความหมายไปอีกอย่างอย่างน่าโมโห
“อ๋อไม่ใช่แฟน แต่เป็นผัวสินะ”
“นี่นาย อย่างพูดจาหยาบคายแบบนี้กับฉันนะ ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้น!” หล่อนตวาดแหวจนทินกรงุนงงว่าพลอยไพลินจะโมโหอะไรมากมายกับการที่เขาบอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นสามีของเธอ
หรือความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ต้องการให้ใครรับรู้หรืออย่างไร หรือว่าผู้ชายไฮโซคนนั้นอาจจะมีคนรักหรือมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว แต่คิดอยากจะมีดารานางเอกสาวไปเป็นเมียน้อยเมียเก็บตามประสาหนุ่มไฮโซที่รวยล้นฟ้า ที่อยากหาสาวๆ สวยๆ มาประดับกายเยอะๆ และพลอยไพลินก็คงจะชอบความหรูหราฟุ่มเฟือยจนยอมตกไปเป็นเมียลับๆ ของนายบรมจักรนั่นสินะ
แต่ทั้งคู่คงจะสนุกกันจนเกิดเหตุจนมีคลิปวีดีโอฉาวออกมาให้คนเกือบทั่วประเทศได้เห็น จนต้องระเห็จออกจากเมืองกรุงมุ่งสู่บ้านนอกเพื่อหลบหน้านักข่าวชั่วคราว ทินกรคิดเองและสรุปเอาเองเสร็จสรรพ ตามข่าวที่เขาได้เห็นและได้อ่าน
ร่างบางโมโหจัดที่ทินกรพูดจาดูถูกเธอ นี่เขาคงเชื่อสินะว่าไอ้คลิปวีดีโอบ้าๆ นั่นคือตัวเธอจริงๆ ถ้าหากผู้ชายคนนี้เชื่อตามนั้นแล้วคนครึ่งค่อนประเทศที่ได้อ่านได้เห็นจะไม่เชื่อตามเขาหรอกหรือ คิดแล้วหญิงสาวจึงรู้สึกอับอายขึ้นมาอีก แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม
มือเล็กหยิบแว่นตาสีดำอันเดิมขึ้นมาสวมพรางใบหน้าสวยสดนั้นอีกครั้งเมื่อรถกระบะขับเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้าน จนเกือบจะถึงหน้าบ้านของเธอที่เคยอาศัยอยู่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของทินกรไปสามหลัง บัดนี้กลายเป็นร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่กินเนื้อที่กว่าเกือบสิบไร่
แล้วคุณยายกับป้าภาของเธอย้ายไปอยู่ที่ไหนเสีย นางเอกสาวสงสัย
ทินกรหันมาเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของคนข้างๆ ก็อยากจะอธิบาย แต่คงต้องอธิบายและตอบคำถามกันยาว รอให้พลอยไพลินกลับไปถึงบ้านของป้านิภาที่ไร่แสงตะวันของเขาก่อนแล้วกัน แล้วป้านิภาของเธอก็คงจะอธิบายให้หลานสาวของนางเข้าใจเอง
“นี่นาย นี่มันร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างของใคร แล้วป้าภากับคุณยายพวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหนกัน” พลอยไพลินอดไม่ได้ที่จะถามคนข้างๆ
“อีกนิดเดียวก็จะถึงบ้านป้าภาของคุณแล้วล่ะ เอาไว้พอถึงบ้านแล้วคุณค่อยถามป้าภาเอาเองก็แล้วกัน”
คนอยากรู้เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ สายตาก็มองออกไปนอกรถตลอดการเดินทาง
จนกระทั่งรถกระบะคันใหญ่เลี้ยวเข้าไปจอดในไร่ส้มแสงตะวัน ดาราสาวก็มองอย่างงงๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสถามทินกรเพราะเขากำลังคุยโทรศัพท์ จึงได้แต่เดินตามร่างสูงไปจนพบคนที่มายืนรอรับเธอถึงสองคนพร้อมๆ กัน ก็คือคุณยายจันทร์กับป้านิภาของเธอนั่นเอง
พลอยไพลินถอดแว่นตาออก พร้อมกับเข้าไปกอดคุณยายจันทร์และป้านิภาของเธอสลับกันไปมา สองป้ายายรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นหน้าหลานสาว หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานเกือบสิบสองปีเต็ม ทั้งสองฝ่ายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันด้วยความคิดถึง รอยยิ้มที่ประทับบนใบหน้าของแต่ละคนบ่งบอกว่าพวกเขาดีใจมากแค่ไหนที่ได้พบหน้ากัน
เป็นครั้งแรกที่ทินกรมองเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าหมดจดนวลผ่องของพลอยไพลิน แม้ว่าเธอจะอดหลับอดนอนเพราะเดินทางมาไกล แต่ความสวยของหล่อนก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ทว่าสายตาชื่นชมของชายหนุ่มก็กะพริบหายไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับมีแววเฉยชาเข้ามาแทนที่เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
‘ก็คงจะสวยแต่รูป’ ทินกรเหยียดยิ้มตรงมุมปาก มองอดีตนางเอกสาวที่เคยดังอย่างหมิ่นๆ
คงเพราะเขากดรับโทรศัพท์ของผู้ชายคนนั้นความไม่ชอบใจจึงเกิดขึ้น แต่ชายหนุ่มก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารสจูบของหล่อนหอมหวานมากแค่ไหน แล้วสักครู่เขาก็ตะโกนบอกลาทุกคนก่อนที่จะขับรถกลับออกไปทำงานในไร่ของตนเอง โดยที่ไม่รอการขานรับจากนางนิภาที่ร้องเรียกเขาตามหลัง
“อ้าว พ่อเลี้ยงทิน ไปเสียแล้ว เลยไม่ได้ขอบคุณเลย” นางนิภาหันไปร้องเรียกหมายจะขอบคุณที่ทินกรอุตส่าห์ขับรถไปรับและมาส่งหลานสาวของนางจนถึงที่บ้าน ขณะที่ทุกคนก็หันไปมองท้ายรถที่แล่นออกไปไกลลิบตา
คุณอาจจะชอบ





