
หย่าทวงแค้น
ตอน 3
หนึ่งเดือนก่อนหน้า
เสียงมือถือดังขึ้น ทำให้รมินตาที่กำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงรอบเย็นของโรงแรมให้กับลูกค้า VIP เดินไปหยิบขึ้นมา ก่อนพบว่าเป็นเลขาของ คุณพ่อโทรมา “คุณอำพล มีอะไรหรือคะ”
“ท่านประธานครับ เมื่อครู่ท่านเป็นลมล้มหมดสติที่ห้องประชุมครับ”
“ว่ายังไงนะคะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“ผมโทรเรียกรถพยาบาลแล้วครับ คิดว่าอีกสิบนาทีน่าจะถึง”
รมินตาวิ่งไปอย่างรวดเร็วจนเท้าแทบไม่ติดพื้น เมื่อเปิดประตูก็พบว่ามีรถฉุกเฉินมาจอดหน้าโรงแรมแล้ว สีหน้าเธอร้อนใจมากขณะถามปลายสายไป
“คุณวินเขาอยู่ไหม”
“คุณวินอยู่ด้วยครับ ตอนนี้กำลังดูท่านอยู่”
“รู้แล้ว ฉันจะรีบไป” หญิงสาวเร่งเท้าไปอย่างรวดเร็ว หันมองทางเดินบันไดหนีไฟก็รีบวิ่งขึ้นไปเพื่อไปให้ถึงห้องประชุม ในใจตอนนั้น ของเธอแทบจะเดินไม่ไหว หัวใจแทบจะหยุดเต้นได้ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าคุณพ่อจะได้รับอันตราย
เมื่อขึ้นไปถึงก็วิ่งเข้าไปในห้องประชุม พบว่าคณะกรรมการที่อยู่ ในนั้นต่างขยับไปชิดมุมขวาเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทสะดวกสำหรับคนป่วย รมินตาหน้าตาตื่นกลัว วิ่งมาแล้วจับมือเย็นเฉียบเอาไว้แน่น
“พ่อเป็นอย่างนี้ได้ยังไงคะวิน” ปกติแล้วโรคประจำตัวของพ่อ จะได้รับการตรวจสม่ำเสมอ ยาที่กินก็ไม่เคยขาด แต่สีหน้าพ่อตอนนี้ซีดจน น่ากลัว ลมหายใจรวยริน
“ผมก็ไม่ทราบ จู่ๆ ท่านก็ล้มลงไป” เสียงดังด้านนอกทำให้ธาวิน เงยหน้าขึ้นมอง แล้วเข้าไปประคองภรรยา “คุณปล่อยให้คุณหมอทำงานก่อน”
หมอรีบเข้ามาตรวจชีพจร เมื่อเห็นว่าลมหายใจอ่อนก็รีบให้ออกซิเจนก่อนจะพาคนป่วยขึ้นเปลนอน รมินตาเดินตามติด ในใจตอนนั้นกระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข หากแต่ธาวินกลับช่วยอยู่เป็นเพื่อน และปลอบเธอไม่ให้กังวลเกินไป
“ถึงมือหมอแล้ว คุณพ่อจะต้องไม่เป็นอะไรครับ คุณอย่ากังวลเลย”
รมินตาหันมองสามี จากนั้นก็พยายามคิดถึงเรื่องที่ดีไว้ก่อน รถฉุกเฉินถึงโรงพยาบาลในสิบห้านาทีต่อมา คุณหมอพาคุณพ่อเข้าไปด้านในห้องฉุกเฉินอยู่นาน
คนเป็นลูกสาวตอนนี้แทบจะนั่งไม่ติด เธอยกมือไหว้ภาวนาให้พ่อปลอดภัย ตั้งแต่จำความได้ชีวิตเธอก็มีพ่อเพียงคนเดียวที่อยู่กับเธอ พ่อคือ คนสำคัญที่สุดของชีวิตเธอ
เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น พยายามทบทวนว่าตัวเองขาดอะไรไป ยาประจำตัวที่จัดให้พ่อก็ไม่เคยขาด สุขภาพประจำปีก็ตรวจประจำ สายตานั้นหลุบลงต่ำเอาแต่โทษตัวเอง ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อสามวันก่อนพ่อบ่นปวดหัว
“ตอนนั้นตาน่าจะพาคุณพ่อมาโรงพยาบาล” เพราะยุ่งกับการจัดงานแต่งงานให้กับโรงแรม เลยไม่ได้สนใจท่านเท่าไร ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นกังวล
ธาวินที่นั่งอยู่มองรมินตาที่เดินไปมาอยู่นานจึงลุกขึ้น แล้วใช้มือดึงอีกฝ่ายมาโอบกอดเอาไว้แน่น “พ่อคุณจะต้องไม่เป็นไร เชื่อผมเถอะ” รมินตามองสามีที่ใช้ชีวิตมาด้วยกันถึงห้าปี
หลังจากที่พ่อกับแม่หย่ากันตอนเธออายุสิบขวบ ชีวิตหลังจากนั้นเธอก็มีพ่อเพียงคนเดียว มองดูความลำบากในแต่ละวันของพ่อที่ทำเพื่อให้เธอกินอิ่มนอนหลับ กว่าจะมีได้อย่างทุกวันนี้ก็แทบแลกมาด้วยเหงื่อและชีวิตทั้งสิ้น ในชีวิตเธอนั้น หากว่าพ่อสำคัญที่สุดแล้ว สามีเธอก็สำคัญรองลงมา ที่ผ่านมาธาวินแทบจะทำแทนเธอได้ทุกอย่าง หลังจากแต่งงานกันเขาก็เข้ามาเป็นผู้ช่วยของพ่อ ดูแลกิจการ และบริหารแบ่งเบาภาระของพ่อได้จนแทบจะเป็นมือเป็นเท้าแทนได้ทุกเรื่อง หากไม่มีเขา เธออาจจะอยู่ไม่ได้
“คุณไม่ต้องกลัว ผมอยู่นี่แล้ว คุณพ่อจะต้องปลอดภัย”
ธาวินปลอบรมินตาจนเธอเริ่มสงบ ผ่านไปเกือบชั่วโมง คุณหมอก็ออกมาแจ้งข่าวดี
“คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ แต่พบการเต้นของหัวใจผิดปกติ หมออาจจะต้องตรวจละเอียดอีกรอบ ช่วงนี้ก็ให้ท่านพักผ่อน พยายามทำใจให้สบายก่อนครับ”
รมินตาถอนใจโล่ง แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพก่อน เธอจึงหันมองสามีแล้วพูด “ถ้าอย่างนั้น เรื่องการบริหารโรงแรมต่อจากนี้คงต้องให้วินจัดการต่อแล้ว ถ้าเรื่องไม่หนักมากก็อย่าเอามารายงานคุณพ่อเลย”
“ผมก็แค่ผู้ช่วยเท่านั้น ทุกวันนี้ก็แทบไม่มีเสียงอะไรแล้ว คนพวกนั้นจะเชื่อผมได้ยังไงกันล่ะตา”
รมินตาเข้าใจความหมายเขา เพราะธาวินมาแต่ตัวและฝีมือเท่านั้น ทุกวันนี้ที่ได้รับตำแหน่งก็เพราะว่าเป็นสามีของเธอ ลูกสาวเจ้าของโรงแรม แต่ห้าปีที่ผ่านมาเขาก็พิสูจน์ให้คนอื่นได้เห็นแล้วว่า ตัวเองมีฝีมือมากขนาดไหน สามารถขยายกิจการจากโรงแรมเดียวกลายเป็นห้าโรงแรมกระจายทั่วภาคใต้
แต่นั่นก็มาพร้อมกับหนี้สินกองโต พ่อเธอเลยต้องขยันทำงานมากขึ้น บางเดือนกว่าจะได้พบหน้ากินข้าวด้วยกันก็แทบจะนับมื้อได้ หลังๆ มา สามีเธอก็ติดตามพ่อไปตรวจงานด้วย กลายเป็นว่าเธอต้องอยู่บ้านคนเดียว จนชิน
“ถ้าอย่างนั้นรอให้พ่อฟื้นก่อนก็ได้ค่ะ ตาจะขอให้คุณพ่อแต่งตั้งคุณเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนได้ทุกเรื่อง อย่างนี้แล้วคุณจะได้ทำงานอย่างสบายใจ ถ้ามีเรื่องด่วนที่คุณตัดสินใจไม่ได้ ก็มาปรึกษาตาก่อน ถ้าเห็นว่าเรื่องสำคัญจริงค่อยบอกคุณพ่อก็ได้ค่ะ”
เธอให้อำนาจตัดสินใจเขาเต็มที่ เช่นเดียวกับธาวินที่จับมือเธอขึ้นมาแล้วยิ้มขอบคุณ “ขอบคุณที่เชื่อใจผม มีคุณคนเดียวที่ดีกับผมจริงๆ ตา”
“ฉันเป็นภรรยาคุณนะคะ ถ้าไม่เชื่อใจคุณแล้วจะเชื่อใจใครได้”
ธาวินยิ้มอย่างมีความสุข จากนั้นก็ดึงหญิงสาวเข้ามากอด “ผมโชคดีที่ได้แต่งงานกับคุณ รมินตา”
เธอเองก็โชคดีเช่นกันที่ได้เจอเขา “ฉันรักคุณค่ะ” เป็นคำบอกรัก ที่ดูอบอุ่นเหลือเกิน
รุ่งเช้าวันถัดมาคุณพ่อของเธอก็ฟื้น แต่ว่าพ่อกลับพูดไม่ได้ กลายเป็นคนอัมพาตครึ่งซีก รมินตาตกใจจนถึงขั้นร้องไห้โฮออกมา อ้อนวอนหมอให้ช่วยพ่อของเธอ
หมอที่รักษาพยายามปลอบ และปรับเปลี่ยนยาใหม่ จากนั้นก็ออกไป ปล่อยให้เธออยู่กับสามีและคนป่วย “เกิดเรื่องแบบนี้แล้ว ไม่รู้ว่าผู้บริหาร จะถอดคุณพ่อออกจากประธานกรรมการหรือเปล่า ผมกลัวเหลือเกินตา”
โรงแรมที่พ่อสร้างมากับมือจะเป็นของคนอื่นได้ยังไง เธอหันมองพ่อที่พยายามพูด แต่ก็พูดไม่ได้ น้ำตาของพ่อนั้นไหลออกมาทั้งสองข้างเธอจึงจับมือไว้แน่น “หนูจะไม่ให้ใครมาแย่งโรงแรมของเราค่ะพ่อ งานนี้คงต้องให้ คุณพ่อช่วยด้วย”
เธอปาดน้ำตากำลังจะลุกขึ้น แต่สามีเธอก็ส่งเอกสารมาให้ เธอเงยหน้ามองแล้วขมวดคิ้ว
“สัญญาแต่งตั้งผมเป็นประธานโรงแรมชั่วคราวที่เราคุยกันเมื่อคืนครับ” ธาวินมองไปยังพ่อตาที่นอนอยู่ “ผมกลัวว่าจะเสียเวลา เพราะช่วงนี้เรามีงานที่ต้องสานต่อหลายอย่าง ก็เลยเตรียมเอาไว้ให้ ถ้ายังไงคุณให้คุณพ่อ ลงชื่อเถอะ”
รมินตาหยิบเอกสารที่ธาวินส่งให้ขึ้นมาดูอ่านข้อความหนึ่งรอบ ก่อนจะสะดุดกับประโยคสุดท้าย มีอำนาจเทียบเท่าท่านประธาน สามารถตัดสินใจเรื่องการเงินได้ทุกเรื่อง
“ตาคิดว่าข้อนี้”
ธาวินยกมือขึ้นจับบ่าเธอแล้วกระซิบข้างหู “ไม่เชื่อใจผมเหรอครับ ยังไงผมก็ต้องทำเพื่อคุณพ่อและคุณอยู่แล้ว ถ้าเวลาจะเบิกจ่ายอะไรต้องมารบกวนคุณพ่อทุกครั้ง แบบนั้นแล้วคุณพ่อจะได้พักผ่อนหรือครับ”
ดวงตาคนเป็นลูกเขยเงยหน้ามองพ่อตา ดวงตานั้นหรี่ลง ซ่อนความคิดที่อีกฝ่ายมอง เสียงคนป่วยนั้นอู้อี้ในลำคอ แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงได้
เขาปล่อยมือจากบ่ารมินตา แล้วเดินไปอีกด้านเพื่อหยิบตลับหมึก จับมือพ่อตาขึ้นมาประทับนิ้วมือลงไป ร่างคนป่วยเหมือนจะขยับหนี แต่ก็หนีไม่ได้ สุดท้ายก็หน้าดำหน้าแดงเหมือนกำลังโมโหจนเสียงสัญญาณอัตรา การเต้นหัวใจดังถี่ขึ้น รมินตาไม่สนใจสิ่งที่สามีทำ เธอรีบเรียกหมอเข้ามา จังหวะเดียวกับที่ธาวินได้ลายนิ้วมือนั้น มุมปากเขาก็ยกยิ้มยินดีอย่างที่สุด
คุณอาจจะชอบ





