
ทางเดินใหม่ของหัวใจ
ตอน 3
ดูเหมือนเขาจะคิดว่าเธออ่านไม่ออกสินะ เจียงยวี่เหิงไม่ได้เอามือถือหลบแต่อย่างใด เขารีบพิมพ์ตอบกลับไปว่า “ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
แล้วก็กดปิดหน้าจอโทรศัพท์ไป
“ถงถง ตอนนี้ผมมีธุระด่วน คุณช่วยผมไม่ได้ก็อย่ามาหาเรื่องและเพิ่มปัญหาให้ผมไปเลยนะ เชื่อฟังนะ”
มืออุ่น ๆ ของเขาลูบผ่านหัวเธอไป เวินอี่ถงมองดูเจียงยวี่เหิงที่รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้ขัดขวางอะไรเลย
เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันทำให้เธอเจ็บจนด้านชาไปหมดแล้ว
เธอส่งเอกสารกลับไปเก็บที่สถาบันวิจัย แล้วก็ขับรถกลับบ้านไป
หลังจากผ่านไปสามวันติดต่อกัน เจียงยวี่เหิงไม่ได้กลับบ้านเลย
ส่วนเธอก็ไม่ได้ติดต่อเขาไปเช่นกัน
เวลาว่างระหว่างรอการพิจารณาและตรวจสอบ เธอยุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดข้าวของในบ้าน
ห้องเก็บของเต็มไปด้วยความทรงจำตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นจดหมายสารภาพรักครั้งแรก เครื่องปั้นดินเผาที่ทำในเดทแรก ก้อนหินรูปหัวใจที่เก็บได้ตอนปีนเขาไปดูดาวตก แล้วก็กรอบรูปอวยพรวันแต่งงานที่สื่อความหมายให้รักกันยาวนาน.....
กล้องโพลารอยด์จากรุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุดวางเรียงกันเป็นแถว
เธอชอบเก็บความทรงจำมาก เธอหวังว่าตอนแก่เฒ่าจะได้มารำลึกความหลังด้วยกัน
แต่ตอนนี้ของพวกนี้มันกลับกลายเป็นของที่น่าตลกไปซะแล้ว เธอโยนมันเข้าเตาผิงเพื่อเผาทำลาย
ส่วนของขวัญหรูหราราคาแพงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพชร นาฬิกาข้อมือ สร้อยคอ รวมถึงแหวนแต่งงาน เธอถ่ายรูปส่งให้เจ้าของร้านรับซื้อสินค้าลักชัวรีเพื่อขายต่อทั้งหมด
จนกระทั่งตู้เครื่องประดับทั้งหมดเหลือเพียงความว่างเปล่าแล้ว เธอถึงได้ตระหนักได้ว่า ไม่ว่าความสัมพันธ์จะมีค่ามหาศาลมากเพียงใด เมื่อโดนทรยศหักหลัง สิ่งที่ไร้ค่าที่สุดก็คือความรัก
ห้าวันต่อมา ใบสมัครก็ได้รับการอนุมัติ
เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนการวิจัยแบบปิดจะเริ่มขึ้น
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าไปห้างเพื่อซื้อของจำเป็น ขณะที่ถือถุงช้อปปิ้งลงบันไดเลื่อนอยู่ เธอก็เห็นฉากที่ดูเข้ากันได้ดีและอ่อนโยนของใครบางคนตรงหน้าเคาน์เตอร์เครื่องเพชรชั้นหนึ่งเข้าพอดี
หลิวกุ้ยจือแม่สามีที่ไม่เคยชอบเธอเลยกำลังควงแขนคุณหนูสาวเป้ยเออร์ท่านนั้นอย่างสนิทสนมอยู่ ใบหน้ากำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
ส่วนสามีที่ไม่ได้กลับบ้านมาห้าวันแล้วของเธอ ตอนนี้กำลังช่วยสวมสร้อยข้อมือเพชรสุดหรูเส้นหนึ่งให้อีกฝ่ายได้ลองด้วยสายตาที่ดูรักใคร่อย่างมากอยู่
ทั้งสามคนดูเหมือนเป็นครอบครัวกันจริง ๆ อย่างไรอย่างนั้น
เห็นได้ชัดเลยว่าอีกฝ่ายดูพอใจกับการลองมาก หลิวกุ้ยจือรีบชื่นชมในสายตาที่เฉียบแหลมของเธอยกใหญ่ จากนั้นก็หยิบบัตรแบล็คการ์ดใบหนึ่งออกมาจ่ายอย่างใจกว้าง
เวินอี่ถงรู้สึกว่ามันน่าตลกสิ้นดี
บัตรใบนั้น เป็นของเธอเอง
มีเงินอยู่ในบัตร เนื่องจากเธอเป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของร้านแบรนด์นี้ เธอจึงจะได้ราคาส่วนลดขั้นต่ำสุด อีกทั้งยังสามารถเลือกสินค้ารุ่นใหม่ล่วงหน้าได้ด้วย
เดิมทีเธอตั้งใจจะใช้เอาใจหลิวกุ้ยจือ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้ดีขึ้นบ้าง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าแม่สามีและสามีของเธอดันเอามันไปใช้เอาใจมือที่สามซะอย่างนั้น
เธอสาวเท้าเดินเข้าไป จากนั้นก็ดึงบัตรออกจากมือของพนักงานขายทันที
“ขอโทษค่ะ บัตรใบนี้คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะ”
พนักงานขายหน้าตาดูตื่นตกใจมาก
“คุณผู้หญิงคะ นี่คือบัตรระดับสูงสุดของแบรนด์เราเลยนะคะ ไม่มีทางที่จะหมดอายุหรือใช้การไม่ได้อย่างที่คุณพูดหรอกค่ะ”
“งั้นเหรอคะ?”
เวินอี่ถงหักบัตรเสียงดังกึก จากนั้นก็โยนใส่ถังขยะด้านข้างและพูดว่า “ตอนนี้ก็คงใช้ไม่ได้แล้วสินะคะ?”
หลิวกุ้ยจือโมโหเดือดดาลมาก เธอง้างมือขึ้นและตบอย่างแรง
เสียง “เพียะ” ดังขึ้นมาสนั่นหวั่นไหว เธอตบเข้าที่หน้าเวินอี่ถงอย่างจัง
“เธอทำอะไรน่ะ ตาไม่มีแววบ้างเลยรึไง ช่างเป็นคนที่โคตรจะไร้ค่าเลยจริง ๆ !”
ตระกูลเจียงทรงเกียรติมาก
เจียงยวี่เหิงเป็นที่รู้จักในนามของคุณชายผู้ทรงเกียรติและอัจฉริยะด้านการเงิน
นับตั้งแต่ที่พวกเขาเริ่มคบกัน ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน หลิวกุ้ยจือก็มักจะพูดจาเย็นชากับเธอเสมอ หลังแต่งงานกันก็ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก ไม่ว่าเธอจะทำอะไร จะพยายามเอาใจมากแค่ไหน แต่เธอกลับไม่เคยได้รับแม้แต่รอยยิ้มเลยด้วยซ้ำ
ด้วยความที่เธอไม่อยากให้เจียงยวี่เหิงลำบาก เพราะเหตุนี้ไม่ว่าหลิวกุ้ยจือจะทำอะไรกับเธอ เธอก็ไม่เคยตอบโต้ แล้วก็ไม่ได้บอกเจียงยวี่เหิงอีกด้วย
ที่เธอยอมอดทนทุกอย่าง ก็เพราะเธอรักผู้ชายคนนี้
แต่ตอนนี้ เธอไม่อยากอดทนอีกต่อไปแล้ว
“เพียะ เพียะ!”
เสียงตบสองครั้งดังขึ้นมาสนั่นหวั่นไหว เธอตบหน้าของเจียงยวี่เหิงอย่างแรง
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ตกใจจนถึงกับยกมือขึ้นมาปิดปากเลยทีเดียว
นี่คือเจียงยวี่เหิงเลยนะ
บุคคลที่แทบจะถูกยกย่องเป็นเทพในข่าวการเงิน แต่แล้วเขากลับมาถูกตบต่อหน้าสาธารณชนซะอย่างนั้น
“เวินอี่ถง!”
หลิวกุ้ยจือโกรธจนพับแขนเสื้อขึ้นและจะเข้าไปตบเธอ
เวินอี่ถงจึงเชิดหน้าขึ้นเบา ๆ เธอไม่ได้กลัวเลยแม้แต่นิดเดียว
“คุณตบฉันหนึ่งที ฉันจะตบเขาสองที ก็ลองดูสิ?”
“แก......แก......”
หลิวกุ้ยจือโกรธจนต้องกุมหน้าอกเอาไว้
“อาเหิง แกดูความร้ายกาจของนังนี่สิ”
เวินอี่ถงหันไปมองเขา แล้วก็ยิ้มอย่างเย็นชามาก
“ฉันควรตบคุณหรือเปล่า?”
เขาเอาลิ้นเลียกระพุ้งแก้ม สีหน้าดูมืดมนจนน่ากลัว จากนั้นเขาก็เดินเข้ามาดึงมือเธอไป แล้วก็พูดด้วยเสียงที่เบามากว่า
“ถงถง ถ้าหายโกรธแล้วก็เลิกก่อเรื่องเลยได้ไหม?”
ซูเป้ยเออร์ที่อยู่ข้าง ๆ จู่ ๆ ก็โผเข้ามาในอ้อมแขนของเจียงยวี่เหิง แล้วก็กระชากมือของเขามาวางบนเอวของตัวเอง แล้วก็พูดภาษาฝรั่งเศสต่อว่าเวินอี่ถงอย่างหยาบคาย
คำก็ที่รัก สองคำก็ที่รัก เธอเหมือนคนที่ไร้กระดูกและแทบจะฝังตัวเข้าไปในร่างของเขาอยู่แล้ว
เจียงยวี่เหิงปลอบเธอด้วยภาษาฝรั่งเศส
ซึ่งการสนทนาที่เร่าร้อนของทั้งคู่ มันทำให้เวินอี่ถงฟังแล้วอยากจะหัวเราะออกมามาก
ทันใดนั้น เธอก็พูดภาษาฝรั่งเศสออกมาอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งทั้งเสียงและสำเนียงใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามาก
“ในเมื่อเลือกที่จะเป็นมือที่สามของคนอื่นแล้ว ก็อย่ามาแสร้งทำตัวแอ๊บแบ๊วไร้เดียงสาไปหน่อยเลย ถึงขั้นกล้าอ่อยสามีคนอื่นไปขึ้นเตียงได้ ยังจะกล้าที่จะไม่ยอมรับอีกเหรอ? ถ้าฟังภาษาฝรั่งเศสไม่เข้าใจ จะให้เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่นก็ได้ ฉันพูดได้สิบหกภาษา เชิญคุณเลือกมาได้ตามสบายเลย ถ้าฉันด่าไม่ชนะ ก็ถือว่าฉันแพ้”
ใบหน้าของซูเป้ยเออร์แดงฉานขึ้นมาทันที
ดูเหมือนเธอจะคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่า เวินอี่ถงจะพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นด้วย
ไหนเจียงยวี่เหิงบอกว่า เธอเป็นแค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เหรอ
สีหน้าของเจียงยวี่เหิงก็ดูไม่ดีเช่นกัน น้ำเสียงของเขาฟังดูตึงขึ้นเล็กน้อย
“ถงถง คุณไปเรียนภาษาฝรั่งเศสมาตั้งแต่ตอนไหนเหรอ?”
เวินอี่ถงรู้สึกเหมือนมีดที่ค้างอยู่ในใจเล่มนั้นแทงลึกลงไปอีกอย่างรุนแรงอย่างไรอย่างนั้น
เธอยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันเกินจะหาที่เปรียบได้
“ที่รัก คุณนี่รักฉันจริง ๆ เลยนะ”
“พวกคุณเที่ยวกันให้สนุกเถอะ ฉันไม่รบกวนแล้วล่ะ”
หลังพูดจบ เธอก็หันหลังและเดินจากไป
เจียงยวี่เหิงจะรีบไล่ตามไปด้วยความร้อนใจ แต่กลับถูกหลิวกุ้ยจือและซูเป้ยเออร์ดึงแขนไว้คนละข้าง
“อาเหิง หย่ากับนังสารเลวนั่นซะ นังคนต่ำช้า กล้ามาตบนายได้ยังไง”
คำพูดแบบนี้ เธอเคยพูดมาหลายครั้งมากแล้ว แต่เจียงยวี่เหิงไม่เคยสนใจเลย แต่ไม่รู้ว่าทำไม ครั้งนี้เขาถึงได้รู้สึกว่ามันไม่เข้าหูอย่างมาก
“นั่นมันเป็นเรื่องของผม”
เจียงยวี่เหิงสะบัดแขนออก แล้วก็วิ่งตามไป
เขาขวางเวินอี่ถงไว้ก่อนที่เธอจะขึ้นรถ
“ถงถง”
สัมผัสที่อบอุ่นที่ข้อมือ มันเหมือนลิ้นของงูพิษที่ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยง
เวินอี่ถงสะบัดมือออกด้วยความรังเกียจ
“คุณเจียงไม่ไปช็อปปิ้งเป็นเพื่อนนางแมวยั่วสวาทของคุณแล้วเหรอคะ?”
สีหน้าของเขาดูแย่มาก
“ซูเป้ยเออร์เป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น คุณอย่าหึงไปทั่วสิ อย่าคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้จะได้ไหม คุณจำเป็นต้องทำให้ทุกคนต้องอับอายต่อหน้าสาธารณชนขนาดนี้ด้วยเหรอ?”
เวินอี่ถงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
กลับกลายเป็นความผิดของเธอไปซะงั้น
คุณเจียงกำลังจะบอกว่า ต่อไปถ้าฉันเจออีก แม้จะจับชู้ได้คาเตียง ฉันก็ต้องรีบปิดม่านหน้าต่างและคอยดูลาดราวอยู่หน้าประตูให้เพื่อปกป้องหน้าตาตระกูลเจียงของพวกคุณไว้อย่างนั้นเหรอคะ?”
แรงบีบที่มือของเจียงยวี่เหิงรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไฟในดวงตาของเขาแทบจะเผาเธอเป็นเถ้าถ่านอยู่แล้ว
“ผมบอกแล้วไงว่า เธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น!”
“เหอะ น้องสาวงั้นเหรอ?”
เวินอี่ถงมองเขาอย่างเยาะเย้ยถากถาง
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็ดูเย้ายวนขึ้นมา
“งั้นฉันคงต้องหาพี่ชายไว้สักคนบ้างแล้วล่ะ แล้วก็ทำทุกอย่างเหมือนที่คุณกับซูเป้ยเออร์เคยทำกัน คุณก็อย่าหึงหรือคิดเล็กคิดน้อยนะ โอเคไหมคะ? ที่รัก”
คุณอาจจะชอบ




![หน้าปกนวนิยาย พยศรัก [ The Vice Love ]](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/a07f89495001834806832644994/5PBwAG248b8A.webp!15491.webp)
