
ท่านแม่ผู้นี้คืออดีตสุดยอดนักฆ่า
ตอน 2
ตอนที่ 2 ยังมีอีกคนอยู่ตรงนี้
เธอยกมือซ้ายขึ้นปิดหูของเด็กชายตัวน้อยเอาไว้และกดแนบติดต้นขา ขณะเดียวกันก็ยกมือขวาพร้อมปืนพกกระบอกสีดำจ่อไปทางเบื้องหน้า
‘ปัง!’
‘ปัง!’
‘ปัง!’
เสียงดังสนั่นแสบแก้วหูลั่นติดต่อกันสามนัดถ้วน
ชายฉกรรจ์ทั้งสามไม่แม้แต่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ พริบตาต่อมา พวกเขาทั้งหมดก็นอนจมกองเลือดอยู่คาพื้น ดวงตาของแต่ละคนเบิกโพลงราวกับระฆังทองแดงใบโต จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ใบหน้าเหล่านั้นยังคงปั้นแสดงความประหลาดใจแข็งค้าง วี่แววความสยดสยองตรึงจิตเผยสะท้อนผ่านดวงตาของพวกเขา
เสียงปืนกึกก้องประดุจฟ้าร้อง ลูกตะกั่วสีเงินเจาะทะลุร่างเหล่านั้น พรากวิญญาณทั้งสามดับสูญ เด็กชายตัวน้อยหวาดกลัวจนร่างสั่นสะท้าน ถึงกับตัวกระตุกอยู่หลายครายามที่เสียงปืนดังสนั่น
เขาค่อยๆลืมตามองภาพฉากเบื้องหน้าด้วยความงุนงง ชักสีหน้าแปลกประหลาดใจ นี่...นี่เป็นฝีมือของแม่จ๋างั้นรึ?
สาวรับใช้ในชุดสีเขียวนางนั้นนามว่า หลู่อวี๋ นางถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือดในทันใด ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอยู่ที่วัตถุปริศนาสีดำด้านในมือเหลิงหยุนเจียวเขม็ง นางถึงกับรีบร่นถอยหลังออกมากว่าสิบก้าวติดต่อภายใต้ความตื่นตระหนก
“จะ-เจ้า...นั่นมันยุทธภัณฑ์วิญญาณแขนงใดกัน?”
เหลิงหยุนเจียวหาได้สนใจคำถามไม่ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและค่อยๆเล็งปากกระบอกปืนเข้าใส่ทางหลู่อวี๋
คำถามไร้แก่นสารสาระนางย่อมไม่สนใจ ทั้งสีหน้าและสายตาของเหลิงหยุนเจียวที่มีต่อหลู่อวี๋ช่างเย็นยะเยือกราวกับกำลังยืนมองร่างไร้วิญญาณ
“แม้จะย้ายมาอยู่ในตระกูลสายรอง แต่ไม่ว่ากรณีใด ข้าก็ยังเป็นคุณหนูหกแห่งตระกูลเหลิงสายหลัก ผู้ใดกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากยอมพูดแต่โดยดี ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
หลู่อวี๋มุ่งมองไปที่ปากกระบอกปืนสีดำด้านเป็นตาเดียว ใบหน้าสีขาวยิ่งทวีความซีดเซียวหนักขึ้นประหนึ่งเห็นภูติผีปีศาจ แข้งขาอ่อนยวบทรุดลงอยู่ในท่าคุกเข่าต่อหน้าเหลิงหยุนเจียว ร่างอรชรของสาวน้อยสั่นเทาเสียขวัญสุดขีด
“จะ-เจ้าค่ะ...เป็น...เป็นฝีมือของคุณหนูรอง คุณหนูรองบังคับให้บ่าวทำเรื่องเหล่านี้! ได้โปรด...ปล่อยบ่าวไปเถิด...”
คุณหนูรองของตระกูลเหลิงสายนี้มีนามว่า เหลิงเจียวเจียว และเนื่องด้วยชื่อเหลิงหยุนเจียวมีคำว่า‘เจียว’อยู่ในชื่อที่อ่านออกเสียงเหมือนกัน จึงทำให้ทุกครั้งที่นางเห็นเหลิงหยุนเจียวจะรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนรอยแผลเป็นอันน่าสยดสยองสุดแสนนับไม่ถ้วนบนใบหน้าของเหลิงหยุนเจียว ทั้งหมดล้วนต้องขอบคุณเหลิงเจียวเจียวทั้งสิ้น!
ดวงตาทั้งคู่ของเหลิงหยุนเจียวแข็งค้างชั่วขณะ ส่งยิ้มให้หลู่อวี๋หนึ่งคราและกล่าวว่า
“ขอบใจมาก”
สีหน้าแววตาของหลู่อวี๋ดูมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง นางรีบกล่าวตอบทันทีว่า
“ขอบพระคุณคุณหนูหก! ขอบพระคุณคุณหนูหกที่ไว้ชีวิต...”
‘ปัง!’
เหลิงหยุนเจียวหาได้แยแสสนใจ พร้อมเหนี่ยวไกยิงแสกหน้าหลู่อวี๋อย่างเลือดเย็น
ธารเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ กระสุนตะกั่วสีเงินทะลวงผ่านกลางหว่างคิ้วของหลู่อวี๋ ร่างที่ไร้วิญญาณของนางร่วงกระแทกพื้นจมกองเลือด ดวงตาแข็งค้างตายอยู่ทั้งอย่างนั้น
เหลินหยุนเจียวเปิดส่วนเชื่อมผสานระหว่างห้วงมิติของระบบห้องสมุดสีดำขึ้นมา และวางปืนเก็บเข้าชั้นวางดังเดิม
ก่อนที่นางจะสามารถกลับมาฝึกปรือลมปราณได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปืน อาวุธลอบสังหารอื่นๆ หรือแม้แต่ยาพิษในห้วงมิติของระบบห้องสมุดสีดำ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นไพ่ที่ใช้ช่วยชีวิตนาง
นางหยิบผงกร่อนซากศพออกมาจากห้วงมิติและโรยใส่ร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นเพื่อทำลายหลักฐานกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก จากนั้นเหลิงหยุนเจียวจึงเริ่มตรวจสอบร่างกายของตัวเองว่าเกิดสิ่งผิดปกติใดบ้าง
แต่เดิมในฐานะสายลับนักฆ่า เรื่องยาและยาพิษล้วนแต่เป็นความรู้พื้นฐานสำคัญที่ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ผนวกกับองค์ความรู้ของยุคสมัยนี้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วยแล้ว ทำให้เหลิงหยุนเจียวพอจะจับต้นชนปลายอะไรได้บ้าง
มิใช่ว่าร่างกายนี้ไม่สามารถฝึกปรือลมปราณได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่นางถูกวางยาพิษจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ส่งผลให้เส้นเอ็นและเส้นลมปราณทั่วกายาถูกสกัดปิดกั้น จุดตันเถียนซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บพลังลมปราณสำคัญได้ถูกพิษดังกล่าวกัดกร่อนจนเสียหายหนักจนใช้งานไม่ได้
พินิจจากอาการของพิษ นางน่าจะคนวางยาตั้งแต่ช่วงที่ยังอาศัยอยู่ในตระกูลสายหลัก
เห็นได้ชัดแจ้งว่า คนร้ายที่แท้จริงของเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือสมาชิกในตระกูลเหลิงสายหลัก คนเหล่านั้นมีเจตนาต้องการจะทำลายรากฐานการฝึกปรือลมปราณของนางตั้งแต่แรกแล้ว
แล้ววันนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน? หากมิใช่เพราะคำสั่งของประมุขตระกูลสายหลัก มีหรือที่คนในตระกูลสายรองจะกล้าเอาชีวิตนาง?
เหลิงหยุนเจียวกำหมัดบีบแน่น ปรากฏประกายแสงสีเย็นสว่างวาบฉายผ่านดวงตา
การที่เจ้าของเดิมไม่กล้าขัดขืนใดๆ มิได้หมายความว่า นางจะอนุญาตให้คนอื่นรังแกข่มเหงได้
“กึกกัก...กึกกึก...”
ได้ยินเสียงสั่นกระเพื่อมผิดปกติดังมาจากด้านมุมหนึ่ง เหลิงหยุนเจียวหันศีรษะขวับโดยไว มุ่งสายตามองเข้าไปในพุ่มไม้สูง แลเห็นแผ่นหลังของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังตะกุยสิ่งกีดขวางเดินเข้าไปภายในนั้น
เหลิงหยุนเจียวปริปากกำลังจะพูดอะไรออกมาสักคำ แต่ชั่วอึดใจขณะกลับชะงักหยุดกะทันหัน พร้อมตระหนักได้ว่า เด็กชายตัวน้อยผู้นี้ไม่มีชื่อเรียก ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางจำต้องเปลี่ยนไปเรียกเขาด้วยสรรพนามอื่นแทน
“เจ้าหนู วิ่งไปทำไมตรงนั้น มันอันตราย”
เมื่อเหลิงหยุนเจียวลองเดินตามเด็กชายตัวน้อยเข้าไป ก็ค้นพบร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่อาบย้อมไปด้วยเลือดแดงฉานนอนไม่ได้สติอยู่แทบเท้า
“แม่จ๋า...”
เด็กชายตัวน้อยเอ่ยปากพึมพำอย่างประหม่า และทันใดนั้นก็พลันตระหนักได้ถึงบางอย่าง จึงรีบเปลี่ยนสรรพนามคำเรียกพลัน
“คุณหนูหกขอรับ ยังมีคนอยู่ตรงนี้...”
เขายืนอยู่แบบนั้นด้วยท่าทางที่ดูงุ่มง่ามทำอะไรไม่ถูก ฝ่ามือเล็กจิ๋วทั้งสองข้างถูกยกขึ้นถูไถไปมาด้วยความประหม่า
เจ้าของร่างเดิมไม่เคยยอมให้ลูกชายคนนี้เรียกตัวเองว่า‘แม่’เลยสักครั้ง แต่สั่งให้เรียกขานว่า‘คุณหนูหก’แทน
แต่เมื่อครู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกละหุกเป็นตาย เขาจึงเผลอเรียกว่าแม่จ๋าออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว
คุณอาจจะชอบ





