
ท่านแม่ผู้นี้คืออดีตสุดยอดนักฆ่า
ตอน 3
ตอนที่ 3 ข้าช่วยเจ้า ชีวิตของเจ้าเป็นหนี้บุญคุณของข้า
เหลิงหยุนเจียวโค้งตัวลงหา เหยียดเรียวนิ้วยาวสวยขึ้นแตะสัมผัสกลางหน้าผากของเด็กชายตัวน้อยอย่างแผ่วเบา อีกฝ่ายรีบก้มศีรษะหลบหน้าหลบตาโดยไวเจือแววหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นสะท้านถึงแก่นใน
“เรียกข้าว่าแม่จ๋าเถิด”
เหลิงหยุนเจียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ขณะเดียวกันก็มุ่งมองไปยังทิศทางที่บุรุษผู้นั้นนอนหมดสติอยู่บนพื้น
พินิจตัดสินจากชุดอาภรณ์แต่งกายของเขาดูแล้ว ภูมิหลังของชายผู้นี้มิควรจะเรียบง่ายธรรมดา
มีรอยแดงคล้ายปานแสนน่าเกลียดเห่อขึ้นเกือบทั่วใบหน้าของเขา ผู้ใดได้พบเห็นคงต้องขนลุกขนชันเป็นแน่
กระทั่งเหลิงหยุนเจียวเองยังถึงกับขมวดคิ้วขดเล็กน้อย ลอบถอนหายใจอย่างลับๆอุทานขึ้นว่า
“อัปลักษณ์ยิ่งนัก”
ถึงกระนั้นก็หาได้รู้สึกรังเกียจไม่ แต่สะท้อนใจสงสารเสียมากกว่า นางจึงยกสองนิ้วทาบวางบริเวณต้นคอเพื่อจับหาชีพจร
จังหวะชีพจรของชายผู้นี้สับสนปั่นป่วนยิ่งยวด ตรวจพบได้ว่ามีพิษชนิดร้ายแรงเจือปนอยู่ในร่างกายจำนวนมาก พวกมันสั่งสมจนเรื้อรังอยู่ภายในเสมือนระเบิดเวลาคร่าชีวา
วิเคราะห์จาสภาพการณ์ของเขาแล้ว เหตุที่ทำให้เขาหมดสติก็น่าจะเป็นเพราะพิษดังกล่าว
สักครู่ต่อมา ปลายนิ้วของเหลิงหยุนเจียวกระตุกวูบโดยพลัน เหตุเป็นเพราะอาการบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้ ส่งผลให้รากฐานการฝึกปรือลมปราณของเขาดิ่งลงจนเกือบถึงจุดต่ำสุด
แม้ในยามนี้เหลิงหยุนเจียวจะไม่สามารถมองผ่านสัมผัสถึงระดับพลังลมปราณของเขาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจได้ก็คือ รากฐานพลังลมปราณดั้งเดิมของชายผู้นี้หาได้ต่ำตมไม่
ณ ทวีปลมปราณฟ้าแห่งนี้ มีระดับชั้นลมปราณทั้งหมดอยู่ห้าขอบเขต ตั้งแต่ต่ำไปจนสูงสุด ได้แก่ ขอบเขตปราณจิต, ขอบเขตปราณถ่องแท้, ขอบเขตปราณปฐพี, ขอบเขตปราณฟ้าดิน และขอบเขตปราณเทวะ แต่ละขอบเขตใหญ่จะแบ่งได้เป็นสี่ช่วงขั้นย่อยคือ ขั้นต้น, ขั้นกลาง, ขั้นสูงและขั้นสุด
เมืองเฟิงหยวนเป็นเพียงเมืองชนบทเล็กๆแห่งหนึ่งเท่านั้น จึงมีระดับชั้นลมปราณสูงสุดอยู่แค่ขอบเขตปราณถ่องแท้ขั้นสุด และยังมีอยู่แค่ไม่กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือประมุขตระกูลเหลิงสายย่อย
ส่วนนางไม่มีรากฐานฝึกปรือลมปราณใดๆ จึงจำต้องทนทุกข์ทรมานถูกขับไล่ให้มาอยู่ในตระกูลสายรองเฉกเช่นนี้
กล่าวคือ หากนางรับชายผู้นี้มาเป็นผู้ใต้บัญชาของตน ย่อมเท่ากับว่าจะมีกำลังต่อสู้มากขึ้น และยังเป็นอีกหนึ่งไพ่เด็ดสำคัญ อย่างน้อยที่สุด ภายใต้สถานการณ์อันตราย นางกับลูกชายก็มีตัวตายตัวแทน
จากที่วินิจฉัยร่างกายดูแล้ว ชายผู้นี้มีพื้นฐานการฝึกปรือลมปราณที่ดีเยี่ยม แม้นางจะยังไม่ทราบถึงภูมิหลังความเป็นมาของเขาก็จริงอยู่ แต่ยามนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน นอกจากพึ่งพาให้อีกฝ่ายเป็นโล่ปกป้อง
เด็กชายตัวน้อยแอบสังเกตการณ์อยู่ท้ายหลัง โดยเสาะพบได้ว่า สีหน้าของแม่จ๋าแลดูหม่นมืดขึ้นเรื่อยๆ ร่างของเด็กน้อยเริ่มสั่นเทาอย่างมิอาจควบคุม สีหน้าฉายแววหวาดกลัวขึ้นมา
จบแล้ว มันจบสิ้นแล้ว ข้าโดนแม่จ๋าดุแน่ๆ!
ขนาดตอนนี้พวกเรายังปกป้องตัวเองกันไม่ได้ แล้วข้าก็ยังเซ่อซ่า พาแม่มาเจอสัตว์ประหลาดชุ่มเลือดผู้นี้อีก นี่ไม่ต่างอะไรกับหาภาระให้เพิ่มหรอกรึ?
เด็กชายตัวน้อยรู้สึกประหม่าจนบีบกำข้อมือตัวเองแน่น แต่ทันใดนั้น ก็พลันสังเกตเห็นเหลิงหยุนเจียวหยิบชุดเข็มและผ้าแพรขาวสะอาดม้วนหนึ่งออกมาจากห้วงอากาศ จากนั้นนางก็เริ่มบรรจงเย็บมันบนร่างกายของลุงอัปลักษณ์
เข็มยาวสีใสเล่มนั้นปักทะลุเข้าเนื้อหนังบนร่างของลุงอัปลักษณ์โดยตรง ประหนึ่งว่าแม่จ๋ากำลังต้องการจะฆ่าใครสักคนให้ตาย
เด็กชายตัวน้อยสั่นระริก เอ่ยเสียงแผ่วอย่างหวาดกลัวขึ้นว่า
“แม่จ๋า ลุงเขาจะตายหรือไม่? อย่าฆ่า..”
“อ้า...”
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องครวญอย่างเจ็บปวดแผดดังจากปากของชายผู้นั้น เด็กตัวน้อยชะงักค้างพลันและรีบยกมือปิดปากโดยไว
กลัวเหลือเกินว่า หากข้าพูดอะไรไม่เข้าหูอีกสักคำสองคำ แม่จ๋าจะใช้เข็มกับด้ายในมือเย็บปากของเขาแทน
ขนตางอนสวยของชายผู้นั้นสั่นไสวเล็กน้อย เขาค่อยๆลืมตาได้สติตื่นขึ้น ระหว่างนั้นก็เห็นเหลิงหยุนเจียวเย็บแผลบนร่างกายเสร็จสิ้นพอดี
“ตื่นแล้วรึ? รู้สึกเป็นเยี่ยงไรบ้าง?”
โม่เฉินหยวนยกเปลือกตาเปิดขึ้นอย่างแช่มช้า เผยให้เห็นนัยน์ตาคู่สีทองอำพันเจิดจรัสเป็นประกาย รูม่านตากลมลึกล้ำดุจบ่อน้ำเย็นบรรพกาลหมื่นปีที่เหือดแห้ง ยามได้เผชิญหน้าจับจ้อง ชวนรู้สึกกดดันอย่างอธิบายไม่ถูก
ภาพฉากเบื้องหน้าของเขาเริ่มชัดแจ้งถนัดสายตาขึ้นเรื่อยๆ และคล้อยหลังที่ได้ยลโฉมของหญิงสาวตรงหน้า ท้องไส้ของโม่เฉินหยวนก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นโดยพลัน ภายในใจอดนึกสบประมาทคำโตมิได้ ‘สตรีใดกันอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้?’
แลเห็นนัยน์ตาคู่นั้นของเขา เหลิงหยุนเจียวก็อดรู้สึกทึ่งมิได้ในเสี้ยวอึดใจแรก ก่อนที่ต่อมาจะค่อยฟื้นตัวได้สติ
ชายผู้นั้นนั่งเงียบอยู่เสียนานไม่พูดไม่จา เหลิงหยุนเจียวจึงเป็นฝ่ายประเดิม เอ่ยปากจี้ตรงประเด็นไปตามตรงว่า
“ข้าช่วยเหลือท่าน ดังนั้นแล้วชีวิตของท่านย่อมเป็นหนี้บุญคุณข้า”
โม่เฉินหยวนถึงกับพูดไม่ออก “...”
เหลิงหยุนเจียวสะบัดผมเผ้าที่ปกหน้าผากของนางเล็กน้อย และกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์ว่า
“แต่ข้าเองก็มีลูกมีเต้าแล้ว มิได้จะบังคับให้ต้องแต่งงานสร้างครอบครัวไปตลอดชีวิตหรอก เพียงช่วยข้าเฉพาะช่วงยามนี้”
สิ่งที่นางกำลังหมายถึงก็คือ วานให้อีกฝ่ายรับหน้าที่เป็นองค์รักษ์ของแม่ลูกคู่นี้ไปสักระยะก่อน
“แน่นอนว่า ข้าเองย่อมมีรางวัลตอบแทน หลังจากนี้ข้าจะช่วยขับพิษในกายของท่านออกมา”
โม่เฉินหยวนชำเลืองมองไปทางเด็กชายตัวน้อยที่พยายามซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังของผู้เป็นแม่
และทันทีที่ได้เห็นนัยน์ตาน้อยๆสีอำพันสว่างไสวของเด็กชาย โม่เฉินหยวนก็ถึงกับเผยแววความประหลาดใจออกมา
คุณอาจจะชอบ





