ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ลู่เมิ่งหลิง เทพธิดาแห่งฝัน

ลู่เมิ่งหลิง เทพธิดาแห่งฝัน

ลู่เมิ่งหลิงไม่เคยคาดคิดว่าการเฝ้ามองดวงดาวจะนำพาสิ่งมหัศจรรย์มาสู่ชีวิต จนกระทั่งโชคชะตาชักนำให้เธอได้พบกับเขาผู้อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ การพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยปริศนาว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงความบังเอิญหรือเป็นพรหมลิขิตที่สวรรค์ขีดเส้นไว้ ท่ามกลางห้วงมิติที่แตกต่าง ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับคำถามที่ว่า พลังแห่งดวงดาวหรือโชคชะตากันแน่ที่เป็นผู้ลิขิตการพบเจอที่แสนพิเศษครั้งนี้ให้เกิดขึ้นกับเธอ
ตอน
แชร์

ตอน 2

สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ตำหนักเทพเหมันต์ ตอนนี้เทพเหมันต์กำลังนั่งครุ่นคิด ว่าสิ่งที่ตนตัดสินใจลงไปนั้นถูกหรือผิด การตัดสินใจให้ลูกสาวเพียงคนเดียวที่ลงไปเผชิญด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์ไว้เพียงลำพังนั้นดีจริงหรือไม่ ทั้งตอนนี้ยังมีบุรุษที่เลี้ยงดูภรรยาของตนมาคอยสั่งสอนบุตรสาวตนอีก แต่บิดาเช่นตนนั้นกลับไม่อาจแม้แต่ที่จะเจอหน้าลูกสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“เทพเหมันต์ท่านเป็นอะไร เหตุใดจึงเดินไปเดินมาเช่นนี้กัน” เทพที่เข้ามาใหม่เอ่ยถามสหายของตน

“เจ้าหงส์เฒ่าเจ้าเล่ห์นั่น เลี้ยงดูภรรยาข้ามาไม่พอ ตอนนี้ยังเป็นคนอบรมสั่งสอนบุตรสาวของข้าอีก ทั้งๆ ที่ข้าผู้เป็นบิดา ยังไม่มีแม้แต่โอกาสนั้นเลย เจ้าว่าเทพสวรรค์ลำเอียงกีดกันข้ากับเมิ่งเมิ่งหรือไม่จ้าวเหว่ย” เทพเหมันต์หันไปถามเทพบุรุษนามจ้าวเหว่ยที่กำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ ส่วนตนนั้นกำลังกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง

“เทพเหมันต์ ท่านเดินไปเดินมาเช่นนี้มีประโยชน์งั้นหรือ มิสู้ท่านเอาเวลาที่เดินไปมาเช่นนี้ ไปหาทางที่จะทำให้เทพสวรรค์อนุญาตให้ท่านเจอหน้าบุตรีไม่ดีกว่าหรือ” เทพหนุ่มบอกสหายที่อายุมากกว่าตนหลายหมื่นปีผู้นี้

“เจ้าพึ่งเป็นเทพได้ไม่นาน ย่อมไม่รู้ว่าเทพสวรรค์เวลาที่พิโรธนั้น มิใช่ใช้เวลาเพียงมิกี่ร้อยปีจะหายได้ ยิ่งตอนนี้มารดาของเมิ่งหลิงนาง…"

“มารดาของบุตรีท่าน นางเป็นถึงธิดาเทพสวรรค์ทั้งยังเป็นเทพธิดาดาราจันทราอีกด้วย เทพสวรรค์คงไม่กีดกันท่านกับนางขนาดนั้นหรอกกระมัง ยิ่งตอนนี้พวกท่านทั้งสองเองก็มีลู่เมิ่งหลิงเป็นโซ่คล้องใจแล้วด้วย เทพสวรรค์แม้ไม่เห็นแก่ท่าน ก็ต้องเห็นแก่พระราชนัดดาบ้างกระมั้ง” เทพหนุ่มบอกเทพเหมันต์ที่กำลังครุ่นคิดอยู่

“หากเป็นเช่นเจ้าว่าจริง มารดาของเมิ่งเมิ่งนางคง…ตอนนี้นางคงเวียนว่ายอยู่ที่โลกมนุษย์ใบใดใบหนึ่งสินะ” เทพเหมันต์ว่าด้วยน้ำเสียงเศร้าเจือด้วยความคะนึงหาเล็กน้อย แต่มีหรือเทพหนุ่มเชื้อสายเผ่าจิ้งจอกเช่นจ้าวเหว่ยจะไม่รู้ ว่าเทพเหมันต์ผู้นี้คิดถึงเทพธิดาดาราจันทราผู้เป็นภรรยามากแค่ไหน

“พี่หานเสวี่ย ท่านคิดจริงๆ หรือว่าเทพสวรรค์จะไม่ให้อภัยบุตรีของตน แม้เทพสวรรค์จะมิใช่คนที่เลี้ยงดูเทพธิดาเยว่ชื่อมาก็ตาม แต่ลูกอย่างไรก็เป็นลูก เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเทพสวรรค์” จ้างเหว่ยพูดก่อนจะตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญแก่เทพเหมันต์ไป

“พี่หานเสวี่ย ท่านแซ่ลู่ ลู่ที่แปลว่าหยกที่สวยงาม ลูกสาวของท่านเองก็แซ่ลู่ ชื่อของนาง ท่านก็เป็นคนตั้งให้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้กังวลว่าเทพสวรรค์จะกีดกันท่านสองพ่อลูกได้ แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็ยังสามารถอ้างสิทธิ์ของการเป็นบิดาได้อยู่ดี อีกอย่างคือจุดประสงค์ที่ข้ามาในวันนี้ก็คือ เทพสวรรค์มีประสงค์ให้ข้าลงไปเผชิญด่านเคราะห์ยังโลกมนุษย์ใบเดียวกับบุตรีของท่าน” จ้าวเหว่ยบอกเทพเหมันต์บอกเทพที่อายุมากกว่าตน

“ว่าอย่างไรนะ เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าต้องลืมน้ำลืมชาติงั้นหรือ”

“ไม่ถึงกับดื่มน้ำลืมชาติ เพียงแต่ต้องให้เทพชะตาผนึกความทรงจำก่อนลงไปเท่านั้น”

“เช่นนั้น เจ้าก็จะจำบุตรีของข้าไม่ได้งั้นหรือ แต่หากเจ้าลงไปแล้วกว่าเจ้าจะโต บุตรีข้าคงจะมีครอบครัวแล้วกระมั้ง” ลู่หานเสวี่ยพูดอย่างยิ้มในความฉลาดของตน แต่กลับลืมไปว่าตอนนี้บุตรีตนอยู่ในเขตป่าแสงจันทร์ ที่แม้แต่เวลาภายนอกก็ไม่อาจจะเดินต่อไปในป่าแห่งนี้ แม้ลู่เมิ่งหลิงที่อยู่ภายในจะเติบโตขึ้นแต่เวลาภายนอกก็ผ่านไปนานมากแล้วเช่นกัน

“ท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไร ป่าแสงจันทร์เวลาภายในป่ากับด้านนอกนั้นต่างกันมากแค่ไหน”

“…”

“เอาเถอะ ถึงอย่างไรเสีย สวรรค์คงไม่ใจร้ายขนาดที่ให้เจ้ามาเจอกับบุตรสาวข้าหรอกกระมั้ง เพราะข้ายังไม่อยากได้เจ้าเป็นลูกเขย” ลู่หานเสวี่ยพูดหยอกอีกฝ่ายด้วยท่าทีสบายใจไม่น้อย โดยหารู้มั้ยว่าในอนาคตอันใกล้นี้คนตรงหน้า จะกลายเป็นคนที่ทำให้บุตรีของตนเจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุดคนหนึ่ง

“เจ้าจะลงไปที่โลกมนุษย์เมื่อไหร่หรืออาเหว่ย” ลู่หานเสวี่ยเอ่ยถามสหายของตน

“อีกไม่นานเท่าไรหรอก ช้าสุดก็อาจจะสามเดือนหรืออาจจะเร็วกว่านั้น” จ้าวเหว่ยบอกก่อนเทพเหมันต์ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อจากไป

“เจ้าจะไปแล้วหรือ ไม่รั้งอยู่อีกสักหน่อยเล่า”

“ไม่ดีกว่า ข้าอยากจะไปพบอาจารย์เสียหน่อย ก่อนจะลงไปโลกมนุษย์ท่านเอง ก็คงอยากจะพบข้าเช่นเดียวกัน”

“สวนสวรรค์เปิดแล้วงั้นหรือ มิใช่ว่าตอนนี้เทพธิดาบุปผาปิดสวนสวรรค์ไม่ต้อนรับผู้ใดหรอกหรือ”

“ข้าเพียงแต่อยู่นอกเขตแดนเท่านั้น แม้ไม่สามารถเข้าไปเคารพอาจารย์ถึงด้านในสวนสวรรค์ได้ แต่ข้าก็รับรู้ได้ว่าท่านอาจารย์คอยมองดูพวกเราเสมอ” จ้าวเหว่ยที่เมื่อทุกครั้งเอ่ยถึงผู้เป็นอาจารย์ก็มักจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพเสมอ

“งั้นหรือ เจ้าคิดว่าอีกนานเท่าไร อาจารย์ของเจ้าจะเปิดสวนสวรรค์อีกครั้ง"เทพเหมันต์ถามเทพหนุ่ม

“คงไม่นานเกินรอหรอก แต่ไม่อาจรู้ว่าเมื่อใด ท่านถามถึงเรื่องนี้เพราะอะไรกันแน่” จ้าวเหว่ยถามเทพเหมันต์

“ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ข้าอยากให้เมิ่งเมิ่งได้เห็นสวนสวรรค์ ตอนที่มันเปิดขึ้นอีกครั้งด้วยตาของนางเองก็เท่านั้น” เทพเหมันต์นึกถึงบุตรีพลันสายตาก็เศร้าลงอย่างทันตา

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็คิดว่าบุตรีของท่าน คงจะได้มีโอกาสเห็นสวนสวรรค์เปิดขึ้นกับตาของนางแน่นอน”

“เจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ”

“ข้ามั่นใจ หากเป็นเช่นข้าพูด เมื่อข้าและนางหมดซึ่งด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์แล้ว อาจารย์คงจะตัดสินใจที่จะเปิดสวนสวรรค์ได้ไม่ยากเท่าไรนักหรอก” จ้าวเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“งั้นหรือ ข้าก็ขอให้จริงดั่งคำกล่าวของเจ้าแล้วกัน”

ป่าแสงจันทร์โลกมนุษย์ ตอนนี้สองลุงหลานกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ภายในครัวอย่างขยันขันแข็ง โดยที่ใบหน้าและเสื้อผ้าของทั้งสองคนก็ต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าควันและคราบดำ

“ท่านลุงใหญ่ ท่านจะทำอาหารเป็นจริงหรือเจ้าคะ ให้อาเมิ่งทำให้ดีกว่าหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวถามด้วยความเป็นห่วง เป็นห่วงว่าผู้ที่ตนเรียกว่าท่านลุง จะทำให้ที่พักที่ตนอยู่ในยามนี้จะไหม้ด้วยน้ำมือของตนเสียก่อน

“ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด อาเมิ่งเจ้าเป็นเด็กลุงเป็นผู้ใหญ่ เป็นลุงที่ต้องดูแลเจ้ามิเจ้าที่ต้องมาดูแลลุง” เทพหนุ่มตอบเด็กน้อยวัยเจ็ดหนาว

“แต่ท่านลุง อาเมิ่งว่าให้อาเมิ่งทำดีกว่า หากท่านลุงทำมีหวังได้ทำกระท่อมหลังนี้ ไหม้แน่นอนเจ้าค่ะ”

“แต่ว่า…”

“งั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านลุงคอยช่วยหันผักกับเนื้อสัตว์ เดี๋ยวอาเมิ่งจะลงมือทำเองดีหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวเสนอทางเลือกให้เทพหนุ่ม

“เอาอย่างนั้นหรืออาเมิ่ง” เทพหนุ่มถามหลานสาวตัวน้อยเพื่อความแน่ใจ

“เจ้าค่ะ” สองลุงหลานเมื่อตกลงกันไปแล้วก็ลงมือทำในส่วนหน้าที่ของตน จนได้อาหารออกมาสองจานและชาดอกไม้ที่เมื่อหลายวันก่อนเมิ่งหลิงได้ออกไปเก็บดอกไม้ภายในป่าแสงจันทร์มาตากแห้งเพื่อทำชา โดยไม่รู้เลยว่าพืชและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในป่าแสงจันทร์นั้นจะมีการซึมซับพลังปราณจากแสงจันทราที่จะส่องลงมาในป่าแสงจันทร์แห่งนี้ทุกๆ คืนวันเพ็ญ

“อาเมิ่ง เจ้าเหงาหรือไม่” เทพหนุ่มถามเด็กน้อยที่กำลังกินข้าวอย่างมีความสุข

“เหงานิดหน่อยเจ้าค่ะ ท่านลุงใหญ่ถามข้าทำไมงั้นหรือเจ้าคะ”

“หากเจ้าเหงาให้ลุงหาเพื่อนให้เจ้าดีหรือไม่” เทพหนุ่มถามลู่เมิ่งหลิง

“เพื่อนงั้นหรือเจ้าคะ ท่านลุงจะให้เพื่อนกับอาเมิ่งหรือเจ้าคะ เช่นนั้นมิสู้ท่านลุงหาสัตว์ภูตหรือสัตว์อสูร ที่แปลงเป็นมนุษย์ได้ให้อาเมิ่งสักตัวหรือไม่เจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงบอกคนอาวุโสกว่าตนพลางยิ้มอย่างคาดหวัง

“…” เทพหนุ่มไม่ได้ตอบออกไป แต่เพียงแค่เห็นสายตาคาดหวังของเด็กน้อยก็ใจอ่อนลงทันที

“ไม่ได้หรือเจ้าคะ” เด็กน้อยเศร้าลงทันตาเมื่อเทพหนุ่มไม่ได้ตอบตนกลับมา

“งั้นเอาเป็นว่าพรุ่งนี้ ลุงจะไปตามหาสัตว์สักตัว มาเป็นเพื่อนเล่นให้เจ้าก็แล้วกัน” เด็กน้อยยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“แต่ว่าท่านลุงใหญ่เจ้าคะ หากสัตว์พวกนั้นไม่ยินยอมเล่าเจ้าคะ ท่านลุงจะทำอย่างไรต่อ มิสู้ท่านลุงให้อาเมิ่งไปกับท่าน แล้วให้อาเมิ่งหาสัตว์ที่มีชะตาต้องกันกับข้าดีได้ไหมเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเสนอทางเลือกที่ทำให้เทพหนุ่มนึกสงสัยเสมอ ว่าเด็กน้อยผู้นี้เหตุใดจึงมิได้นิสัยของมารดามาบ้าง

“เอาเช่นนั้นหรืออาเมิ่ง ตอนนี้ในป่าแสงจันทร์อันตรายกับเจ้าเกินไป อีกทั้งการจะหาสัตว์สักตัวที่มีชะตาต้องกันกับเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” เทพหนุ่มพูดเช่นนั้นออกไปเพราะขนาดตนที่เป็นเทพที่ฝึกมานาน ยังไม่อาจหาสัตว์เทพหรือแม้แต่สัตว์ภูตมาอยู่ข้างกายได้เลยแม้แต่ตัวเดียว ไหนเลยที่เด็กหนาวอายุเพียงเท่านี้จะสามารถหาได้ หรือหากเป็นเช่นนางว่าจริงสัตว์ตัวนั้นคงจะเป็นสัตว์ที่อายุการบำเพ็ญไม่มากเท่าที่ควร

“แต่หาก สัตว์ตัวนั้นมีอายุการบำเพ็ญที่น้อยเกินไปเล่า แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ อาเมิ่ง”

“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าก็จะร่วมฝึกไปกับมันเจ้าค่ะ หรือต่อให้มันยังเป็นเด็กอยู่ อาเมิ่งก็จะให้มันเติบโตไปพร้อมกับข้าเจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงตอบ ก่อนที่เทพหนุ่มจะพยักหน้าตอบกลับเด็กน้อย

“พรุ่งนี้ยามเหม่า เจ้าต้องมาเจอข้าที่นี่เข้าใจหรือไม่อาเมิ่ง”

“เจ้าค่ะ” เด็กน้อยรีบลุกขึ้นด้วยความดีใจจนถ้วยข้าวที่อยู่ในมือตกลงบนพื้น

“ระวังหน่อยอาเมิ่ง”

“ขอโทษเจ้าค่ะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวรีบขอโทษและรีบทำความสะอาดทันที

เช้าวันต่อมา ยามเหม่า ลู่เมิ่งหลิงที่ตื่นเต้นเพราะจะเป็นครั้งแรกที่ตนจะได้ออกไปสำรวจโลกภายนอกหลังจากมาอยู่ที่โลกนี้ได้นานพอสมควร

“ท่านลุงใหญ่ ท่านตื่นหรือยังเจ้าคะ นี้เลยยามเหม่ามาจะครึ่งชั่วยามแล้วนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงตะโกนเรียกเทพหนุ่มผู้ที่ตนนับถือเป็นลุงเสียงดังลั่น จนแม้กระทั่งสัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ต่างรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะเสียงของนาง

“อาเมิ่งเจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว รู้ตัวหรือไม่”

“ท่านลุง เราเดินทางกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยที่ตื่นเต้นรีบกระโดดถามเทพหนุ่ม ก่อนที่เขาจะก้มลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา

“อาเมิ่ง อย่าได้ตื่นเต้นเกินไป ถึงแม้ครั้งนี้เจ้าจะออกไปดูโลกที่อยู่นอกป่าแสงจันทร์แห่งนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่อาจจะแสดงท่าทีเช่นนี้ได้ อีกอย่างคือครั้งนี้จุดประสงค์ที่เจ้าออกจากป่าแสงจันทร์แห่งนี้ก็คือ การหาสัตว์มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า อย่าได้ลืมเสียล่ะ” เทพหนุ่มเอ่ยเตือนเด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวที่อยู่ในอ้อมแขน

“ท่านลุงเจ้าคะ หากออกไปนอกป่าแสงจันทร์แล้ว หากผู้อื่นถามนามของท่านข้าควรตอบว่าเช่นไรดีเจ้าคะ”

“นั้นสินะ ลุงเองก็ไม่ได้มาที่โลกมนุษย์มานานเช่นกัน แต่หากผู้อื่นเข้ามาถามว่าลุงชื่ออะไร งั้นให้เจ้าตอบว่าลุงชื่อเฟยเทียนก็แล้วกัน ซือเฟยเทียน”

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย สามชาติ สองภพ จบปรารถนา
9.3
โชคชะตาที่ผูกพันผ่านกาลเวลาถึงสามชาติภพและการเดินทางข้ามผ่านสองดินแดนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวที่สลักลึกอยู่ในก้นบึ้งของดวงใจ เมื่อสายใยแห่งรักและพันธนาการจากอดีตนำพาให้ดวงวิญญาณกลับมาบรรจบกันอีกครั้งในเส้นทางที่เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์และการรอคอยที่ยาวนานเพื่อบทสรุปของหัวใจที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาพรากจากกันได้ในท้ายที่สุดของเรื่องราวแสนตราตรึงใจนี้
หน้าปกนวนิยาย ได้เกิดใหม่ข้าจะร่ำรวย
9.5
เมื่อสาวโสดสุดสวยอย่างลูกปลาจากยุค 2022 ต้องย้อนเวลากลับไปสู่ยุคจีนโบราณอย่างไม่คาดคิด เธอตื่นขึ้นมาในร่างของหญิงสาวที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ท่ามกลางความยากจนข้นแค้นที่แสนรันทดและสามีจอมหื่นที่จ้องจะเผด็จศึกเธออยู่ตลอดเวลา งานนี้ลูกปลาต้องใช้ไหวพริบทั้งหมดที่มีเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายรอบด้าน พร้อมกับภารกิจสำคัญในการสร้างฐานะให้ร่ำรวยเพื่อพลิกชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ให้จงได้
หน้าปกนวนิยาย ถูกเมทปฏิเสธ  ถูกอัลฟ่าศัตรูครอบครอง
9.7
หลังทุ่มเทสิบปีให้สิงหา อัลฟ่าแห่งจันทราเงิน ฉันกลับถูกหักหลังในวันสถาปนาลูน่า เขาประจานว่าฉันไร้ค่าและชูชู้รักที่ตั้งครรภ์ขึ้นแทนที่ ฉันถูกใส่ร้ายว่าทำร้ายเธอจนต้องโทษโบยด้วยแส้เงินและถูกโยนทิ้งให้ตายในป่า ทว่าท่ามกลางความตาย ฉันกลับตื่นขึ้นมาในเงื้อมมือของคิรากร อัลฟ่าศัตรูผู้ทรงอำนาจ เขามองบาดแผลฉกรรจ์ของฉันด้วยสายตาเย็นชาพลางทวนคำดูถูกที่กัดกินใจฉันมาตลอดว่าหมาป่าไร้ค่า พลิกผันโชคชะตาจากจุดต่ำสุดสู่พันธนาการครั้งใหม่ที่ไม่อาจคาดเดาได้
หน้าปกนวนิยาย ข้าเก็บสามีได้กลางป่า
9.3
โชคชะตาของเยี่ยนหลิง หญิงสาวชาวบ้านผู้ยากไร้ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อนางตัดสินใจช่วยชีวิตเซียวชินหย่วน ซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์ที่บาดเจ็บจากการลอบทำร้ายกลางป่าลึก ในขณะที่นางกำลังเผชิญวิกฤตถูกบังคับให้แต่งงานกับลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อหาเงินมารักษาพี่ชาย นางจึงทวงถามคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ โดยการขอให้เขามาเป็นสามีเพื่อปกป้องนางจากงานแต่งที่ปราศจากความรักครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันท่ามกลางอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด
หน้าปกนวนิยาย ครั้งหนึ่งข้าเคยเป็นสาวงามอันดับหนึ่ง
9.7
ย้อนรำลึกถึงรัชศกปีที่สิบ ช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ที่สลักลึกในใจไม่ลืมเลือน ครั้งหนึ่งข้าเคยเป็นสตรีผู้เลอโฉมที่สุดในเมืองหลวงที่กว้างใหญ่ไพศาล เดิมทีข้าคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงความฝันที่เลือนหาย แต่ความจริงกลับพิสูจน์ว่าทุกเหตุการณ์คือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น ความสุขล้นปรี่ในอดีตกลายเป็นสรณะเพียงหนึ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตข้าในปัจจุบัน เพื่อประคองลมหายใจและเฝ้ารอการกลับมาของใครบางคนอย่างมีความหวังท่ามกลางกาลเวลาที่ผันผ่าน
หน้าปกนวนิยาย อนุชายาบรรณาการ(Boy Love)
8.5
จ้าวชิงเฟิง องค์ชายไร้อำนาจแห่งแคว้นเป่ย ถูกส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการยังแคว้นหนานในฐานะอนุชายาของชินอ๋องผู้เกรียงไกร แม้เป็นบุรุษเขาก็ยังมิวายถูกกลั่นแกล้งด้วยความริษยาจากคนรอบข้าง จนกระทั่งถูกใส่ร้ายว่าคบชู้และรับโทษโบยอย่างทารุณ โดยหวังให้เสียชีวิตด้วยการฟาดศีรษะในไม้สุดท้าย ชีวิตที่ถูกเหยียดหยามท่ามกลางความขัดแย้งและอันตรายในวังวนอำนาจจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างโหดร้ายและแสนสาหัส