
ลู่เมิ่งหลิง เทพธิดาแห่งฝัน
ตอน 3
หลังจากที่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สองลุงหลานก็เดินทางออกจากป่าแสงจันทร์เพื่อออกไปสำรวจโลกมนุษย์ที่อยู่ภายนอก ตลอดเดินทางของสองลุงหลานนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงหยอกล้อซึ่งกันและกัน การกระทำของทั้งคู่แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้เป็นบิดาของเด็กน้อยพอใจเท่าใดนัก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ หากไม่เพราะผู้ที่อุ้มบุตรสาวของตนอยู่นั้นคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูภรรยาของเขามา มีหรือที่เขาจะปล่อยให้แตะตัวของบุตรีได้
“คอยก่อนเถอะเมิ่งเมิ่ง อีกไม่นานเกินรอบิดาจะสั่งสอนเจ้าด้วยตัวเอง รอเจ้าหมดเคราะห์กรรมในครั้งนี้ บิดาจะชดเชยให้เจ้าเองไม่ต้องห่วงหรอก” เทพเหมันต์ลู่หานเสวี่ยได้เพียงเอ่ยกับตนเองอยากแผ่วเบา แต่มีหรือที่เทพหงส์อย่างซือเฟยเทียนจะไม่ได้ยินสิ่งที่ลู่หานเสวี่ยเอ่ยออกมา จึงจงใจเอ่ยให้คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ได้ยินเข้า
“หานเสวี่ยเจ้ารอไปก่อนเถอะ ตอนนี้เป็นข้าที่อาเมิ่งรักมากที่สุดรองจากมารดาของนาง”
“ท่านลุงว่าอย่างไรนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงที่ได้ยินไม่ค่อยชัดและไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดคนที่ตนเรียกว่าลุงนั้นต้องการให้ผู้ใดได้ยินกันแน่
“ไม่มีอะไรหรอกอาเมิ่งลุงแค่พูดไปเท่านั้นเอง ไม่ต้องการให้ผู้ใดได้ยินหรอก"ซือเฟยเทียนบอกเด็กน้อยในอ้อมแขนของตน
“งั้นหรือเจ้าคะ ท่านลุงอีกนานแค่ไหนเราจึงจะไปถึงเมืองภายนอกกันหรือเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเอ่ยถามผู้เป็นลุงก่อนจะถูกมือหนาบีบเข้าที่จมูกเล็กเบาๆ
“เจ้ารีบมากหรืออาเมิ่ง อีกไม่นานหรอกเมื่อถึงที่นั่นแล้ว ลุงจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นก่อนไปตามหาสัตว์เสียหน่อยดีไหม” เทพหนุ่มถามหลานสาวของตน
“ดีเจ้าค่ะ” เด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ
“งั้นหรือ หากเจ้าชอบหลังจากนี้ลุงจะพาเจ้ามาบ่อยๆ ดีหรือไม่”
“อาเมิ่งรักท่านลุงที่สุดเลยเจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็โผเข้ากอดผู้เป็นลุงอย่างเต็มแรง การกระทำนั้นยิ่งทำให้ผู้เป็นบิดาอย่างเทพเหมันต์ได้แต่ยืนอิจฉาอยู่ไกลๆ เพราะไม่อาจทำอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเทพเหมันต์ผู้ที่เป็นบิดาของเด็กน้อยที่มีศักดิ์เป็นหลานของตน กำลังยืนอิจฉาตาร้อนอยู่นั้นยิ่งทำให้ซือเฟยเทียนมีความสุขเป็นอย่างมาก
สองลุงหลานเมื่อถึงเมืองใหญ่ที่อยู่นอกป่าแสงจันทร์ ก็เลือกเข้าพักที่โรงเตี๊ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณตลาดเท่าไรนัก เพราะคืนนี้ซือเฟยเทียนตัดสินใจว่า จะพาเด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงมาเดินเล่นเสียหน่อย อีกทั้งคืนนี้เหมือนว่าในเมืองจะมีงานเทศกาลบางอย่างจัดขึ้นด้วย ซือเฟยเทียนได้เพียงแต่หวังไว้ในใจว่าขอให้งานที่กำลังจะจัดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้จะมิใช่เทศกาลชีซีหรอกกระมัง
“เถ้าแก่ ข้าขอห้องที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยมของท่านสองห้อง” ซือเฟยเทียนบอกกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
“ขอรับนายท่าน”
“เถ้าแก่ พวกข้าต้องการเหมาโรงเตี๊ยมของท่านนี่เงิน” ผู้ที่เข้ามาใหม่พูดขึ้นก่อนจะโยนถุงเงินลงบนโต๊ะอย่างแรง
“เอ่อ นายท่านรบกวนพวกท่านไปใช้บริการโรงเตี๊ยมข้างๆ นี้ๆ ได้หรือไม่ พอดีนายท่านกับคุณหนูท่านนี้ได้เปิดห้องที่ดีที่สุดของเราไว้แล้ว” เถ้าแก่ร้านบอกผู้ที่มาใหม่ อย่างไรก็ดีที่เถ้าร้านเลือกที่จะบริการลูกค้าที่มาก่อน ไม่เลือกลูกค้าที่มาทีหลังและใช้อำนาจ
“แล้วอย่างพวกข้าจ่ายเงินไปแล้ว จะไม่บริการพวกข้างั้นหรือ”
“ท่านลุง” ลู่เมิ่งหลิงเรียกเทพหนุ่มพลางมือน้อยๆ นั้นก็ดึงชายชุดของเทพหนุ่มไว้แน่น
“ไม่เป็นไรอาเมิ่ง ไม่ต้องกลัว” แม้จะรู้ดีว่าพวกตนไม่ได้ผิด แต่เพราะเสียงของบุรุษผู้นั้นที่เอ่ยออกมาค่อนข้างที่จะเสียงดัง ทำให้เด็กน้อยตกใจกลัวขึ้นมา
“พวกข้าเป็นฝ่ายที่มาก่อน จะให้พวกข้าออกไปแล้วเสียสละให้เจ้างั้นหรือ” ซือเฟยเทียนพูดออกมา
“แล้วอย่างไร พวกข้าจ่ายเงินไปแล้วพวกเจ้าจะทนอยู่กับพวกเรางั้นหรือ” ชายหนุ่มผู้นั้นค่อนข้างไม่พอใจกับสิ่งที่เฟยเทียนเอ่ยออกมา จึงได้พยายามยั่วโมโหอีกฝ่าย
“เป็นพวกเจ้าที่เป็นฝ่ายผิดหาได้เป็นข้าไม่ อีกอย่างต่อให้เจ้าเหมาโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้วอย่างไร พวกข้าสองลุงหลานมาก่อน อีกทั้งยังเปิดห้องพักที่นี่แล้ว หากพวกเจ้าไม่พอใจก็หาทำอะไรได้ไม่” ซือเฟยเทียนพูดเสียดแทงอีกฝ่ายก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา เพื่อขึ้นไปด้านบนโดยมีเสี่ยวเอ้อเป็นคนนำทาง
“เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องไป รู้หรือไม่พวกข้าเป็นใคร” เสียงของผู้มาใหม่เอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าเป็นใคร ข้าจำเป็นต้องรู้จักงั้นหรือ” ซือเฟยเทียนตอบกลับพร้อมปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างมหาศาล
“ท่านลุง หยุดปล่อยแรงกดดันก่อนเถอะนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเตือนผู้เป็นลุง ก่อนที่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของเทพหนุ่มไปด้วย
“อาเมิ่งเป็นอันใดหรือไม่ ลุงขอโทษลุงลืมตัวไปหน่อย”
“เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดแรงกดดันจึงได้รุนแรงเช่นนี้ได้” เสียงของผู้มาใหม่เอ่ยถามซือเฟยเทียน
“อาเมิ่งอย่า” เทพหนุ่มดึงแขนของหลานสาวเอาไว้ก่อนที่นางจะเดินเข้าไปจัดการกับผู้ที่มาใหม่
“แต่ท่านลุง คนพวกนั้นหยามท่านนะเจ้าคะ”
“พวกเจ้ารีบไปจากที่นี่เสียเถอะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนลงและฆ่าเจ้าทิ้ง” ซือเฟยเทียนเตือนคนเหล่านั้นก่อนที่ตนจะทนไม่ไหวจริงๆ เพราะคนเหล่านี้ทำให้หลานสาวเพียงคนเดียวของตนกลัว
“ข้าไปแน่ แต่เจ้าต้องบอกนามของเจ้ามาก่อน” เสียงของสตรีที่เหมือนว่าจะเป็นเจ้านายของคนที่เข้ามาหาเรื่องซือเทียนเฟยและลู่เมิ่งหลิงถาม
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถามชื่อของท่านลุงข้ากัน”
“หุบปาก เจ้าก็แค่เด็กอย่าริอาจมายุ่งเรื่องของข้า” สตรีนางนั้นตวาดใส่ลู่เมิ่งหลิง ก่อนจะหันมามองที่เทพหนุ่มด้วยสายตาเย้ายวน หวังให้บุรุษตรงหน้านึกสนใจตน แต่หารู้ไม่ว่าบุรุษตรงหน้าตอนนี้แทบจะข่มอารมณ์ไม่อยู่แล้ว ก่อนที่เทพหนุ่มจะได้ทำอะไรสตรีผู้นั้น เด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างนั้นก็ไม่สามารถควบคุมความโกรธของตนได้อีกต่อไปแล้ว สตรีผู้นี้เป็นใครกัน ถือดีอะไรมาพูดกับนางเช่นนี้ แม้แต่บิดามารดาของนางยังไม่เคยแม้แต่ดุด่านาง ไหนเลยสตรีน่ารังเกียจผู้นี้จึงมีสิทธิ์ เพราะความโกรธที่มีไม่อาจควบคุม พลังในร่างที่หลับใหลอยู่ก็ย่อมไม่อาจควบคุมได้แล้วเช่นกัน
“อาเมิ่งอย่า"
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเอ่ยกับข้าเช่นนี้ ต่อให้บิดามารดาเจ้าไม่สั่งสอน เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์พูดกับผู้อื่นเช่นนี้ ถูกต้องข้าเป็นเด็กแล้วอย่างไร เด็กเช่นข้าก็มีมารยาทมากกว่าเจ้าเป็นไหนๆ หากไม่มีผู้ใดสั่งสอนเจ้าวันนี้ ข้าลู่เมิ่งหลิงจะสั่งสอนเจ้าแทนบิดามารดาของเจ้าเอง” ลู่เมิ่งหลิงที่หมดความอดทนแล้วจึงเอ่ยเช่นนั้นออกไป ทางด้านของซือเฟยเทียนที่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าไรนักจึงตัดสินใจใช้พลังของตนเพื่อยับยั้งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมิให้เกิดขึ้น
“ท่านลุง ท่านอย่าได้คิดจะช่วยพวกเขาเลย อย่าได้ลืมว่าพลังของท่านไม่อาจยับยั้งข้าได้หรอก” ลู่เมิ่งหลิงที่ล่วงรู้ความคิดของเทพหงส์จึงเอ่ยบอกก่อนที่เทพหนุ่มจะใช้พลังเพื่อหยุดยั้งตน
“อาเมิ่งอย่ารุนแรงนัก” เมื่อห้ามมิได้เทพหนุ่มจึงเอ่ยเตือนแทน เพื่อมิให้ลู่เมิ่งหลิงนั้นทำเกินเหตุ
“ท่านลุงใหญ่ ท่านอย่าได้ห่วงเลยว่าอาเมิ่งจะไม่ทำอะไรที่รุนแรงเกินไป อีกอย่างอาเมิ่งเป็นแค่เด็กอายุเจ็ดหนาวเท่านั้นจะทำอันใดพวกเขาได้กัน” ลู่เมิ่งหลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ชวนน่าขนลุก เมื่อเทียบกับอายุของนางแล้วนางถือว่าน่ากลัวเป็นอย่างมาก
'เมิ่งหลิง บิดาขอเถอะอย่าได้ทำร้ายพวกเขาเลย พวกเขาก็แค่คนโง่เขลาเท่านั้น'
“ใครกัน ท่านคือท่านพ่อข้างั้นหรือ” ลู่เมิ่งหลิงเอ่ยถามเจ้าของเสียงปริศนา
‘ถูกต้องเมิ่งหลิง ข้าคือบิดาของเจ้า เช่นนั้นตอนนี้เจ้าจะฟังพ่อได้หรือยัง’
“ก็ได้ข้าจะฟังท่าน แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากท่านแน่ใจว่าท่านทำได้ก็รับปาก หากทำไม่ได้ก็กลับไปยังที่ของท่านเสียเถอะ” แน่นอน หากมีผู้ใดได้ยินคำพูดของนางในตอนนี้ คงจะไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่าคำพูดเหล่านั้นออกมาจากปากของเด็กน้อยอายุเพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น
‘บิดารับปากเจ้าเพียงแค่เจ้าถามมา ข้าก็พร้อมจะตอบคำถามของเจ้าทุกข้อ ขอเพียงแค่เจ้าต้องการบิดาจะทำให้เจ้า’
“งั้นข้าขอถามท่านว่า เพราะเหตุใด ข้าจึงไม่เคยแม้แต่จะได้เจอหน้าท่านเลย ทั้งในตอนที่มีความสุข หรือแม้แต่ตอนที่ข้าต้องการพวกท่านมากที่สุด พวกท่านไปอยู่ที่ไหนกันแน่ ทำไมพวกท่านสองคนถึงทิ้งข้าไว้ ทิ้งให้ข้าเผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียว ตอบข้าสิ ตอบไม่ได้ ใช่หรือไม่ หากท่านตอบไม่ได้ก็กลับไปเสียเถอะ” เด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงถามเทพเหมันต์ แม้ตอนนี้นางจะเป็นเพียงแค่เด็กเจ็ดขวบแต่ในชาติก่อนนางก็เคยเป็นผู้ใหญ่ เคยเผชิญปัญหาต่าง ๆ มามากเช่นกัน
‘มิใช่มิอยากเจอ แต่เจอไม่ได้ต่างหาก บิดามิเคยคิดทอดทิ้งเจ้า ทอดทิ้งมารดาของเจ้า แต่เหตุผลนั้นต่อให้เจ้ารู้ตอนนี้เจ้าก็ไม่อาจเข้าใจได้หรอก เมิ่งเมิ่งอีกไม่นานเกินรอหรอก เจ้าจะรู้ว่าเพราะเหตุใดบิดามารดาจึงต้องให้ซือเฟยเทียนดูแลเจ้า’
“พวกท่านก็แค่หาข้ออ้างให้ตนเองเท่านั้นแหละ ข้ออ้างที่ไม่อยากให้ข้าเกิดมาเท่านั้นเอง”
‘เมิ่งเมิ่ง บิดามารดามิได้ไม่ต้องการเจ้า เมื่อเจ้าอายุครบยี่สิบปี จำไว้เมื่อนั้นสวนสวรรค์จะเปิดอีกครั้ง ด่านเคราะห์ครั้งนี้ของเจ้าจะผ่านไปด้วยดี’
“งั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าจะเชื่อท่าน ท่านพ่อ”
“พวกเจ้าไปเสีย ก่อนที่ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทุกคน” เด็กน้อยหันไปพูดกับคนกลุ่มนั้น ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาท่านลุงของตนที่รออยู่
“ฝากไว้ก่อนเถอะ เจอกันครั้งหน้าข้าจะจัดการเจ้า”
“งั้นจำชื่อของข้าไว้ด้วยล่ะ ชื่อของข้าคือลู่เมิ่งหลิง” เด็กน้อยหันไปบอกสตรีนางนั้น ก่อนที่จะถูกผู้เป็นลุงอุ้มขึ้นและเดินจากไปจากตรงนั้นทันที
เมื่อสังเกตได้ว่าเด็กน้อยในอ้อมแขนของตนนั้นเงียบไปตั้งแต่มาถึงห้อง ในฐานะลุงเทพหนุ่มจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยถามถึงสาเหตุที่ทำให้หลานสาวเศร้าลงเช่นนี้
“อาเมิ่งเจ้าเป็นอะไร เจ้าดูเงียบไปตั้งแต่คนพวกนั้นจากไปแล้วนะ บอกลุงมาใครที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ ลุงจะไปจัดการมันผู้นั้น”
“ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ไม่ต้องการข้าจริงหรือ” เด็กน้อยเอ่ยถามเทพหนุ่มพลางน้ำตาก็คลออยู่ในแววตาใสด้วย
“บิดามารดาของเจ้ามีเหตุผลที่เจ้าไม่เข้าใจอยู่ อาเมิ่งเชื่อลุงเถอะ บิดามารดาเจ้าคิดถึงเจ้ามาก แม้พวกเขาไม่อาจเคียงข้างเจ้าในยามนี้ แต่อีกไม่นานพวกเขาจะมาเคียงข้างเจ้าในที่สุด” เทพหงส์แม้จะสงสารเด็กน้อยจับใจ แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้ นางก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวเท่านั้น กลับต้องมาแบกรับเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้ แต่หากจะโทษใครสักคนแล้วละก็ คนผู้นั้นก็คือเทพสวรรค์ที่กีดกันสองสามีภรรยาแต่แรก ทำให้เด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างลู่เมิ่งหลิงต้องมารับเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปด้วย
ตอนเย็นแม้ว่าภายนอกนั้นจะครึกครื้นมากเพียงใด แต่จิตใจของเด็กน้อยเจ็ดหนาวผู้นี้กลับว้าวุุ่นยิ่งนัก เดิมทีที่ตกลงกันไว้ว่าจะออกไปเดินเล่นในตอนกลางคืนเพื่อสำรวจเมือง ตอนนี้ก็คงต้องยกเลิกไปก่อน
“ท่านลุงใหญ่ พวกเราออกไปเดินเที่ยวกันหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้าอยากไปหรืออาเมิ่ง”
“เจ้าค่ะ หากข้ายังคิดเล็กคิดน้อยอยู่เช่นนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เช่นนั้นข้าออกไปเที่ยวเล่นไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” คำตอบของลู่เมิ่งหลิงนั้นทำให้หัวใจของผู้ที่ถูกเรียกว่าลุงนั้นพองโตขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ
“งั้นเจ้ารีบไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวลุงจะพาเจ้าไปเดินเล่นในเมืองเสียหน่อยดีหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงรีบวิ่งด้วยความดีใจที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น
คุณอาจจะชอบ





