
เกิดใหม่ในเงามืด
ตอน 3
เซี่ยซางหนิงจ้องเขม็งครอบครัวไร้ยางอายนี้ด้วยสายตาประชดประชัน แล้วก็ยังคงบอกความจริงกับคนรอบข้างต่อไปว่า “ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตระกูลเสิ่นได้ใช้แบบร่างของฉันทำเงินอย่างมหาศาล จนบริษัทอะไหล่รถยนต์อัปเกรดเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ แถมยังจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย แต่ตอนนี้พอพวกคุณไม่ต้องการฉันแล้ว ดันมากล่าวหาว่าฉันขโมยแบบร่างของลูกสาวแท้ ๆ ของพวกคุณซะงั้น พวกคุณนี่รักฉันจริง ๆ เลยนะ”
เสิ่นเจิ้นหยวนถึงกับหน้าแดงก่ำ เขาตวาดเสียงดังว่า “เธอกำลังพูดบ้าอะไรอยู่น่ะ ขนาดชั้นประถมเธอยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ จะมาออกแบบเครื่องจักรกลเป็นได้ยังไง?”
เซี่ยซางหนิงโชว์แบบร่างของตัวเองให้กับคนรอบข้างได้เห็น “ทุกท่านโปรดดูให้ดีนะคะ นี่คือแบบร่างของระบบพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือบรรทุกสินค้า ไม่ใช่อะไหล่ของรถยนต์พลังงานใหม่ แล้วฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องขโมยแบบร่างของใครทั้งนั้นด้วย”
ตอนนี้เธอนึกเสียใจจริง ๆ ที่สมัยเด็ก ๆ เธอโดนเสิ่นเจิ้นหยวนหลอกล่อ จนทำให้แบบร่างเหล่านั้นของเธอกลายเป็นชื่อของเสิ่นเจิ้นหยวนทุกฉบับเลย ตอนนี้ ดูจากท่าทางเสิ่นเจิ้นหยวนแล้วคงวางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ
เธอชี้ไปยังชื่อชิ้นส่วนบรรทัดหนึ่งด้านบนและพูดว่า “คุณช่วยดูให้มันดี ๆ ก่อนนะคะ นี่คือภาษาของประเทศA ประโยคนี้แปลว่าระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือบรรทุกสินค้า”
จากนั้นเธอก็ชี้ไปยังลายน้ำลับตรงมุมขวาล่าง ซึ่งถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะมองไม่เห็น ต้องเปลี่ยนมุมไปที่มีแสงก่อนถึงจะมองเห็นได้ “นี่คือตราสัญลักษณ์ส่วนบุคคลของฉัน พวกคุณเห็นแบบร่างของเสิ่นฮุยจูรึยัง สภาพนั้นดูไม่ได้เลยจริง ๆ นะ มันควรที่จะอยู่ในถังขยะนั่นแหละ”
น้าหวังที่เป็นคนรับใช้เดินถือแฟ้มอีกเล่มหนึ่งที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ เข้ามาให้ “คุณหนูรองคะ พอดีฉันนึกว่าแบบร่างของคุณเป็นขยะ ก็เลยทิ้งไปแล้วน่ะค่ะ……”
เซี่ยซางหนิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถากถางว่า “ได้ยินไหม ขนาดคนรับใช้อย่างน้าหวังยังดูออกเลยว่าแบบร่างของเธอนั้นมันเป็นขยะ”
เสิ่นฮุยจูรู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เธอถลึงตาใส่น้าหวังด้วยความเดือดโมโห จากนั้นก็รับแฟ้มมาเปิดดูแวบหนึ่ง ก่อนจะปิดแฟ้มลงแบบเต็มแรงทันที “แบบร่างขยะนี่ไม่ใช่ของฉันสักหน่อย!”
น้าหวังที่อยู่ด้านข้างอธิบายอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ฉันยังไม่ได้บอกว่าแบบร่างของคุณหนูรองเป็นขยะเลยนะคะ ฉันแค่เข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นขยะ ก็เลยโยนทิ้งต่างหาก……”
ทำยังไงดี ดูเหมือนว่าจะอธิบายไม่ได้ซะแล้วสิ
ซูลี่เหม่ยย่อมต้องออกมาคลี่คลายสถานการณ์ให้กับลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองเป็นธรรมดา เธอเอ่ยปากตำหนิเซี่ยซางหนิงทันทีว่า “เธอพูดบ้าอะไรน่ะ? หัดสำเหนียกดูบ้างสิว่าการศึกษาของตัวเองอยู่ในระดับไหน คนที่แม้แต่ชั้นประถมยังเรียนไม่จบจะมีปัญญาออกแบบระบบพลังงานเรือสินค้านิวเคลียร์ได้ยังไง เธอต้องขโมยมาแน่ ๆ ฉันขอเตือนเธอไว้ก่อนเลยนะ คนอย่างเธอเนี่ย ขนาดฉันยังรู้สึกอายแทนเลย เพราะฉะนั้นจากนี้ไปอย่าไปบอกใครว่าเป็นคนจากตระกูลเสิ่นของพวกเราเด็ดขาดเชียวล่ะ!”
เซี่ยซางหนิงเปิดแบบร่างของเธอและเสิ่นฮุยจูขึ้นมาให้ทุกคนได้รับชม
สีหน้าของเสิ่นเจิ้นหยวนและซูลี่เหม่ยย่ำแย่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเสิ่นเจิ้นหยวน เขาถึงกับกำหมัดแน่นอยากจะชกคนขึ้นมาแล้ว พลางขัดจังหวะเธอด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “เลิกหลงตัวเองสักทีเถอะ เธอน่ะเหรอจะมีความสามารถถึงขนาดนั้น ที่ตระกูลเสิ่นมีทุกวันนี้ได้เพราะความพยายามของฉันกับพี่ชายของเธอทั้งนั้นแหละ มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย พวกเราอุตส่าห์เลี้ยงดูเธอมาตั้งหลายปี สุดท้ายดันเลี้ยงออกมาเป็นคนเนรคุณซะได้ รีบ ๆ ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ซูลี่เหม่ยเองก็เดือดโมโหไม่ต่างกัน ถึงขนาดปั้นเรื่องออกมาแบบหน้าตาเฉยเลยว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอทั้งกินของของเรา ทั้งใช้ของของเรา เงินที่พวกเราใช้ไปกับเธอบวกกับแรงใจแรงกาย อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะหลายสิบล้านแล้วมั้ง กับผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นั้นที่เธอเอามาให้ เธอยังจะกล้าพูดถึงอีกเหรอ!”
สายตาของเซี่ยซางหนิงฉายแววเย็นชายิ่งขึ้นไปอีก เธอไม่อยากโต้เถียงกับพวกเขาแล้ว เพราะยังไงซะเธอก็จะไปจากที่นี่อยู่ดี แล้วต่อไปนี้ เธอก็จะไม่สนใจครอบครัวเฮงซวยอย่างตระกูลเสิ่นแล้วด้วย “งั้นก็ดี พวกเราถือว่าหายกันแล้วนะ”
เธอก้มลงไปหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาจากพื้น
แต่เสิ่นฮุยจูกลับชิงหยิบโน้ตบุ๊กสีดำเครื่องหนาขึ้นมาก่อนซะอย่างนั้น “ดื้อด้านไม่ฟังอะไรจริง ๆ เลยนะ นี่พี่ ฉันอุตส่าห์ยอมคุยกับพี่ดี ๆ แล้ว ทำไมพี่ถึงได้รั้นขนาดนี้ห๊ะ? กล้าดียังไงถึงได้มาพูดจาว่าร้ายพวกเรา พี่ทำพวกเราผิดหวังจริง ๆ ตัวเองทำผิดเอง แทนที่จะยอมรับผิดและขอโทษแต่โดยดี ยังจะมีหน้ามาโยนความผิดให้คนอื่นอีก ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าพี่อีกแล้ว ข้อมูลในโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ต้องเป็นข้อมูลของบริษัทตระกูลเสิ่นของพวกเราที่พี่รวบรวมมาแน่ ๆ พี่อย่าหวังเลยว่าจะได้มันไปน่ะ!”
เธอคว้าแก้วที่อยู่ในมือของแขกคนหนึ่งมาสาดใส่แป้นพิมพ์ทันที
“เพียะ!” เซี่ยซางหนิงตบหน้าเสิ่นฮุยจูอย่างแรงไปครั้งหนึ่ง จากนั้นก็แย่งโน้ตบุ๊กกลับมา ก่อนจะเริ่มเช็ดน้ำออก
“พี่ตบฉันเหรองั้น?” เสิ่นฮุยจูที่เดือดโมโหจนหน้ามืดตามัวง้างมือขึ้นเพื่อจะตบกลับไป แต่กลับโดนอีกฝ่ายชิงตบหน้าเป็นครั้งที่สองซะก่อน
ซูลี่เหม่ยที่ช้าไปหนึ่งก้าวดุด่าเซี่ยซางหนิงอย่างเสียการควบคุมว่า “พวกเราเลี้ยงเธอมาจนโตป่านนี้ เพื่อให้เธอมารังแกลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเรายังงั้นเหรอ?”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเคยชินกับการดุด่าและทำร้ายเซี่ยซางหนิงไปแล้ว เวลาที่อารมณ์เสียก็มักจะใช้เซี่ยซางหนิงเป็นที่ระบายอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับไม่เคยเห็นเซี่ยซางหนิงตอบโต้แบบนี้มาก่อนเลย
พฤติกรรมรุนแรงของอีกฝ่ายทำให้เธอเกิดกลัวขึ้นมา ถึงขนาดต้องดึงมือที่ยื่นออกไปครึ่งหนึ่งกลับคืนมาอีกครั้งในทันที
“คุณแม่คะ พี่ตบหนูค่ะ” เสิ่นฮุยจูเอามือปิดหน้าตัวเองเอาไว้ พร้อมทั้งเอ่ยปากฟ้องออกมา เธอจ้องเขม็งเซี่ยซางหนิงไม่วางตา หมายจะตบกลับไปให้ได้
ซูลี่เหม่ยดึงมือของเสิ่นฮุยจูออกไป รอยฝ่ามือที่แจ่มชัดบนใบหน้าของลูกสาวสุดที่รักแดงฉานไปหมด
ทำเอาเธอสงสารจับใจเลย “จูจู เจ็บรึเปล่าลูก?”
เสิ่นฮุยจูจ้องเขม็งเซี่ยซางหนิงด้วยความชิงชัง จากนั้นจึงยกเท้าขึ้นมาหมายจะเตะเซี่ยซางหนิงที่กำลังเก็บของอยู่
ทว่าเซี่ยซางหนิงกลับเหลือบมองมาแวบหนึ่ง ก่อนจะหลบเลี่ยงเล็กน้อย หลังจากที่เก็บของชิ้นสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เธอก็หันไปมองคนในครอบครัวนี้อย่างเย็นชาและพูดว่า “เจ็บรึเปล่าลูกงั้นเหรอ คุณแม่ ตอนที่คุณแม่เอาฉันเป็นที่รองรับอารมณ์ ตีฉันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คุณแม่เคยถามฉันสักครั้งไหมว่าเจ็บรึเปล่า? ฉันตบลูกสาวแท้ ๆ ของคุณแม่ไปแค่ทีเดียว คุณแม่ต้องโอ๋ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”
ซูลี่เหม่ยถึงกับหลบสายตาทันที แต่หลังจากนั้นสักพัก เธอกลับพูดอย่างหน้าตาเฉยว่า “เธอคิดว่าพวกเราซื้อเธอกลับมาเพื่ออะไรล่ะ จะให้เลี้ยงดูเหมือนเป็นเจ้าหญิงยังงั้นเหรอ?”
“ในที่สุดก็ยอมรับใน ‘สิ่งดี ๆ ’ ที่พวกคุณเคยทำเอาไว้แล้วสินะ” เซี่ยซางหนิงกวาดสายตามองคนตระกูลเสิ่นอย่างเย็นชา จากนั้นก็สะพายสายเป้ไว้บนไหล่ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันมาเหลียวมองอีกเลย
คุณอาจจะชอบ





