
เพลงมาร
ตอน 2
“พ่อขา”
เสียงเรียกนั้นเบาแผ่วเหมือนลังเล เหมือนไม่แน่ใจ...แม่ไม่ให้ เธอเข้ามาหาเขา แต่เหมือนในจิตใต้สำนึกลึกๆ บอกว่าเธอควรจะเข้ามาที่นี่ มาเพื่อลาเขาให้ถูกต้องหลังจากที่เธอได้เป็นต้นเหตุของเรื่องบ้านแตกหนนี้...เธอเป็นคนเริ่มต้นกระตุ้นแม่ให้เห็นด้วยที่จะให้เธอเป็นนักร้อง ได้อัดแผ่น แม่ผู้เฝ้ารอคอยมานานนักตั้งแต่ในชีวิตของตัวเอง แต่แม่ไม่เคยมีโอกาสดังว่านั้น แม่เคยเป็นนักร้องตามร้านอาหาร...แม่มีเสียงดี แต่แม่ก็โชคร้าย
...พวกเขาบอกให้แม่รอ...รอ...รอ แม่ก็หลงเชื่อแล้วสุดท้าย มันก็ไร้ค่า แม่เจอพ่อของขิมเข้าเสียก่อน แม่ก็เลยแต่งงาน แล้วแม่ก็ไม่มีโอกาสเหลือเลย แม่ต้องมาจมอยู่ที่นี่กับไร่แคบๆ วัวอีกจำนวนหนึ่ง แม่เป็นเมียเกษตรกรจมปลักอยู่กับความยากจน…
“ขิมจะไปแล้ว”
เธอเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าเขา...จับมือของเขามากุมเอาไว้ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเธอ ให้กำเนิดชีวิตของเธอ ที่โรงเรียนแม่ชีนั้นสอนเธอในสิ่งดีๆ มากมาย และเธอก็เป็นเด็กเฉลียวฉลาด ผลการเรียนของพิจิกาอยู่ในเกรดสี่เสียเป็นส่วนมาก แต่เรื่องร้องเพลงก็เป็นสิ่งที่เธอ ไม่อยากจะรอคอยอีกต่อไป เธอกระหายสิ่งนั้น...กระหายชื่อเสียงที่จะมีมาเธอไม่ชอบบ้านไร่นี้เลย มันดูเหงาเงียบไม่มีชีวิตชีวา...เธอรู้สึกเหมือน ได้ยินเสียงร้องเรียกให้เธอออกไป...ไปให้พ้นจากที่นี่เสียโดยเร็ว
“พ่อจะไม่อวยพรให้ขิมหรือคะ”
เขาก้มลงมองลูกสาว เธอได้ผิวพรรณขาวสะอาดมาจากเมษา ได้ความเข้มคมจากเขาไป...จึงออกมาเป็นเด็กหญิงที่งดงามมาก ดวงหน้า รูปไข่ปลายคางเรียว มีดวงตาคู่ที่แจ่มใส ดวงตาที่มองแล้วก็ต้องใจอ่อนเสมอ...เขายกมือขึ้นลูบเส้นผมที่รวบเปิดหน้าผากตึงไปทางด้านหลัง ถักเป็นเปียแน่นๆ แล้ววางมือนิ่งกลางศีรษะอยู่เช่นนั้น ลำคอของเขา ตีบตันเกินกว่าจะมีคำพูดใดออกมาได้
“ไปเถอะ”
เขาเค้นคำนั้นออกมา รู้สึกว่าใจโหวงว่างเปล่า เขาอาจจะ ไม่ได้เลี้ยงเธอด้วยมือของเขาเอง ไม่ได้ฟูมฟักเธอเท่าเทียมกับที่เมษาได้ทำแต่เขาก็ได้สำนึกอย่างหนึ่งในตอนนี้ว่าเขาทำผิดไปใหญ่หลวงนัก เมษาได้ปลูกฝังหลายสิ่งหลายอย่างที่ล้วนแล้วแต่แก้ไขได้ยากให้กับพิจิกาประกอบกับการที่เขาส่งเธอเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดของเมืองนี้ โรงเรียนที่สอนให้เด็กๆ กล้าหาญ...กล้าแสดงออก...กล้าคิดและ กล้าตัดสินใจ นั่นเป็นช่องโหว่ที่ทำให้พิจิกาเล็ดลอดไป...และเธอก็จะไปพ้นจากบ้านนี้ พ้นจากสายตาของเขาจะมองเห็นได้อีกต่อไป
โอมไม่กล้าสร้างความหวังใดๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงของ
พิจิกาหรือการหวนกลับคืน
แต่หากเขาทัดทาน...เมษาก็จะก่นโทษว่าเขาไปจนชั่วชีวิต และหล่อนก็จะเสี้ยมสอนให้ลูกเกลียดชังเขาอีกด้วย เขาไม่อยากให้มีความเกลียดชังเกิดขึ้นในบ้านนี้ เขาเป็นคนรักสงบ เขาใฝ่หาสันติอยู่เสมอ แม้หล่อนจะจากไป...พิจิกาจากไป แต่เขาก็ยังเหลือลูกชายอีกคน ลูกชายที่จะเป็นของเขา ให้เขาเป็นต้นแบบหล่อหลอมทั้งจิตและวิญญาณ
“ขิมไปนะคะ”
น้ำเสียงนั้นไพเราะแม้ในยามบอกลา...โอมมองดูลูกสาวตัวน้อยของเขา รับรู้แต่ว่ายังเยาว์วัยนัก เธอยังอ่อนเดียงสาเกินไป แต่เด็กหญิงอ่อนเดียงสาเล็กๆ คนนี้แหละที่มีความทะเยอทะยานแรงเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะเมษาได้เสี้ยมสอนปลูกฝังมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กทารก
สิ่งใดที่เมษาทำไม่ได้...ลูกของหล่อนจะต้องทำได้
หล่อนคาดหวังเอาไว้ในตัวลูกสาวคนเดียว และโอมก็สำนึกผิดเมื่อสายเกินไป
เขาปล่อยปละลูกสาวของเขามากเกินไป จนพิจิกาไม่เห็นความสำคัญ ของพ่อมากไปกว่าแม่
เธอกราบเขาที่มือ...ดวงตามองสบประสานกัน เขาได้เห็น ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของลูกน้อย วัยสิบสองเท่านั้นแต่ดูเหมือนพิจิกาจะเติบโตเกินวัย เธอได้ความเด็ดเดี่ยวจนเป็นดื้อรั้นมาจากแม่ ผสมผสานกับความมุมานะแรงกล้าของเขาเอง เขากลืนก้อนสะอื้นในอกลงไป เขามีคำอวยพรอยู่ในอก...เขาอยากเห็นเธอไปได้ดีดังใจปรารถนา ลูกเขา เป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูและยังเยาว์วัยเหลือเกิน เขาได้แต่ภาวนาจากพระขอให้เธอไปได้ดี ขอให้เมษาจงเข้มแข็งพอจะปกป้องเธอด้วยเถิด
“ถ้า...มันไม่เหมือนที่คิด ก็กลับบ้านเรา...กลับบ้านนะ...ลูก”
คุณอาจจะชอบ





