
เพลงมาร
ตอน 3
รถยนต์คันนั้นแล่นจากไป ทิ้งฝุ่นให้ปลิวฟุ้งขึ้นมาจาก ท้องถนนที่เป็นเพียงทางโรยกรวดทับลงไปบนลูกรัง...เมียหนึ่ง ลูกสาวอีกหนึ่งได้ไปจากชีวิตของเขาแล้ว...โอมยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ริมหน้าต่าง เขาอยากจะลุกขึ้นแต่แข้งขาของเขาก็ไม่ได้เป็นใจ เอาเสียเลย มันยังอ่อนเปลี้ย ต้องรวบรวมกำลังใจอยู่นานก่อนจะลุกขึ้นได้...เขาจะต้องยืนหยัดต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะดี หรือจะร้ายแค่ไหน...เขาก็ยังต้องสู้กับชีวิต การจากไปของ คนสองคนไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าชีวิตของเขาจะต้องหยุดนิ่ง เพียงเท่านี้
และเมื่อเขาออกมาถึงประตู ก็มีรถอีกคันแล่นสวนเข้ามา เป็นรถสองแถวที่รับเด็กนักเรียนมาส่งบ้าน...ครูสาวท่าทางเรียบร้อย ลงมาจากรถก่อน ดูหล่อนมีจิตวิญญาณเป็นครูตั้งแต่เส้นผมไปจรด ปลายเท้านั่นทีเดียว...ดวงหน้าของหล่อนเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางใดๆ โดยสิ้นเชิง
โอมรับลูกชายมาจากวงแขนของหล่อน ลูกชายเขาอายุสี่ขวบกว่าเกือบจะห้าขวบ...อายุเท่านี้แต่ลูกชายเขาได้กำพร้าแม่ไปแล้ว เนื้อตัวตันๆ นั่นทำให้อ้อมแขนของเขาหนักอึ้ง คางสากๆ ของเขาถูไถกับแก้มนิ่มเนื้อของเด็กชายจนแกเบือนหน้าหนี หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไปหมด ดวงตาของเขาแดงก่ำเหมือนกลั้นน้ำตาเอาไว้ และเพ็ญพรรณก็มองเห็นเสียด้วย หล่อนก้าวเข้ามาอีกนิด
“คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ”
เมื่อสักครู่ตอนเลี้ยวรถเข้ามา หล่อนมองเห็นเมษาและพิจิกา นั่งอยู่บนเบาะหลังของรถยนต์คันนั้น เพ็ญพรรณรู้ต่อไปอีกด้วยว่า พิจิกาขาดเรียนมาสามวันแล้ว...โรงเรียนแม่ชีกับโรงเรียนอนุบาล มีอาณาเขตติดต่อกัน ทุกทีหล่อนจะรับพิจิกาติดรถไปแวะส่งที่ โรงเรียนก่อน และรับกลับจากโรงเรียนในตอนเย็นอีกด้วย แต่พิจิกา ไม่ได้นั่งรถคันนี้มาแล้วสามวันเต็มๆ
“ปละ...เปล่า”
เขาปฏิเสธ...ยอมเสียมารยาท อุ้มลูกเดินเข้าบ้านโดยเร็ว เพ็ญพรรณมองตามหลังเขาไปอย่างครุ่นคิด หล่อนไม่ปฏิเสธว่าหล่อนพอใจชายคนนี้ แม้เขาจะมีเมียแล้วและยังมีลูกอีกสอง แต่หล่อนก็เก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ลึกๆ ไม่แสดงออกมาภายนอก เพียงแต่ เพ็ญพรรณบอกตัวเองว่าหล่อนจะต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
...ถึงจะไม่ใช่วันนี้ก็เถอะ...
**********************************************************
พิจิกานั่งเบียดอยู่ข้างๆ หล่อน เด็กหญิงหันไปข้างหลัง มองดูบ้านที่เคยอยู่ด้วยดวงตาละห้อย เมื่อจะไปจากบ้านเธอก็รู้สึกใจหาย และเมษาก็เข้าใจความรู้สึกของลูกสาวตัวน้อยเป็นอันดีหล่อนโอบกอดลูกสาว...ดึงให้หันหน้ากลับมา
“เราจะไปดีกันนะ...ลูก” หล่อนปลอบโยน “ลูกจะได้ร้องเพลง อัดแผ่น จะมีโอกาสมากมายในชีวิต จะได้เรียนต่อ และจะเป็นที่รู้จัก ของคนทั้งประเทศ...ลูกจะโด่งดัง”
แต่สายตาของเด็กหญิงมองไปเห็นรถสองแถวที่แล่นสวน จนฝุ่นฟุ้งเข้ามา เธอมองเห็นเด็กๆ มากมายในรถคันนั้น...รวมทั้งเด็กชายตัวน้อย น้องชายของเธอเองอีกด้วย
“แม่ขา...นั่น...น้อง”
เมษาไม่ยอมหันไปมอง หล่อนได้ตัดขาดแล้วโดยสิ้นเชิง จากผัว...จากลูกชาย
หล่อนจะให้ความอาวรณ์มาเป็นเครื่องฉุดดึงหล่อนเอาไว้ในปลักนี้อีกไม่ได้ หล่อนมาจมปลักอยู่นานแล้ว นี่เป็นโอกาสเดียวที่หล่อนได้สัมผัส เหมือนต่อลมหายใจของหล่อนให้ยืนยาวออกไป
“แม่ไม่มองน้องเลย”
“เกิดน้องเห็นแม่จะร้องไห้งอแง...แล้วเราก็ไม่ต้องไปไหนกันพอดี ขิม...ฟังแม่นะ เราจะไปหาความก้าวหน้าด้วยกัน ถ้าลูกยังอาลัยอาวรณ์นัก...ลูกจะเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป”
หล่อนมองสบตากับคนขับรถทางกระจกบานเล็กๆ นั่น แล้วหล่อนก็เปิดยิ้มหวาน เมษายังสวยมากอยู่ ลูกสองของหล่อนไม่ได้ทำให้หล่อนด้อยความสวยลงไปเลย...ตรงกันข้ามหล่อนกลับมีน้ำมีนวลเปล่งปลั่งขึ้น ดวงหน้ายังเฉิดแฉล้ม ยามยิ้มหล่อนก็ยังทำให้คนมองตะลึงลานได้
“ฉันมาจากกรุงเทพฯ หลายปีแล้วนะคะ...จำกรุงเทพฯ แทบจะไม่ได้”
“เปลี่ยนไปมากเลยฮะ แต่อีกนานกว่าจะถึง จะพักผ่อนไปก่อน ก็ได้นะฮะ...แอร์เย็นพอไหม” เขาเร่งแอร์และส่งไปข้างหลังอีกพร้อมกับเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ ให้อีกต่างหาก
“เย็นค่ะ...เย็นแล้ว กำลังสบายเชียว”
“ถ้าหิวก็บอกนะฮะ”
“ค่ะ”
หล่อนไม่หิวแน่นอน...หล่อนกำลังอิ่ม เหมือนอิ่มทิพย์ อย่างนั้นแหละ และหล่อนก็รั้งลูกสาวให้ซุกแนบอก กระซิบเบาๆ กับลูก
“ถ้าง่วงก็นอนเลยนะลูก”
ไม่เพียงแต่พูด หากแต่หล่อนจับขาลูกสาวขึ้นมาให้พาด เหยียดยาวไปตามเบาะแล้ววางศีรษะเอาไว้บนตัก ฮัมเพลงตามทำนอง ที่ได้ยินเป็นเพลงกล่อมลูกสาว...แล้วหล่อนก็ฝันถึงกรุงเทพ เมืองสวรรค์ ฝันทั้งที่หล่อนยังลืมตามองออกไปภายนอกรถเจิดจ้าด้วยแดดใส และท้องทุ่งกว้าง
คุณอาจจะชอบ





