
การเริ่มต้นใหม่ของอดีตจอมมาร
ตอน 2
ใบหน้าแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยท่าทางอิดโรย หลีเหว่ยพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่ซับซ้อนว่าตนเองนั้นทำไมถึงถูกส่งมาที่นี่กันแน่ นิ้วเรียวยาวกำมือไว้แน่นพลางถอนหายใจอย่างไม่ใคร่สบายใจนัก
"...ฉันถูกส่งมาที่นี่เพราะอะไร ทำไมถึง.. ไม่สิ ทำไมฉันในชาติก่อนถึงเป็นแม่ทัพมารที่โหดร้าย เพราะอะไรถึง.. อ้า คำถามเยอะแยะเต็มหัวไปหมด" ใบหน้าฉงนจ้องมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองแล้วกำมือ
"ถ้าฉันเป็นถึงแม่ทัพมาร แสดงว่าฉันต้องมี.. พลัง? เวทมนตร์คาถา ศาสตร์มืดหรืออะไรสักอย่างสิ" สายตาขวักไขว่เหมือนกำลังประเดิมหาเรื่องอะไรใหม่ๆ เข้าใส่ตัวเอง ร่างพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงมองหาอะไรที่พอจะมาเป็นหนูทดลองได้บ้าง
"อ่ะ.. กาน้ำชานั่น ฉันเป็นถึงแม่ทัพมารเชียวนะ ของแค่นี้ต้องขี้ปะติ๋ว" สีหน้าสนอกสนใจรีบเดินตรงไปยังโต๊ะเล็กที่มีกาน้ำชาตั้งไว้ มือทั้งสองประคองอากาศขึ้นแล้วจ้องมองไปยังกาน้ำชาที่มีไอร้อนจากชาข้างใน "จงลอย"
'.....'
"ลอยสิ ลอย"
'......' ทุกอย่างเงียบกริบ ไม่มีอะไรบ่งบอกได้เลยว่ามันจะเกิดความเหนือธรรมชาตินั่นขึ้นจริง หลีเหว่ยในร่างจือหานเบ้ปากด้วยความไม่เข้าใจถึงความสมเหตุสมผลนั่น
"หรือบางที แม่ทัพมารอาจไม่ใช่ผู้มีพลังความสามารถปลุกวิญญาณภูตผีปีศาจอย่างที่หนังสือเล่าไว้ก็ได้ แต่.. แล้วทำไมถึงถูกเรียกแบบนั้น"
ใบหน้ามองวนกลับมาที่ตำหนักใหญ่ บรรยากาศของห้องเต็มไปด้วยความเงียบและวังเวงอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกถึงบรรยากาศหนาวเย็นที่อบอวลไปทั่วบริเวณยากที่จะคาดเดา
"บรรยากาศห้องชวนขนลุกตลอดเวลาเลย เพราะสไตร์แบบนี้หรือเปล่าถึงโดนประณามน่ะ แค่ฉันเห็นยังขนลุกเองเลย อ..อะไรเนี่ย? .."
ร่างกายที่กำลังเดินสำรวจไปรอบๆ จนกระทั่งมาสะดุดตากับชั้นวางที่มีกระบี่เล่มหนาวางเก็บรักษาไว้อย่างดี
"ว้าว.. พึ่งเคยเห็นของจริงเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย"
ใบหน้าสนใจใคร่รู้จ้องมองมันอย่างไม่วางตา ตั้งแต่หัวฝักจนถึงปลายด้ามของมัน ลายสลักฉลุไม้เป็นลวดลายของหมาป่าที่เป็นสัตว์วิเศษประจำตระกูล แต่แทนที่มันจะให้บรรยากาศของกระบี่ที่ควรจะงามสง่า มันกลับให้บรรยากาศสุขุมและน่าเกรงขามยิ่ง
"กระบี่จักรพรรดิมารของแม่ทัพมาร ของจริงด้วย.. ฉันกำลังเห็นกระบี่สุดแสนหายากที่ในพิพิธภัณฑ์ต่างตีตั้งราคาไว้สูงจนประเมินค่าไม่ได้ แถมมีตำนานเรื่องเล่าบอกว่ามันมีจิตวิญาณของนักรบที่ถูกสาป ม..ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นเป็นบุญตาแถมยังใหม่เอี่ยมกว่าในพิพิธภัณฑ์ที่เอาของปลอมมาตั้งโชว์กันขโมยนั่นอีกน่ะ"
หลีเหว่ยยืนมองกระบี่นั่นอย่างชื่นชมและตื้นตัน ขณะมือนั่นค่อยๆ เอื้อมเพื่อที่จะไปสัมผัสมันให้เป็นขวัญกับตนเอง
"ขอจับให้เป็นขวัญมือหน่อยเถอะ... เอ๊ะ? "
ไม่ทันได้สัมผัสมัน แต่กระบี่กลับลอยเข้าหามือของเขาอย่างง่ายดายเหมือนมีแรงดึงดูด ใบหน้าฉงนจ้องมองกระบี่เล่มยาวสีดำที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกประหลาด แต่ในตอนนั้นเองที่จู่ๆ มันกลับแผ่รังสีอันน่าหวาดกลัวเข้าสู่ร่างกายของหลีเหว่ยจนร่างนั่นกระเด็นกระแทกออกมา
"อั๊ก! โอ๊ย! ..."
'ท่านแม่ทัพ..... ข้าเฝ้ารอที่จะได้พบท่านที่สมบูรณ์แบบมานับร้อยนับพันปี...บัดนี้ ทุกอย่างกำลังใกล้เข้ามา'
"อึก.. " เสียงเรียกดังก้องระงมหู มือเล็กยกขึ้นปิดกั้นมันทั้งสองข้างแล้วกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
'นายท่าน... นายท่าน... ท่านแม่ทัพเฉินจือหาน.. ท่านกลับมาแล้ว.. กลับมา.. กลับมา..'
"อ...! อ๊า! ค..ใคร ออกไปจากหัวฉันนะ!"
'พลังของท่านกำลังฟื้นฟู...เพียงแค่ได้เติมเต็มเลือด หรือดื่มด่ำรสชาติของวิญญาณที่กำลังหวาดกลัว พลังของท่านก็จะกลับมา ต่อให้ท่านผลักไส แต่ชะตาของท่านไม่อาจต้าน....'
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยกล่าวค่อยๆ แผ่วเบาลงจนกระทั่งหายไป แต่ความเจ็บปวดนั้นยังคงเดิม หลีเหว่ยจ้องมองพื้นด้วยสีหน้าหวาดกลัวขบริมฝีปากอย่างกล้ำกลืน แววตาจืดชืดเหมือนกับความสนุกสนานที่เคยมีในความทรงจำนั้นหายไปจนหมดสิ้น
".. เจ็บ.. แสบคอไปหมด.. น้ำ... หิวน้ำ.. ไม่.. ไม่ใช่.."
ร่างกายสั่นเทาเหมือนกำลังตกอยู่ในอำนาจอะไรบางอย่าง รูม่านตาที่เริ่มหดตัวลง หลีเหว่ยยกมือขึ้นสำผัสร่างกายที่อยู่ไม่สุข เขากวาดตามองหาพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสงบ แต่มันกลับกลายเป็นว่าบรรยากาศรอบๆ นั้นมืดเหมือนเขากำลังอยู่ในความมืดที่หาทางออกไม่ได้ ส่งเสียงร้องออกไป ก็คงไม่มีใครได้ยิน
'เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงมองไม่เห็นอะไรเหมือนคนตาบอดเลย แถมยัง... แสบคอกระหายบางอย่างตลอดเวลา เกิดอะไรขึ้น..กับร่างกายนี้..'
"นายท่าน! เกิดอะไรขึ้น? นายท่าน? "
เสียงข้ารับใช้จากด้านนอกที่เหมือนจะได้ยินเสียงที่ไม่ค่อยดีออกมาจากในห้อง ได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาใกล้อย่างร้อนรนกังวลนัก
"ท่านเฉินจือหาน?"
"อึก... เลือด.." หลีเหว่ยส่งเสียงแหบแห้งราวกับคนขาดน้ำในร่างกาย
"ข... ขอรับ?"
ใบหน้าซีดเซียวเงยหน้ามองเจ้าของน้ำเสียงที่กำลังกล่าวอย่างเป็นห่วง แต่ตอนนี้สายตาของเขากลับมองเป็นเพียงบรรยากาศรอบๆ ตัวของคนผู้นั้นที่อบอวลไปด้วยออร่าสีแดงและกลิ่นชวนกระหายที่กำลังรบเร้าให้กลืนกิน
"เลือด... เลือด.."
"ท่านเฉินจือหาน ท่านต้องพัก อั๊ก! "
มือคว้าเข้าที่คอของข้ารับใช้ตรงหน้าอย่างไร้สติควบคุม บีบไว้แน่นเท่าสุดแรง สีหน้าหลุดลอยไร้สติจ้องมองเหยื่ออย่างกระหายก่อนจะใช้ริมฝีปากฝังกัดลงบนต้นคอของข้ารับใช้จนอีกฝ่ายดิ้นกรีดร้องขอความช่วยเหลือ
"อ้า! อั๊ก นายท่าน อ๊ากก!!" เสียงกรีดร้องแผ่วเบาลงช้าๆ ตอนนี้ เหยื่อที่ถูกสังเวยชีวิตอย่างน่าเวทนาได้หมดลมหายใจลงแล้วในทันทีทันใด มือปล่อยร่างนั่นล้มลงนอนจมกองเลือดจนกระทั่งเขาเริ่มได้สติ
"อึก.. ฮึก.. ฉ..ฉัน.. มันเกิด..อะไรขึ้น..."
ร่างกายทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง สายตาจ้องมองศพในห้องอย่างกระวนกระวายพลั้งน้ำตาเริ่มไหลอาบลงมา
"เกิดอะไรกันแน่.. ฉันเป็นตัวอะไรกันแน่..." สายตาจ้องมองกระบี่เล่มหนาเจ้าของสาเหตุนั้นอย่างหวาดกลัว ก่อนที่จะมีฝีเท้าวิ่งเข้ามาในห้องเพิ่มขึ้นอีก
"ท..ท่านพี่? เกิด... อึก.." หญิงสาวจ้องมองร่างชายผู้เคราะห์ร้ายด้วยสีหน้าหวาดกลัว ก่อนละสายตาวิ่งมาหาพี่ชายของตัวเองที่กำลังตื่นกลัว "ท่านพี่?"
"...ฉัน..ฉันทำอะไรลงไป.. ฉัน..ฉันมันตัวอะไรกันแน่"
ท่าทางสับสนวุ่นวายใจ ฝ่ามือเล็กประคบลงบนแก้มอย่างอ่อนโยนแล้วลูบมันอย่างแผ่วเบา
"ท่านมิใช่ปีศาจ.. มันมิได้ผิดที่ท่านเป็นแบบนี้ ท่านพี่..ท่านพี่ต้องฟังข้า ท่านแค่สูญเสียความทรงจำ ท่านจะมิใช่สัตว์ร้ายอย่างที่พวกเขาว่าไว้ ได้โปรดท่านพี่โปรดฟังข้านะเจ้าคะ"
ใช่แล้ว หลังจากการกลับมาของหลีเหว่ยที่มาอยู่ในร่างของเฉินจือหาน ทุกคนต่างพากันตกใจและสับสน ต่างคิดกันไป ว่าเฉินจือหานที่แสนโหดร้ายได้รับผลกระทบจากการบำเพ็ญญาณของตนเองจนความทรงจำแตกหัก
นิ้วสัมผัสมือเล็กของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบาพร้อมจ้องมองไปยังในดวงตาที่กำลังอมทุกข์
"ฉันยังเรียบเรียงอะไรไม่ได้ แถมยัง.. เอ่อ ความจำเสื่อม แม้แต่ชื่อของเธอ ฉันก็นึกไม่ออก"
"ข้าชื่อหมิงเยี่ยน เฉินหมิงเยี่ยน เป็นน้องสาวของท่าน ท่านคือเฉินจือหาน เป็นบุตรชายคนโตของสกุลเฉิน"
"เฉิน...หมิงเยี่ยน หมิงเยี่ยน... อ่ะ.."
แววตาเบิกกว้างเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ หลีเหว่ยจ้องมองไปยังหญิงสาวด้วยสีหน้าตกใจ เพราะหากในบัจจุบันนั้น เธอคือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในสงครามครั้งนี้
"ท..ท่านเฉินหมิงเยี่ยน!" ร่างรีบฟุบตัวลงคำนับแทบเท้าของเธอ ขณะหมิงเยี่ยนได้แต่กรีดร้องอย่างตกอกตกใจแล้วรีบพยุงพี่ชายของเธอให้ลุกขึ้น
"ว๊าย! ท..ท่านพี่ อย่าเจ้าค่ะ ท่านทำแบบนี้จะทำให้ข้าลำบาก"
"ข..ขอโทษนะ แค่.. กำลังคิดว่าต้องปรับตัวอีกเยอะสำหรับการมาอยู่ อ่ะ..ม..ไม่สิ หมายถึงการฟื้นความทรงจำ"
"..มิจำเป็นหรอก ข้าดีใจเสียมากกว่า" หมิงเยี่ยนส่งยิ้มเล็กน้อยให้ "ทำไมล่ะ?"
"ที่ท่านเป็นแบบนี้ มันเกิดจากหลายปัจจัย สกุลของเราถูกสาปแช่ง ที่บุตรชายคนโตเกิดมาจักต้องเข้าสู่วิถีมารอย่างไม่มีทางเลือก พวกเขาเมื่อเกิดมา จะมีนิสัยโหดร้ายและมีอำนาจเกินจะต้านทาน วิธีเดียว ที่จะทำให้คำสาปหายไป.... อ่า..ข้าว่าข้าคงจะพูดมากเกินไป มันจะทำให้ท่านเครียดและเสียสุขภาพ ข้ามิอยากให้ท่านป่วยจนมาร่วมงานแต่งของข้ามิได้หรอกนะเจ้าคะ"
"งานแต่งหรอ? เธอ.. ไม่สิ.. งานแต่งเจ้ากับผู้ใดกัน?" ใบหน้าหรี่ตาอย่างเศร้าสร้อยก่อนกลับมายิ้มเล็กน้อยอีกครั้ง
"ข้ากับท่านหลินจื่อฝาน"
"หลินจื่อฝาน..." ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แต่แล้วก็นึกขึ้นถึงหน้าหนังสือที่ได้อ่าน หลินจื่อฝานนั่นมันคนชั่วก่อกบฏหนิ! "อ้ะ.. ไม่ ไม่ได้ อย่าแต่งกับเขาเชียว! "
"ท..ทำไมหรือเจ้าคะ?"
"ก็.." ใครจะไปกล้าบอกกัน ว่าตระกูลของเขาก่อกบฏน่ะ
"..ความจริงข้าก็มิอยากแต่งกับเขา... ข้ามีคนรักแต่แค่... ข้ามิอยากทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องมาอับอายเพราะข้า"
".....ข้าไปเอง!"
"...อ่ะ..ค..คะ? "
ใบหน้าฉงนจ้องมองพี่ชายด้วยความตกใจกับคำตอบที่โพล่งออกมาขณะเดียวกันนั้นเอง ที่หลีเหว่ยพึ่งรู้ตัวว่ากำลังจะพูดอะไรแล้วรีบเอามือป้องปาก "ย้าส์!" พูดอะไรออกไปวะเนี่ย!
"มิเป็นไร ท่านพี่เคยพูดกับข้าว่ามันดีที่ข้าขะแต่งกับคุณชายจื่อฝาน มากกว่าสนใจคนรักของตัวเองที่เป็นสตรีเช่นกัน"
"..ว..ว่าไงนะ ส..สตรี?"
"..คนรักที่ข้าพูดถึง นางเป็นสตรี ท่านบอกข้าว่ามันน่ารังเกียจ แต่.."
"ไม่หรอก.. การที่เจ้าจะรักใคร ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเป็นบุรุษเสมอไป แค่เธอ อ่ะ ไม่สิ..เจ้ารู้แค่ว่ามันคือความรัก แค่คำว่ารักมันไม่ได้กำหนดสักหน่อยว่าจะต้องชอบเพศไหน ขอโทษนะถ้าหากข้าในอดีตเคยพูดอะไรไม่ดีไว้ แล้ว...เอ่อ.."
ร่างหญิงสาวเข้าโผลกอดพี่ชายเอาไว้แล้วร่ำไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้น "ข้าขอโทษที่เคยพูดว่าข้าเกลียดท่าน ขอ..ขอโทษนะเจ้าคะ"
"..ไม่หรอก มันสมควรแล้วที่จะพูด ถ้าหากว่าแต่ก่อนข้าเคยทำอะไรที่ไม่ดีกับเจ้าไว้"
ใบหน้ามองทอดไปยังนอกหน้าต่าง พระจันทร์ขึ้นส่องสว่างเต็มดวงแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มเปลี่ยนสีหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ "คุณชายจื่อฝาน เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนหรือเปล่า"
"ม..มิเคยเจ้าค่ะ.."
"..โอเค ข้าจะแฝงตัวเข้าไป" 'บางที ถ้าหากจะหยุดเรื่องสงครามเลือดที่จะตามมา ฉันอาจจะต้องแฝงตัวเข้าไปสืบค้นเรื่องราวให้ดีก่อน'
หมิงเยี่ยนเช็ดน้ำตาแม้จะยังร้องไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะเอ่ยถามขึ้น "อ..โอเค.. คืออะไรหรือ?"
"เอ๊ะ? อ่ะ.. เอ่อ..แบบว่า.. รู้แล้ว รับทราบแล้ว เอ่อ แบบว่าเข้าใจแล้ว ล่ะมั้ง ฮ่า ฮ่า" พูดจบก็หัวเราะเสียงแห้งๆ
"ท่านพี่เปลี่ยนไปเยอะเลยนะเจ้าคะ"
หญิงสาวเผยยิ้มเล็กน้อย ในตอนนี้สีหน้าของหมิงเยี่ยนเริ่มมีความสุขขึ้นมาบ้างแล้ว
"ง..งั้นหรอ ฮ่า ฮ่า ง..งั้นมั้ง.."
ใบหน้ามองทอดไปยังพระจันทร์ที่ยังคงฉายแสงส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง ในหัวกำลังคิดถึงแผนการที่จะแก้ไขอดีตให้เพื่อยุติความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น
...
"กึกๆ ...."
เสียงฝีเท้าวิ่งกระทบผืนหญ้า การไล่ล่าในช่วงราตรีกำลังเริ่มขึ้น
"อ๊าก!!!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ปนเปไปกับเสียงโหยหวนคำรามของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง ร่างชายหนุ่มล้มฟุบลงกับพื้นอย่างน่าอนาถก่อนที่จะถูกอะไรบางอย่างวิ่งเข้ามาใกล้แล้วฉีกร่างนั่นเป็นชิ้นๆ
"อึก! ปีศาจสิงร่างชาวบ้านงั้นหรือ?"
"พวกเราจะทำยังไงกันดี ต่อให้ใช้คนกันไว้สักกี่คนก็เอาไม่อยู่แน่ขอรับ! "
"ตั้งม่านอาคมเอาไว้! ยื้อเวลาจนกว่าคุณชายจะมาถึง!"
ม่านอาคมถูกกางออกเพื่อตั้งรับกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ปีศาจร้ายในคราบของชาวบ้าน ใบหน้าเหี่ยวย่นดวงตาแดงก่ำราวกับเลือดพยายามวิ่งชนม่านอาคมด้วยความรุนแรง แรงสั่นสะเทือนนี้ มันกำลังบ่งบอกถึงเวลาที่ไม่นานม่านนี้จะถูกทำลาย
"อ.... เราต้านไว้ไม่นาน มันกำลังจะสลาย"
"อดทนไว้! เพิ่มความหนาของม่านเข้าไปอีก! "
"มิไหวแล้ว คนของเราสูญเสียไปมาก จะสร้างม่านเพิ่มอีกมิได้! เหวอ!!" ม่านถูกทำลายโดยง่ายดายพร้อมๆ กับปีศาจวิ่งเข้าจู่โจมผู้เคราะห์ร้ายที่ใกล้ที่สุด
"หยุดนะ! ย..อย่า! อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา!!"
'กริ้ง.... กริ้ง...'
เสียงกระดิ่งดังก้องในทันใดก่อนที่ปีศาจจะถูกหยุดชะงักด้วยเสียง
"ป..ปีศาจมัน...หยุดเคลื่อนไหว.."
ใบหน้าแฝงไปด้วยความดุร้าย หันขวับมองตามหาเสียงกระดิ่งที่สั่นกังวาน และตามมาด้วยเสียงของขลุ่ยไม้ที่เริ่มบรรเลงด้วยเสียงอ่อนช้อย มนุษย์ปกติที่ได้ฟังเสียงนี้นั้น มันกลับเป็นทำนองดนตรีที่ไพเราะงดงามด้วยจิตวิญญาณ
"ส..เสียงขลุ่ยไม้เลานี้มัน..."
ปีศาจร้ายหันหน้าไปทางต้นตอของเสียงขลุ่ยที่ดังอย่างนุ่มลึกก่อนเผยให้เห็นถึงชายปริศนาในชุดสีเขียวอ่อนประจำสกุลหลินที่กำลังบรรเลงเป่าขลุ่ยไม้อยู่ไม่ไกลนัก
"ค..คุณชาย คุณชายจื่อฝาน!"
"ชายแก่ถูกครอบงำด้วยไอความมืด ใบหน้าจ้องมองหลงระเริงในเสียงดนตรีที่ดังกังวานราวกับกำลังถูกหลอกล่อ ฝีเท้าเดินตามเสียงขลุ่ยไล่บรรเลงมาใกล้จื่อฝานที่ยังคงเป่าขลุ่ยเลานั่นอยู่ที่เดิม ร่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนถึงระยะที่สามารถเกิดอันตรายได้ง่ายๆ เสียงดนตรีที่ถูกขับขานค่อยๆ เงียบลง
ริมฝีปากผละออกจากปลายขลุ่ยอย่างรวดเร็วพลางตวัดขลุ่ยเล็กน้อย ขณะเดียวกันนั้นเองเมื่อถูกแรงกระตุ้นจากการตวัดเบาๆ ขลุ่ยไม้ที่ดูไร้พิษสง กลับกลายสภาพเป็นกระบี่เล่มหนากวัดแกว่งปลายดาบเสียบศีรษะของปีศาจที่ถูกกลืนกินอย่างไร้เมตตา ไอปีศาจที่ครอบคลุมร่างระเหยหายออกไปจากร่าง ตอนนี้เหลือเพียงแค่ร่างที่ไร้วิญญาณนอนทรุดลงไปกับพื้นหญ้าอย่างหมดลมหายใจ
มือดาบกวัดแกว่งอย่างสง่างามกลับเข้าฝักที่มันเคยอยู่ก่อนกลายสภาพกลับเป็นขลุ่ยไม้ธรรมดาเช่นเดิม
".. ค..คุณชาย เหตุใดถึงลงมือฆ่าเขาล่ะขอรับ เขาเป็นเพียงแค่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นะขอรับ"
".....ร่างกายและวิญญาณของเขาถูกไอปีศาจที่ควบคุมร่างกลืนกินจนหมด.... มิสามารถจะคงวิญญาณของเขาไว้ในร่างได้"
"... ช่างน่าเศร้า เขาคือชาวบ้านที่รับแจ้งมาว่าหายตัวไปเมื่อหลายวันก่อนหลังขึ้นไปบนเขากุ่ยอิงตามหาลูกสาวกับลูกชายที่หายไปหลังจากไปยังภูเขานั่นเพื่อเก็บผลไม้แล้วมิกลับมาอีกเลย บางที ข้าคิดว่าสาเหตุนั่นมาจากเขาลูกนั้น เราควรเข้าไป"
".......มิจำเป็นในยามนี้" จื่อฝานตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ "ที่นั่นมีม่านอาคมสะกดไว้ มิอาจฝ่าเข้าไปยังปากถ้ำด้านในได้..... หรือต่อให้ฝ่าเข้าไป...อาจเจอภูตผีปีศาจขนาดใหญ่เฝ้ารออยู่"
จื่อฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบพลางขยับตัวนั่งลงเพื่อตรวจสอบศพของชายแก่ที่เนื้อตัวเริ่มเน่าเปื่อย
".....อวัยวะหัวใจหายไป"
"อ.. ม..หมายความว่ายังไง?"
"....พาร่างของชายผู้นี้กลับไปที่ตำหนักของแม่ข้า ท่านจะเป็นคนตรวจสอบมันอย่างละเอียด"
"ขอรับคุณชาย" สีหน้านิ่งเรียบกล่าวพลางเดินห่างออกไป
"เจ้าจะไปไหนจื่อฝาน?"
ร่างหยุดชะงักด้วยเสียเรียก ขณะฝีเท้าก้าวยาวๆ เดินตรงมาจากด้านหลัง "จะไปหอสมุดอีกอย่างนั้นหรือ?"
"ถ้าท่านพี่รู้ว่าข้าจะไปที่ใด เหตุใดถึงถามข้าอีก..." ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
"ข้าแค่อยากให้เจ้าอยู่ที่อื่นนอกจากห้องสมุด เจ้ามิได้ไปไหนเลย นอกจากอยู่แต่ในห้องของเจ้า ไปยังหอสมุด และออกล่าปีศาจ เจ้าควรพักผ่อนเพราะอีกมินานจะถึงวันสำคัญ"
"....ท่านพี่รู้ว่าข้ามิเคยอยากแต่งงาน... ข้ามิอยากแต่งงานกับนาง ทั้งที่มิเคยพบหน้า... ข้า... ท่านรู้ว่าเหลียงเหลียง น้องสาวของเราชอบนาง ท่านจะให้ข้าทำใจเย็นทั้งที่กำลังจะแต่งงานกับคนที่น้องสาวตนเองรักงั้นหรือ?"
จื่อฝ่านตอบด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เริ่มสั่นคลอน มือกำขลุ่ยไม้ประจำกายไว้แน่น เพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่อึดอัดในใจ ก่อนเดินจากไป โดยไม่กล่าวอะไรต่อ
...
"หนึ่ง...คำนับฟ้าดิน"
ไม่กี่วันผันผ่านจนมาถึง พิธีแต่งงานได้เริ่มขึ้นอย่างราบรื่น ใบหน้าของผู้เป็นพ่อและแม่กำลังแสดงท่าทางปลาบปลื้มยินดีให้กับทั้งสองฝ่าย ชุดแต่งงานสีแดงกับใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีแดงที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นงดงามเพียงใด พิธีดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงขั้นตอนสุดท้าย
"ส่งตัวเข้าห้องหอ"
"อึก..." ชิบหายแล้ว เข้าหอ..ข..ลืมคิดไปเลยว่าจะเอาตัวรอดตอนเข้าหอยังไง
"เหวอ!" ร่างตัวลอยลิ่วขณะเจ้าบ่าวตรงหน้าคว้าตัวอุ้มขึ้นมา ฝีเท้าอุ้มเจ้าสาวตัวลอยเดินตรงไปยังห้องหอขณะผู้คนกำลังยืนปีติยินดีพร้อมส่งตัวทั้งคู่เข้าหอ
ตอนนี้เหลือเพียงแค่สองคนเท่านั้น ไม่มีใครอื่นนอกจากว่าที่สามีภรรยาในห้องหอของเขาทั้งสอง จื่อฝานค่อยๆ เดินตรงอุ้มร่างที่เอาแต่แข็งทื่อตรงมายังเตียง ร่างพยุงอุ้มเจ้าสาววางลงที่เตียงอย่างเบาบางตามมาด้วยบรรยากาศที่เงียบอึมครึม
"....เอ่อ..."
"...." นิ้วมือเรียวยาวเคลื่อนใกล้เข้ามายังผ้าคลุมสีแดงพลางค่อยๆ เลิกผ้าคลุมนั้นขึ้นช้าๆ ใบหน้าของเจ้าสาวค่อยๆ เผยทีละน้อยจนกระทั่งเห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั้นอย่างชัดเจน กลหลอกของเจ้าสาวกำมะลอโดยเฉิจือหานก็ได้เริ่มขึ้น ภายใต้ใบหน้าสะสวยที่แท้จริงนั้นมิ ใช่เจ้าสาวตัวจริงแต่เป็นจือหานที่ปลอมตัวเข้ามาเองต่างหาก
"...ค..คือว่า ท่าน.."
"เจ้านอนเถอะ"
"ฮ..ฮ่ะ? " ใบหน้าเบิกตากว้างตั้งรับกับคำพูดอีกฝ่ายไม่ถูก "ท..ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ? "
"นอน.. ข้าจะอ่านหนังสือ..." จื่อฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางลุกตัวขึ้นเดินออกไปนั่งโต๊ะ ที่ด้านข้างนั้นมีชั้นวางหนังสือเล็กของตนเองอยู่
"..ฮ่า....ฮ่า...ฮา..." จือหานกลอกตาไปมาหัวเราะแห้งขณะเฝ้ามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ไม่ได้สะสนใจอะไรในตัวเจ้าสาวเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นเป็นการดี ที่จือหานยังคงปลอมตัวเป็นหมิงเยี่ยนโดยไม่ให้ใครจับได้อยู่
"ถือว่ารอดแล้วล่ะนะแต่.. ทำไม.. ทั้งที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ชอบพอกัน พ่อกับแม่ถึงจับแต่งกันโดยไม่ถามไถ่ แถมหน้าก็ไม่แม้แต่จะเคยเห็นด้วยซ้ำนะ"
หลีเหว่ยในร่างจือหานยังคงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย ก่อนผละตัวย่องเบาแอบมองอีกฝ่ายจากด้านหลังที่จดจ่อกับหนังสือ
"....." ใบหน้าจ้องมองอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิค่อยๆ ผละหน้าออกห่างแล้วถอนหายใจหนักเมื่อรู้สึกถึงการก่อกวนในการอ่าน
"ข้าบอกให้เจ้าไปนอนพักผ่อน"
"..อ่ะ.. ข้าไม่ง่วงนี่ ยังไม่ดึกสักหน่อย ท่านไม่นอนข้าก็ไม่นอน"
'บางทีเราอาจจะตีสนิทกับเขาแล้วลองแอบถามข้อมูลเล็กน้อยที่พอจะช่วยแก้ไขอนาคตของฉันในชาตินี้ได้บ้าง'
"....." จื่อฝานถอนหายใจอีกครั้งก่อนกลับมาสนใจหนังสือของตัวเอง ครั้งนี้จือหานเริ่มที่จะขยับตัวลงมานั่งด้านข้างจ้องมองเพ่งนู่นนี่ทำเสียงเอะอะ "โอ๊ะ ท่านอ่านหนังสืออะไร? ตำราแพทย์หรอ?"
".....อืม"
"ท่าน อ่า..เป็นหมอ? "
".....มิใช่" ปลายคิ้วเริ่มขมวด พร้อมกับหายใจยาวเพื่อกดอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้
"ไม่ใช่หมอ แสดงว่าท่านชอบที่จะรักษาผู้คน ช่างเป็นคนที่มีจิต...ใจ..เอ่อ..." สายตาจับจ้องมองมายังจือหานเพื่อกำลังบ่งบอกว่าเขานั้นกำลังอารมณ์เสีย จื่อฝานถอนหายใจยาวอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม
"คนสกุลเฉินพูดมากแบบเจ้าทุกคนหรือไม่?"
"เอ๊ะ? อ่ะ..เอ่อ.. ฮ่า ฮ่า ...ไม่หรอก ข้าพูดมากเอง ซอรี่" 'ฉันตีสนิทเขามากไปหรือเปล่านะ บางทีอาจจะลองถามเขาเรื่องสาเหตุหรืออะไรสำคัญ เขาอาจจะไม่โมโหใส่ก็ได้...มั้ง..'
"...." จื่อฝานขมวดคิ้วตึงกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง และครั้งนี้เขาคงคิดว่ามันจะดีขึ้นที่เขาได้อ่านมันอย่างมีสมาธิเสียที
"....เอ่อ..." จือหานพยายามหาโอกาสที่จะถามเรื่องสำคัญที่อยากรู้หลายเรื่อง แต่มันกลับเหมือนกำลังจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่เสียมากกว่า
"...." ใบหน้าผละออกจากหนังสือจ้องมองอีกฝ่ายอย่างหมดอารมณ์ "จะไปนอนหรือมิไป? มิเช่นนั้นข้าจะจับเจ้าโยนออกไป"
"เอ๊ะ? ข้าบอกแล้วว่าถ้าท่านไม่นอนข้าก็ไม่นอนอ่ะ ท่านก็อ่านหนังสือไปสิ ข้าก็แค่..อ่ะ อะไร?"
จื่อฝานหลับตาลงเพื่อกลั้นความหงุดหงิด ปิดหนังสือลงเสียงดังแล้วดันมันไปไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย
"อะไร? จะให้ข้าอ่านหรือไง? ข้าไม่ชอบอ่านหนังสือหรอกนะ มันทำให้ข้าเบื่อ อ้ะ.. อึก.. ครอก.." สายตาจ้องมองอย่างหมดความอดทน มือหนายกขึ้นดีดนิ้วเบาๆ และทันใดนั้นเอง อีกฝ่ายที่เอาแต่กระโตกกระตากพลั้งหน้าจุ่มหนังสือหลับคาโต๊ะอย่างหมดเรี่ยวแรง
".....น่ารำคาญ"
คุณอาจจะชอบ





