
จับเจ้ามาเป็นฮูหยิน
ตอน 3
เมืองเป่ยเยี่ยน
เปลวเพลิงเผาผลาญเต็มไปด้วยกลุ่มควันขาว พลังแห่งไฟอัคคีสีส้มแสดกำลังลุกโชนลามเลียไปทั่วทั้งเมือง และกำลังเริ่มแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและซากศพทหารของเมืองเป่ยเยี่ยน นอนตายเกลื่อนกลาดเต็มไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่เพียงแต่ร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารเท่านั้นแต่ยังมีซากศพของชาวเมืองทั้งชาย หญิง เด็กเล็กและคนชราถูกเข่นฆ่าและล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว
ท่ามกลางซากศพนับร้อยพันหมื่นมากมายพากันทอดร่างนอนตายเกลื่อนกลาด ปรากฏบุรุษในชุดเกราะสีดำทะมึนเต็มไปด้วยหยาดโลหิตของผู้คนมากมายเปรอะเปื้อนเต็มไปทั่วตัวของเขาจนหมด ใบหน้าคมคร้ามที่มีแต่ความเย็นชาในเวลานี้มีแต่โลหิตเกรอะกรังและเศษฝุ่นดินมากมายเกาะเต็มไปทั่วบริเวณกรอบหน้าที่แสนดุดัน ดวงตาสีนิลคมกริบกำลังจับจ้องอยู่ที่ร่างของบุรุษอีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนเหนือกำแพงเมือง
ทว่าดวงตาที่กำลังจับจ้องอีกฝ่ายนั้นกลับมีเพียงข้างเดียวเท่านั้น ดวงตาข้างซ้ายถูกปิดทับด้วยผ้าสีขาวเพื่อปกปิดอาการบาดเจ็บที่ได้รับ เพราะถูกสหายรักวางแผนลอบสังหารจนเกือบทำให้แทบเอาชีวิตไม่รอดและต้องสูญเสียกำลังทหารเพราะแผนชั่วของคนที่เคยคิดว่าคือเพื่อนแท้
เมื่อสหายรักนามว่าซุนเหว่ยอี้ใช้แผนการอันแสนชั่วช้าลอบสังหารตงฟางลี่หยาง แม่ทัพชื่อก้องของแคว้นเทียนหยวน ตระกูลตงฟางเป็นขุนศึกยอดนักรบของแผ่นดินเทียนหยวนมาโดยตลอด นำทัพออกทำศึกเคียงคู่กับองค์ฮ่องเต้จนสามารถแผ่ขยายอาณาเขตดินแดนครอบครองพื้นที่แคว้นน้อยใหญ่มาอยู่ในกำมืออย่างมากมาย
ตระกูลตงฟางเป็นขุนศึกคู่บัลลังก์แผ่นดินเทียนหยวนสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และเว้นว่างลงไปนานถึงห้าสิบปีเมื่อตระกูลตงฟางไร้สิ้นขุนศึกเพราะบุรุษในตระกูลมีจำนวนเพียงน้อยนิด และทายาทบางรุ่นก็ช่างขลาดเขลาเสียนี่กระไรเกลียดชังการนองเลือดเพราะการทำศึกต้องจากบ้านและครอบครัวไปอย่างไม่มีกำหนด จวบจนกระทั่งมาถึงแผ่นดินฮ่องเต้ไท่อู่ ตระกูลตงฟางจึงได้มียอดคนถือกำเนิดขึ้น
เมื่อตงฟางลี่หยางได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นในตระกูลขุนศึก เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลเท่านั้น และมีน้องสาวหนึ่งคนนามว่าตงฟางเหมยฮัว ซึ่งนับตั้งแต่จำความได้นั้น
ลี่หยางก็จับดาบไม้ร่ายรำและชอบการฝึกฝนอาวุธเป็นชีวิตจิตใจ ตงฟางลี่หยางเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความปราดเปรื่อง สามารถเรียนรู้ทั้งบู๊และบุ๋นจนเก่งกล้าเหนือคน และเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพตั้งแต่อายุเพียงแค่สิบปีเท่านั้น
และเมื่ออายุเข้าสู่ปีที่ 14 ตงฟางลี่หยางเข้าร่วมคัดเลือกชิงตำแหน่งรองแม่ทัพที่ว่างลงเพื่อเข้าไปรับใช้ผืนแผ่นดินเกิดเพื่อต้องการกอบกู้เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตระกูลตงฟางให้หวนกลับมายิ่งใหญ่ดั่งเดิม และตงฟางลี่หยางก็สามารถทำสำเร็จเมื่อสามารถชิงตำแหน่งรองแม่ทัพมาไว้ในครอบครอง
ตงฟางลี่หยางรองแม่ทัพหนุ่มน้อยซึ่งในเวลานั้นมีอายุเพียง14 ปีเท่านั้น ได้นำกองทัพออกตีแคว้นน้อยใหญ่ที่อยู่ในแผนขยายอำนาจของเทียนหยวนมาไว้ในกำมือภายในเวลาอันรวดเร็ว และเพียงแค่ห้าปีตงฟางลี่หยางสามารถล่าแคว้นมากมายมาให้เทียนหยวนนับสองร้อยแคว้น เกิดสินสงครามตลอดจนทรัพย์บรรณาการมากมายล้นท้องพระคลังหลวงของเทียนหยวนเลยทีเดียว
เชลยนับแสนจากแคว้นที่พ่ายแพ้สงคราม บุรุษถูกคัดเข้ามาอยู่ในกองทัพและนำมาใช้แรงงานหนัก สตรีถูกนำมาใช้แรงงานทางด้านการเกษตรและอื่นๆ จนแผ่นดินเทียนหยวนรุ่งเรืองมั่งคั่งและมีอาณาเขตกว้างขวาง
และแล้วในปีที่หกตงฟางลี่หยาง ในเวลานั้นมีอายุ 20 ปีได้รับตราบัญชาการทัพให้ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเทียนหยวน ขุนศึกคู่ราชบัลลังก์ของแผ่นดินนำความยิ่งใหญ่หวนคืนกลับสู่ตระกูลตงฟางได้อีกครั้งหลังจากที่หายไปอย่างยาวนานเป็นเวลาถึงห้าสิบปี และกลับมาผงาดในยุคของตงฟางลี่หยาง
ทว่าแม่ทัพใหญ่แห่งเทียนหยวนก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดในชีวิตนี้ ผ่านการทำศึกสงครามมานานนับสิบปี ชำนาญการทำสงครามและเจนจัดเยี่ยมยุทธ์ในการวางแผนที่ไม่ได้อยู่เขียนอยู่ในตำราพิชัยสงครามแม้แต่น้อย แต่นำกองทัพออกทำศึกมาจากจิตวิญญาณของแม่ทัพใหญ่ลี่หยาง ชัยชนะและความสำเร็จมากมายที่นำกลับมามอบให้แก่ฮ่องเต้เทียนหยวนอยู่ภายใต้คราบน้ำตาของแคว้นน้อยใหญ่ที่พ่ายแพ้สงคราม
ตงฟางลี่หยาง ผู้บัญชาการทัพแห่งเทียนหยวนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าไม่มีแคว้นใดที่ไม่รู้จัก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำสงครามปราศจากจิตเมตตา ขึ้นชื่อว่าสงครามไม่เคยที่จะปรานีผู้ใดไม่ว่ามิตรหรือศัตรู แม้จะปราดเปรื่องเพียงใดแต่ใช่ว่าจะไม่พลาดท่าเสียทีเข้าให้สักวัน และตงฟางลี่หยางก็ต้องพบกับคำว่าพลาดท่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต
เมื่อสหายรักซึ่งคบหากันตั้งแต่ยังเป็นศิษย์ร่วมสำนักศึกษาอู๋จี้ ซึ่งมาจากแคว้นเฉิงฮั่นที่มีบริเวณเขตชายแดนอยู่ติดกับเทียนหยวน และยังเป็นเมืองพี่เมืองน้องเพราะมีการแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น ตั้งแต่ชนชั้นเชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับสูงของทั้งสองแคว้นมาโดยตลอด และยังรวมไปถึงสี่แคว้นที่มีชายแดนอยู่ติดกับเทียนหยวนก็ใช้วิธีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีทั้งหมด
ในขณะเดียวกันที่ตระกูลตงฟางน้องสาวเพียงคนเดียวของตงฟางลี่หยาง นามว่าตงฟางเหมยฮัวหลงรักซุนเหว่ยอี้อย่างหัวปักหัวปำ นางต้องการที่จะแต่งงานออกเรือนเข้าจวนตระกูลซุนเพื่อมาเป็นฮูหยินเอกของซุนเหว่ยอี้
ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายถ่วงเวลาและไม่พูดถึงเรื่องการแต่งงานออกเรือนไปกับน้องสาวของเพื่อนสนิท โดยให้เหตุผลว่า “ต้องการเวลาที่พร้อมกว่านี้” ทำให้ตงฟางเหมยฮัวเฝ้ารอคอยอย่างมีความหวังและน้อยใจคนรักของนางเป็นอย่างมาก
สืบเนื่องมาจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตงฟางเหมยฮัว ถูกซุนเหว่ยอี้หลอกใช้เพื่อต้องการทำลายเทียนหยวน เป้าหมายเพื่อปลดแอกแผ่นดินเฉิงฮั่นให้เป็นอิสระไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของเทียนหยวนอีกต่อไป และแผนการดังกล่าวจะสำเร็จลงได้ต้องทำลายแม่ทัพใหญ่จากตระกูลตงฟางให้พินาศย่อยยับ ซึ่งหลายครั้งหลายคราแม่ทัพหนุ่มผู้กล้าสามารถเอาชีวิตรอดมาจากแผนลอบสังหารในระหว่างการทำศึกระหว่างแค้นน้อยใหญ่มาได้ทุกครั้ง
จวบจนกระทั่งซุนเหว่ยอี้ใช้แผนเล่นงานเพื่อนรักโดยใช้ความรักของตงฟางเหมยฮัวที่มีต่อเขาดังกล่าว เข้ามาตีสนิทและหลอกล่อจนนางหลงรักหมดหัวใจยอมทำตามอย่างง่ายดายไม่ว่าจะสั่งให้ทำอะไรราวกับเป็นคนโง่ที่ดวงตามืดบอดเพราะความรักเข้าครอบงำ อีกทั้งฉวยโอกาสลักลอบมีสัมพันธ์สวาทกับตงฟางเหมยฮัวจนนางลุ่มหลงยากนักที่จะถอนตัว
ซุนเหว่ยอี้ใช้ความรักของตงฟางเหมยฮัวจนสามารถส่งคนของตัวเองเข้าแทรกซึมอยู่ภายในจวนตงฟางได้เป็นผลสำเร็จเพื่อสืบความเคลื่นไหวของตงฟางลี่หยางทุกฝีก้าว ทั้งนี้เพื่อวางแผนลอบสังหารขุนพลหนุ่มของเทียนหยวน ตงฟางลี่หยางไม่ล่วงรู้เลยว่าซุนเหว่ยอี้เพื่อนรักของเขาแท้จริงแล้วหาได้มีชื่อเสียงเรียงนามดังกล่าว
แต่ในความเป็นจริงแล้วสหายรักคือองค์ชายแปดของแคว้นเฉิงฮั่น พระนามว่ามู่หรงฉี เพื่อตำแหน่งรัชทายาทของแผ่นดินเฉิงฮั่น จึงต้องการสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้กับพระองค์
ดังนั้นแผนการทำลายล้างความมั่นคงภายในกับกองทัพของเทียนหยวนให้สูญสิ้นจึงบังเกิดขึ้น ชีวิตของตงฟางลี่หยางจึงเป็นเป้าหมายที่ต้องการมาเป็นอันดับแรก และเมื่อสามารถสังหารแม่ทัพชื่อก้องสิ้นชื่อลงได้เป็นผลสำเร็จแล้ว แผ่นดินเทียนหยวนก็จะไร้สิ้นผู้นำกองทัพ
ด้วยเหตุนี้ตงฟางเหมยฮัว จึงเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่องค์ชายแปดแห่งเฉิงฮั่นได้วางหมากเอาไว้ เพื่อต้องการจะเข้าถึงตัวตงฟางลี่หยางได้อย่างใกล้ชิด ด้วยเพราะแม่ทัพลี่หยางเหลือน้องสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ตงฟางลี่เช่ผู้เป็นบิดาได้จากไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน ส่วนเย่วฮูหยินได้จากไปเมื่อครั้งตงฟางเหมยฮัวมีอายุเพียงแค่ห้าขวบเท่านั้น
องค์ชายแปดมู่หรงฉีส่งคนเข้าแทรกซึมจนสามารถเข้าไปเป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของตงฟางเหมยฮัว และได้แอบลักลอบส่งข่าวความเคลื่อนไหวของตงฟางลี่หยางที่ล่วงรู้มาจากจดหมายที่สองคนพี่น้องจะใช้นกอินทรีติดต่อสื่อสารระหว่างกันอยู่เป็นประจำ และสายข่าวขององค์ชายแปดก็ได้ส่งข่าวสำคัญของแม่ทัพหนุ่มแห่งเทียนหยวนให้พระองค์ได้ล่วงรู้
ทันทีที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณหนูคนงามให้อยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งเวลาส่งจดหมายไปกับอินทรีสื่อสารและเพราะด้วยเหตุนี้เอง โอกาสจึงมาถึงองค์ชายแปดหลังจากที่เฝ้ารอคอยมาโดยตลอด เมื่อตงฟางลี่หยางเคลื่อนทัพบ่ายหน้ามาที่เมืองเป่ยเยี่ยนเพื่อยึดเมืองดังกล่าวซึ่งเต็มไปด้วยบ่อน้ำดินดำมาให้กับเทียนหยวน หลังจากตีเมืองรอบนอกจนมาถึงเป่ยเยี่ยนเป็นผลสำเร็จ
ในขณะเดียวกันหลังจากที่องค์ชายมู่หรงฉีทรงล่วงรู้ว่า ตงฟางลี่หยางกำลังบ่ายหน้านำทัพขึ้นแดนเหนือเพื่อเข้ายึดเมืองเป่ยเยี่ยน ซึ่งมีน้ำดินดำเป็นขุมคลังมหาศาลมาไว้ในกำมือ และตงฟางเหมยฮัวออกจากจวนใหญ่อันเป็นที่พำนักของนางเดินทางมาที่เมืองเป่ยเยี่ยนเพื่อสกัดน้ำดินดำนั้นนำออกมาใช้ และการเดินทางไกลของตงฟางเหมยฮัวเพื่อทำหน้าที่ของนางมอบความมั่งคั่งให้แก่เทียนหยวนเป็นโอกาสให้มู่หรงฉีลงมือตามแผนที่วางเอาไว้
มู่หรงฉีเร่งนำทัพเฉิงฮั่นเข้าบุกยึดเมืองเป่ยเยี่ยนชิงตัดหน้ากองทัพของเทียนหยวน และวางแผนรับมือตงฟางลี่หยางโดยมีคนรักของตัวเองเป็นตัวประกันหลังจากชิงตัวนางในระหว่างการเดินทางมาสมทบกับพี่ชาย และแม่ทัพผู้กล้าก็พลาดท่าเสียทีให้แก่ศัตรูเป็นครั้งแรกหลังจากถูกสังหารด้วยกำยานพิษจนทหารภายในกองทัพล้มตายลงไปเป็นจำนวนมาก
ในขณะที่ตงฟางลี่หยางใช้กำลังภายในสกัดพิษร้ายจนสามารถรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด แต่พลังวรยุทธ์หดหายไปเกือบหมดเพราะถูกพิษร้ายดังกล่าวทำลาย
และเพื่อนรักทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันอีกครั้งในรอบหลายปีโดยมีกำแพงของเมืองเป่ยเยี่ยนขวางกั้นระหว่างกลางเป็นเกราะคุ้มภัยให้กับมู่หรงฉีที่กำลังเฝ้ายืนมองร่างของตงฟางลี่หยางชุ่มโชกไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงฉานอย่างพึงพอใจ
“เจ้าช่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากเลยเชียวนะลี่หยาง! ถูกพิษของข้าแต่ก็ยังสามารถรอดชีวิตมาได้ ในขณะที่กองทหารของเจ้าล้มตายเกลื่อนกลาดอยู่ตรงหน้าประตูเมืองเต็มไปหมด!”มู่หรงฉีตะโกนก้องถามกลับไป
ในขณะที่แม่ทัพผู้กล้ายืนถือหอกยาวที่เต็มไปด้วยเลือดแดงฉานอาบเต็มคมหอกและด้ามยาว ยืนจ้องร่างของอดีตเพื่อนที่เคยรักและคิดว่าเป็นเพื่อนแท้มาโดยตลอด เส้นผมสีดำยาวสยายตกลงปรกหน้าหลังจากที่ต้องสังหารทหารของเฉิงฮั่นด้วยพลังวรยุทธ์ที่เหลือเพียงน้อยนิดถึงสองวันเต็มๆ
ตึง! ด้ามหอกกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรงเพื่อใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวร่างใหญ่โตของตงฟางลี่หยางเอาไว้
“เพราะอะไรเจ้าจึงทำเช่นนี้เหว่ยอี้!!!”ลี่หยางตะโกนกึกก้องถามอีกฝ่ายกลับไปที่กำลังยืนอยู่บนกำแพงเมือง
ในขณะที่ชื่อแซ่ลวงที่ตะโกนออกมานั้นได้สร้างความขบขันให้แก่องคชายแปดแห่งต้าเยี่ยนเสียเต็มประดา
“นี่เจ้ายังคงคิดว่าข้ามีชื่อแซ่นามนั้นอยู่อีกอย่างนั้นเหรอลี่หยาง! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้ากับข้าคือศิษย์จากสำนักอู๋จี๋เช่นกัน เป็นอย่างไรรสชาติของความพ่ายแพ้ได้ลิ้มลองแล้วรู้สึกดีหรือไม่ไอ้หน้าโง่!”มู่หรงฉีตะโกนถามกลับไป
คุณอาจจะชอบ





