
ขอปฏิเสธได้ไหม
ตอน 3
พอนึกขึ้นมาว่าฟู่จิ่งเฉินอาจจะไม่อยากหย่า ใจของกู้เหวยอีก็เต้นรัวขึ้นมาทันที ลมหายใจนั้นแทบจะหยุดอยู่แล้ว
แต่ฟู่จิ่งเฉินกลับยิ้มเยาะขึ้นมาท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของเธอ
“กู้เหวยอี เธอรู้ไหมว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่น่ะ?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเสียดสี พอกู้เหวยอีได้ยินแล้ว มันเหมือนกับมีหนามจำนวนมากทิ่มแทงใจของเธอไม่มีผิด “เธอคิดเองเออเองแล้วล่ะ ฉันจะไม่อยากหย่างั้นเหรอ?”
ฟู่จิ่งเฉินมองไปที่ใบหน้าของกู้เหวยอี สายตานั้นดูเย็นชาเป็นที่สุด “กู้เหวยอี เธอจำไว้นะ เธอเป็นคนขอหย่าเอง พอมีอะไรเกิดขึ้น แล้วเธออย่าเสียใจมาขอร้องฉันก็แล้วกัน”
พอพูดประโยคนี้จบ ฟู่จิ่งเฉินก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่อาลัยอาวรณ์พลางกระแทกประตูแล้วจากไปทันที
กู้เหวยอีนอนเหม่ออยู่บนเตียงเย็น ๆ ความรู้สึกผิดหวังนั้นมันทำให้เธอรู้สึกอึดอัดไปหมด
เธอสูดลมหายใจขึ้นมาเบา ๆ พลางยกมือขึ้นมาลูบท้องน้อยเบา ๆ ราวกับสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น
ตอนแรกเธอกะจะบอกเรื่องที่เธอท้องกับฟู่จิ่งเฉิน แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเตรียมตัวจะหย่ากันแล้ว
ในเมื่อเป็นแบบนี้ กู้เหวยอีก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องบอกฟู่จิ่งเฉินแล้ว เธอคนเดียวก็สามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างแข็งแรงได้
กู้เหวยอีนึกถึงงานในปัจจุบันของเธอขึ้นมา ก่อนจะรู้สึกช่วยไม่ได้
ตอนแรก คุณนายใหญ่ฟู่นั้นจัดให้เธอไปทำงานเป็นเลขาของฟู่จิ่งเฉินเพื่อที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ของเธอกับฟู่จิ่งเฉิน
ตอนนี้ดูเหมือนว่าถึงเวลาต้องลาออกจากงานนี้ซะแล้ว
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ที่หวนฉิว กรุ๊ป
พอกู้เหวยอีเข้ามาที่บริษัท ก็โดนเพื่อนร่วมงานขี้นินทาสองสามคนจับตัวไว้ได้
“พี่เหวยอี เรารอคุณมานานแล้วค่ะ! รีบบอกเรามาเร็ว ๆ เถอะค่ะ คุณฟู่กับหลินลี่ลี่อะไรนั่นมันยังไงกันแน่คะ?”
“ลือกันให้แซดเลยว่าคุณฟู่ของเราได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้กับหลินลี่ลี่ นางแบบชื่อดังระดับนานาชาติ แถมยังเชิญพวกเพื่อน ๆ ไปร่วมงานจำนวนมากด้วย ดูท่าว่าคุณฟู่นั้นกะจะเปิดตัวกับหลินลี่ลี่แล้วงั้นสินะคะ?”
“ฉันยังได้ยินมาว่า หลังจากงานเลี้ยงต้อนรับนั้น คุณฟู่กับหลินลี่ลี่ค้างคืนด้วยกัน ไม่แน่ว่าอีกหน่อยหลินลี่ลี่อาจจะกลายมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยของหวนฉิว กรุ๊ปก็เป็นได้นะคะ!”
พอกู้เหวยอีได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที เธอเงียบไป “ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้หรอก”
เพื่อนร่วมงานหลายคนมองหน้ากันพลางพูดติดตลกขึ้นมาทันที “พี่เหวยอี อย่าล้อเล่นหน่อยเลยค่ะ คุณเป็นเลขาส่วนตัวของคุณฟู่ เรียกได้ว่าเป็นคนที่รู้จักคุณฟู่ดีที่สุดในบริษัทแล้วก็ว่าได้ ทำไมคุณถึงไม่รู้ข่าววงในอะไรเลยล่ะคะ?”
กู้เหวยอียกยิ้มขึ้นมาอย่างขมขื่น ทุกคนนั้นต่างก็รู้ดีว่าเธอคือเลขาของฟู่จิ่งเฉิน แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่า เธอเป็นภรรยาที่ฟู่จิ่งเฉินไม่ยอมเปิดตัวด้วย เธอจะไปรู้เรื่องอะไรได้ล่ะ?
เธอถอนหายใจและพูดขึ้นมาอย่างเรียบ ๆ ว่า “ฉันไม่รู้เรื่องพวกนี้จริง ๆ พวกเธอเลิกซุบซิบกันได้แล้ว”
พวกเพื่อนร่วมงานอยากจะถามต่อ แต่กู้เหวยอีกลับแย่งพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังก่อนว่า “ฉันบอกแล้วว่าบอกไม่ได้ เลิกถามได้แล้ว พวกเธอมาที่บริษัทเพื่อมาซุบซิบกันรึไง? ยังไม่รีบไปทำงานอีก?”
ท่าทางนิ่ง ๆ ของกู้เหวยอีนั้นทำให้พวกเพื่อนร่วมงานรู้สึกกลัว เลยต้องเงียบไป
“โอเคค่ะ พี่เหวยอี เรารู้แล้วค่ะ”
พอกู้เหวยอีจากไป พวกเพื่อนร่วมงานสองสามคนก็มองแผ่นหลังของเธออย่างเงียบ ๆ และอดไม่ได้ที่จะบ่นขึ้นมา
“ชิ วางมาดอะไรกัน คิดว่าตัวเองแน่นักรึไง คุณฟู่ไม่ได้มีเธอเป็นเลขาแค่คนเดียวสักหน่อย”
“ใช่ ๆ สามปีก่อนนั้น จู่ ๆ เธอก็เข้ามาในแผนกเลขานุการ แถมยังหน้าตาสวยอีก ทุกคนนั้นคิดว่าเธอมีความสัมพันธ์อะไรกับคุณฟู่ซะอีก แต่สุดท้าย สามปีนี้คุณฟู่กลับไม่ชายตามองเธอเลย เวลาออกไปคุยเรื่องธุรกิจก็ไม่พาเธอไปด้วย บอกว่าเป็นเลขาส่วนตัว แต่ก็เป็นได้แค่ในนามเท่านั้นแหละ”
“วันดี ๆ ของเธอกำลังจะสิ้นสุดลงแล้วล่ะ ไว้หลินลี่ลี่ขึ้นตำแหน่งเมื่อไหร่ คนแรกที่จะโดนเล่นงานก็คือเธอ ใครจะไปสบายใจที่มีเลขาสวย ๆ อยู่ข้าง ๆ ผู้ชายของตัวเองแบบนี้ได้กัน”
“นั่นน่ะสิ...”
สองสามคนหัวเราะกันอย่างมีความสุข เสียงดังลั่นจนดังก้องไปทั่วห้องทำงาน
กู้เหวยอีไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองเพื่อเริ่มทำงานทันที
เธอจะไม่รู้ได้ยังไงกันว่าพวกเพื่อนร่วมงานนั้นต่อหน้าดีกับเธอ แต่ลับหลังนั้นมองเธอยังไงน่ะ แต่เธอไม่สามารถโต้กลับได้ เพราะแม้แต่ตัวเธอเองก็คิดว่ามันน่าตลกเช่นกัน
ไม่นานก็ถึงเวลาเลิกงาน ทุกคนในแผนกเลขานุการก็กลับกันเกือบหมดแล้ว
กู้เหวยอีได้รับโทรศัพท์จากเซี่ยงอวิ๋นซูเพื่อนสนิทของเธอ
“เหวยอี ฉันเห็นข่าวเมื่อเช้านี้แล้ว ฟู่จิ่งเฉินกับหลินลี่ลี่อะไรนั่นมันยังไงกันแน่? ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม?”
พอฟังน้ำเสียงสงสัยของเพื่อนรัก กู้เหวยอีก็ได้แต่ถอนหายใจขึ้นมาเบา ๆ
“อวิ๋นซู ข่าวพวกนั้นเป็นเรื่องจริง”
เซี่ยงอวิ๋นซูสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และพูดออกมาด้วยความตกใจ “ว่าไงนะ? ! ”
ผ่านไปทั้งวัน กู้เหวยอีก็คิดได้อย่างกระจ่างแล้ว น้ำเสียงของเธอดูนิ่งเรียบมาก “ฉันกับฟู่จิ่งเฉินแต่งงานกันเพราะสัญญา ฉันรู้ดีว่าเขาไม่มีความรู้สึกอะไรกับฉัน แต่มันติดอยู่ที่ว่าคุณย่าของเขาบังคับให้เขาแต่งงานกับฉันเฉย ๆ ตอนนี้ผู้หญิงที่เขารักที่สุดกลับมาแล้ว ฉันเองก็ไม่จำเป็นต้องตื้อเขาอีกต่อไป ควรจะสละตำแหน่งให้พวกเขาได้แล้ว”
เซี่ยงอวิ๋นซูนั้นกลับพูดขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “แต่... แล้วลูกในท้องจะทำยังไงล่ะ? เมื่อวานเธอบอกว่า เธอจะบอกข่าวดีเรื่องที่ท้องกับฟู่จิ่งเฉินเพื่อเซอร์ไพรส์เขาไม่ใช่รึไงกัน?”
“สำหรับเขาถือว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์งั้นเหรอ? หรือว่าเป็นเรื่องน่าตกใจกันแน่” กู้เหวยอีลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวและยิ้มอย่างขมขื่นพลางพูดว่า “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันอยากจะหย่าและเลี้ยงเด็กคนนี้เพียงลำพัง ไม่จำเป็นต้องบอกให้เขารู้หรอก”
“หย่างั้นเหรอ? เธอตัดสินใจดีแล้วงั้นเหรอ” เซี่ยงอวิ๋นซูพูดขึ้นมาด้วยความกังวล “เธอไม่อยากให้ฟู่จิ่งเฉินรู้เรื่องที่เธอท้อง แต่ถ้าเธอยังอยู่ที่หวนฉิว กรุ๊ปต่อไปล่ะก็ ไม่ช้าก็เร็วเรื่องที่เธอท้องต้องถูกเปิดเผยแน่นอน”
“สบายใจได้ ผ่านช่วงนี้ไปแล้วฉันจะลาออกเอง ถึงตอนนั้นฉันจะกลับไปทำในสิ่งที่ฉันชอบอีกครั้ง”
พอพูดถึงความฝัน สีหน้าของกู้เหวยอีก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“จริงเหรอ? เหวยอี ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจกลับมาแล้วงั้นสินะ?” เซี่ยงอวิ๋นซูรู้สึกประหลาดใจ เธอพูดขึ้นมารัว ๆ ทันที “เยี่ยมไปเลย! ฉันเคยบอกเธอไปแล้วว่า เธอคือชิงเย่ฉือ ดีไซเนอร์ที่มีพรสวรรค์ซึ่งเป็นตำนานแห่งโลกแห่งการออกแบบแฟชั่น ! จะไปเป็นเลขาของฟู่จิ่งเฉินได้ยังไงกัน แบบนั้นมันไม่คุ้มเลย!”
“ชิงเย่ฉืองั้นเหรอ...” พอเอ่ยถึงชื่อที่หายไปนานนี้ กู้เหวยอีก็รู้สึกสับสนขึ้นมา
ใช่ เพื่อฟู่จิ่งเฉินแล้ว เธอลืมตัวตนของตัวเองไปนานเลย และแทบจะลืมชื่อนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ
“กู้เหวยอี”
เสียงสุขุมของผู้ชายดังขึ้นมาจากด้านหลัง
กู้เหวยอีกลับมาได้สติอีกครั้ง ก็เห็นว่าฟู่จิ่งเฉินยืนอยู่ข้างหลังตัวเองและมองมาที่เธอด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
คุณอาจจะชอบ





