
เจ้าสาวรอรัก
ตอน 3
“ก็พี่ปุ๊บอกให้แต่งตัวสวยๆ นี่คะ”
เธอซบหน้าตรงอกหนา นิ้วชี้ของเธอก็ซนยิ่งนัก ชอนไชเข้าไปตรงช่องโหว่ที่เป็นช่องกระดุมของเสื้อเชิ้ต เธอสะกิดและเขี่ยตรงผิวแน่นข้างราวนมของชายหนุ่มเล่นไปมาอย่างลืมตัว
สาวเจ้าไม่ทันคิดว่าทำอะไรลงไป ในใจของเธอคิดแต่ว่ารักเขาหมดหัวใจ มอบตัวและหัวใจให้เขาดูแลตั้งแต่เจอเขาครั้งแรก
ใบหน้าของคนตัวโตแดงก่ำ เขาพยายามอดกลั้นไว้ ทั้งเสียวทั้งทรมาน การกระทำของสาวเจ้าสร้างแรงฮึกเหิมให้กับเขาอีกแล้ว
“ปาน หยุดเดี๋ยวนี้เลย”
เขากระซิบบอกเธอเสียงสั่น ห้ามปรามคนตัวน้อย ถ้าไม่หยุดคงมีเรื่องได้เข้าห้องอีกแน่
“ค่ะ!”
ปานประดับรีบชักนิ้วมือออกจากอกแน่นทันที เธอเงยหน้ามองเขาที่ก้มมองเธอด้วยสายตาหื่นๆ เธอรีบก้มหน้าหลบสายตาเขา
“พี่รักปานนะครับ”
ปลายนิ้วชี้เรียวใหญ่เชยคางมนให้แหงนขึ้นมองเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้าหายื่นเรียวปากหยักจูบสัมผัสตรงหน้าผากนวล
“ปานก็รักพี่ปุ๊ค่ะ อย่าทิ้งปานนะคะ” เปรยบอกเขาเป็นนัยๆ
เธอเชื่อใจเขา แต่เธอก็ยังกลัวเพราะชายหนุ่มมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและยังมีพื้นฐานที่ดีอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง เป็นลูกชายคนเดียวและเป็นทายาทของตระกูลดังระดับต้นๆ ของเมืองไทย มีมหาวิทยาลัยนานาชาติหลายแห่งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไหนจะยังมีโรงเรียนขนาดย่อมอีกซึ่งแตกสาขาอยู่หลายจังหวัด
ชายหนุ่มเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในสังคมระดับเดียวกันกับเขา ผิดกันกับเธอที่ทางบ้านไม่ได้รวยเงินทองมากนัก ซ้ำตัวเธอเองก็ยังเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่บุญธรรมขอมาเลี้ยงตั้งแต่เธออายุได้สิบขวบ
“พี่รักปานคนเดียว เราจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้ เราออกไปทำธุระกันนะครับ”
คนตัวโตรั้งมือบางขึ้นจับจูงแล้วพาเธอเดินออกไปนอกห้องพัก ลงลิฟต์มาถึงลานจอดรถ แล้วพาเดินเข้าไปหารถคันหรู
“พี่ปุ๊จะพาปานไปไหนคะ?”
ปานประดับหันไปมองเสี้ยวหน้าอันคมคายของคนรักที่นั่งประจำที่อยู่ตรงฝั่งคนขับ
เธอยังสงสัยไม่น้อยว่าธุระของเขาคืออะไร ทำไมต้องทำเป็นมีลับลมคมในด้วย ชายหนุ่มหันหน้ามามองคนตัวน้อยที่เอาแต่สงสัย เรียวปากหนาสีน้ำตาลอ่อนอมยิ้มให้ แล้วโน้มตัวเข้าหารั้งเอาสายเข็มขัดนิรภัยที่อยู่ฝั่งที่เธอนั่งคาดให้
“เดี๋ยวก็รู้ครับ”
ปุริมบอกแผ่วเบา แล้วสตาร์ตรถขับออกไปจากลานจอดรถมุ่งหน้าออกสู่ถนนใหญ่ มือข้างหนึ่งกำพวงมาลัยอีกข้างยื่นเข้าไปรั้งมือบางมากุมไว้ สายตาของเขาจับจ้องออกไปข้างหน้านอกกระจกรถ
เขาขับอย่างเอื่อยเฉื่อยเพราะการจราจรติดขัด ยังดีหน่อยที่เมื่อวานเขาโทร..นัดคุยกับเพื่อนรักที่เป็นนายอำเภออยู่เขตบางรัก และนัดไว้แล้ว จะถึงตอนไหนก็ได้ ทำให้เขาไม่ต้องกังวลใจมาก
“พี่ปุ๊จะไม่บอกปานจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
เธอยังสงสัยอยู่ เห็นเขาเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ผิดกับเธอที่เป็นกังวลใจยิ่งนัก
ปุริมชะลอรถเลี้ยวเข้าไปในลานจอด หันหน้าไปมองคนหน้าสวยที่ยังทำหน้าตางุนงง
“อำเภอ!!...พี่ปุ๊มาทำไมคะ?”
เธอยังนั่งอยู่ที่เบาะรถฝั่งตรงข้ามคนขับเพราะยังสับสนอยู่ ไม่อยากคิดเองเออเองให้ใจฝ่อ
“ลงมาได้แล้วครับ”
ปุริมลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปฝั่งที่เธอนั่งอยู่ เขาเปิดประตูให้ แล้วจูงมือคนตัวหอมลงจากรถ พาเดินขึ้นบันไดไปหาเพื่อนรัก ป่านนี้คงรอเขาและเธอเป็นแน่
“มาแล้วเหรอวะ แกนัดฉันสิบโมงเช้า นี่มันจะบ่ายสองแล้วนะโว้ย”
นายอำเภอหน้าตี๋นามว่าปิยะ เอ่ยเสียงดุเพื่อนรัก แต่สายตาของเขาเหลือบมองคนที่เพื่อนพามาด้วย
คนนี้น่ะหรือที่มันจะจดทะเบียนสมรสด้วย มันจะเจอข้อหาลักพาตัว หรือพรากผู้เยาว์หรือเปล่านะ
“แกจะบ่นทำไมนักหนา ฉันก็มาแล้วไง”
ปุริมเหลือบสายตามองน้องน้อยที่ยืนก้มหน้า เขาเปลี่ยนจากกุมมือเธอมาเป็น ใช้แขนสอดเข้าช่องเอวคอดกอดเธอกระชับแน่น บอกเพื่อนเป็นนัยๆ ว่า ‘เมียกูห้ามมอง’
“เอ่อๆ...เจริญเถอะมึง งั้นเชิญมึงนั่ง เชิญนั่งครับ”
ปิยะเชื้อเชิญเพื่อนให้นั่งด้วยภาษาพ่อขุนรามคำแหง แต่กับสาวน้อยข้างกายปุริม เขาเอ่ยเชื้อเชิญอย่างไพเราะเสนาะหู
“ปานครับ ไอ้ปิยะเพื่อนพี่”
ปุริมเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวนั่ง ส่วนตัวเขาก็เข้าไปนั่งข้างเธอ แล้วโน้มใบหน้าเข้าหากระซิบตรงข้างหู
“สวัสดีค่ะ คุณปิยะ”
ปานประดับเงยหน้ามองคนรักแล้วยิ้มหวานให้ เธอเพิ่งจะสังเกตเมื่อมองชายหนุ่มหน้าตี๋ชัดขึ้น ผู้ชายอะไรผิวขาวยังกับผู้หญิง หล่อแบบตี๋ๆ สูงใหญ่เท่าๆ กันกับปุริม
“สวัสดีครับ...คุณ...”
ปิยะยกมือไหว้ตอบหญิงสาว เขาจ้องมองเธอแบบไม่วางตา เธอสวยหวานใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต ตัวเล็กมาก คงจะสูงแค่ 155 เซนติเมตร ผิดกับปุริมซึ่งมีความสูง 183 เซนติเมตร ช่างดูแตกต่างกันเหลือเกิน
“ปานประดับค่ะ จะเรียกปานก็ได้ค่ะ” เธอคุยกับเขาแล้วยิ้มให้นายอำเภอหนุ่มหน้าตี๋
“งั้น...พี่จะเรียกน้องปานนะครับ น้องปานต้องเรียกพี่ว่าพี่ยะนะ”
ชายหนุ่มมองหน้าเจ้าหล่อนแล้วยิ่งเกิดความอิจฉาเพื่อนรักที่เจอนางฟ้านางสวรรค์
“ได้ค่ะ”
เธอส่งยิ้มหวานให้คนที่นั่งตรงข้าม จนสร้างความรำคาญใจให้แก่ปุริมที่นั่งอยู่ข้างเธอ เขาหันไปมองหน้าหญิงสาวแล้วหันไปบ่นเพื่อนรัก
“เมื่อไรมึงจะหยุดคุย และเลิกจ้องหน้าเมียกูสักที”
คนหวงของรักเกิดความรำคาญและหึงน้องน้อย เลยโวยวายเสียงดังใส่เพื่อน
“พี่ปุ๊ทำไมพูดแบบนี้คะ”
สาวเจ้ากระซิบบอก แล้วยกมือเรียวบางขึ้นตีลงไปบนท่อนแขนหนาของแฟนหนุ่มหนึ่งที
“ก็จริงนี่ครับ ดูมันสิ มองปานจนตาแทบจะถลนแล้ว”
ชายหนุ่มกระซิบบอกให้ได้ยินกันแค่สองคน แล้วลูบต้นแขนที่ถูกตีไปมาเพราะมันเจ็บแสบๆ คันๆ
“มึงไม่ได้พรากผู้เยาว์แน่นะ ไอ้ปุ๊?”
ปิยะเงยหน้าขึ้นจากเอกสารของปุริมและปานประดับ จ้องมองเพื่อนรักและหญิงสาว เธอเอาแต่ก้มหน้า ดูยังไงก็เด็กอยู่ดี คิดว่าคงจะสิบเจ็ดหรือสิบแปดปีแน่
คุณอาจจะชอบ





