
วิวาห์อลวน แต่เธอร้าย จนเขาต้องยอม
ตอน 2
ตระกูลซ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเป่ยเฉิงมานานหลายศตวรรษ ซ่งชิงซานหรือพ่อซ่งให้ความสำคัญกับเรื่องชื่อเสียงหน้าตามากที่สุด แล้วซ่งจิ่งชวนก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเขา ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับงานแต่งงานครั้งนี้เป็นพิเศษ ทุกอย่างจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการที่สุดตามมาตรฐานระดับสูงสุดของเป่ยเฉิง
สุ่ยเหวินลี่จึงต้องมาจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง
แต่สุ่ยเหวินลี่กลับอยากให้ลูกสะใภ้ของเธอเป็นกู้ชิงเหยาลูกสาวคนโตของตระกูลกู้มาโดยตลอด คู่กิ่งทองใบหยกที่สวรรค์สร้างสรรค์มาต่างหากถึงจะเป็นการแต่งงานเกี่ยวผูกสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ที่สุด
แต่ซ่งชิงซานกลับยืนกรานว่าจะตอบแทนบุญคุณให้ได้ จึงสั่งให้ซ่งจิ่งชวนแต่งงานกับกู้จือหลิง นี่จึงทำให้สุ่ยเหวินลี่เกลียดชังกู้จือหลิงเข้าไส้
สุ่ยเหวินลี่มักจะชอบพูดตลอดว่ากู้จือหลิงเป็นนังจิ้งจอกที่โผล่มาขัดจังหวะกลางคัน
“ทำไมชุดแต่งงานของว่าที่คุณนายน้อยถึงเป็นชุดเพื่อนเจ้าสาวสีชมพูตัวนี้ไปได้ล่ะ มันดูไม่เหมือนชุดแต่งงานเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าคุณนายกำลังจะทำให้เธอต้องอับอายใช่ไหมเนี่ย ฮ่าๆๆ......”
“น่าสงสารจัง เธอตาบอดนี่นา จะไปรู้ได้ยังไงว่าอันไหนเป็นชุดแต่งงานหรือชุดเพื่อนเจ้าสาว พรุ่งนี้ถ้าเธอใส่ออกไปข้างนอกแบบนี้ต้องขายหน้ามากแน่ ๆ”
เสียงกระซิบกระซาบของคนรับใช้เบามาก
แต่แค่กู้จือหลิงตะแคงหูฟังก็ได้ยินแล้ว
เธอเกิดมามีประสาทการได้ยินที่ไวกว่าคนปกติ หลังจากที่เธอตาบอด ความไวในการได้ยินของเธอก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
กู้จือหลิงสัมผัสชุดแต่งงานที่ถูกนำมาให้เธอพลางหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ในใจ
เสียงฝีเท้าดังก้องมาจากตรงบันได
ซ่งจิ่งชวนที่สวมเสื้อเชิ้ตเปิดหน้าอกและกู้ชิงเหยาที่ผมยุ่งเหยิงสวมชุดนอนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบันไดในเวลาเดียวกัน
ซ่งจิ่งชวนไม่คาดคิดว่ากู้จือหลิงจะกลับมาเร็วขนาดนี้ ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาจึงแสดงความรังเกียจออกมาแวบหนึ่ง
เมื่อสุ่ยเหวินลี่เห็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจึงสั่งให้คนรับใช้ทุกคนออกไปก่อน
จากนั้นเธอก็ส่งสายตาให้ซ่งจิ่งชวนและบอกให้กู้ชิงเหยาออกไปทางประตูหลัง อย่าทำให้แผนการใหญ่ในวันพรุ่งนี้ต้องเสียเด็ดขาด
ซ่งจิ่งชวนเอาแขนโอบเอวของกู้ชิงเหยาไว้ แล้วก็จูบไปที่หน้าผากของเธอครั้งหนึ่งและกระซิบที่ข้างหูเธอว่า “พรุ่งนี้ ผมก็จะเป็นของคุณแล้ว ที่รัก คุณกลับบ้านไปก่อนนะ”
กู้ชิงเหยาค่อย ๆ เดินย่องไปบนพื้นไม้เบา ๆ แล้วก็แอบออกไปทางประตูหลัง
กู่จือหลิงก้มหน้าเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของซ่งจิ่งชวน แล้วก็สามารถแยกออกด้วยว่าในห้องนี้มีคนอยู่กี่คน
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เธอมองเห็นใบหน้าที่สกปรกโสมมของคนในครอบครัวของพวกเขาได้ไม่ชัด
สุ่ยเหวินลี่นำชุดแต่งงานวางเอาไว้ หลังจากกำชับอีกสองสามประโยคก็บอกว่าขอตัวกลับไปบ้านเก่าก่อน
กู้จือหลิงกำลังนั่งอยู่บนโซฟาเงียบ ๆ เธอยังคงสงบนิ่งและอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย ราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่งดงามที่ปราศจากอารมณ์ฉุนเฉียวไม่มีผิด
ซ่งจิ่งชวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูจากสีหน้าท่าทางของเธอแล้ว เธอน่าจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่ชั้นบน
หลังจากจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เขาก็นั่งลงข้าง ๆ เธอและจับมือเล็ก ๆ ที่เย็นเฉียบของกู้จือหลิงเอาไว้พลางถามว่า “คุณหาซื้อไวน์ได้แล้วเหรอ?”
กู้จือหลิงดึงมือออกจากมือของเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “ค่ะ แต่ฉันอยากดื่ม ก็เลยทนไม่ไหวดื่มไปแล้ว”
ซ่งจิ่งชวนมองไปที่แก้วไวน์และขวดไวน์ที่เหลือเพียงครึ่งเดียวบนโต๊ะกาแฟ สีหน้าเขาดูงุนงงอยู่ชั่วขณะ แต่ก็หายไปในเวลาอันรวดเร็ว “ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่คุณมีความสุข คุณอยากจะดื่มแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
กู้จือหลิงผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยและตอบกลับไปว่า “ซ่งจิ่งชวน คุณ ‘ดี’ กับฉันจริง ๆ เลยค่ะ”
ซ่งจิ่งชวนยิ้มและกอดเธออย่างอ่อนโยนพลางพูดว่า “คนโง่ คุณคือภรรยาของผมนะ ถ้าผมไม่ดีกับคุณแล้วจะไปดีกับใครได้ล่ะ?”
กู้จือหลิงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงคนอื่นที่ติดอยู่บนตัวของเขามันฉุนจนเธอปวดหัวไปหมด
สามวินาทีต่อมา
กู้จือหลิงจึงผละตัวออกจากเขา
สกปรกมาก สกปรกสุด ๆ!
เขารู้ดีว่า การกอดนี้มันหมายความว่าอย่างไร
เธอเองก็รู้เช่นกัน
นี่คือการกอดลา
“พรุ่งนี้เช้าเราไปจดทะเบียนสมรสกันดีไหม?” ซ่งจิ่งชวนพูดขึ้นมา
กู้จือหลิงยิ้มและพยักหน้าเบา ๆ “ได้สิคะ”
“น่ารักจริง ๆ” ซ่งจิ่งชวนลูบผมสีดำขลับของเธอเบา ๆ แล้วก็ลุกขึ้นจากโซฟา สีหน้ากลับไปเย็นชาในชั่วพริบตา
เขารู้ดีว่า กู้จือหลิงเป็นคนที่เชื่อฟังมาก เธอจะไม่มีวันทรยศเขาเด็ดขาด พรุ่งนี้เธอจะต้องตกหลุมพรางของเขาอย่างว่าง่ายแน่นอน
แต่เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับความจืดชืดและไม่น่าสนใจของเธอเต็มทนแล้ว
วันรุ่งขึ้น ที่สำนักงานเขต
ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำทะมึน ในห้องจดทะเบียนสมรสมีคู่บ่าวสาวนั่งกันอยู่เต็มไปหมด
กู่จือหลิงที่สวมชุดเดรสสีขาวตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอเงียบ ๆ บนเก้าอี้ยาว
ส่วนซ่งจิ่งชวนไปต่อแถวรับคิวด้วยตัวเอง
ตอนที่เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนข้อมูลก็ได้ถามคำถามพื้นฐานกับเขาเล็กน้อย
เขาพิงหน้าเคาน์เตอร์และพูดคุยพลางหัวเราะต่อกระซิกกับทางเจ้าหน้าที่
กู้จือหลิงที่กำลังเงี่ยหูฟังได้ยินเขาพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนเลยว่า “เจ้าบ่าวไม่ใช่ผมหรอกครับ เจ้าบ่าวชื่อลู่ถิงเย่ ส่วนเจ้าสาวชื่อกู้จือหลิง ผมเป็นพี่ชายของเธอแค่พาเธอมารับใบทะเบียนสมรสเฉย ๆ น่ะ ตาเธอมองไม่เห็นก็เลยต้องมีคนช่วย.......”
คำพูดหลังจากนั้น กู้จือหลิงไม่ได้สนใจที่จะฟังอีก
มือที่จับไม้เท้าอยู่ค่อย ๆ กระชับแน่นขึ้นทีละนิด
เธอพยายามนึกถึงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลู่ถิงเย่อย่างรวดเร็ว
มีข่าวลือว่าในเป่ยเฉิงมีคุณชายเจ้าชู้ผู้ทรงอิทธิพลชื่อดังคนหนึ่ง เขาเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลลู่ พ่อของเขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาชายแดน ปกติจะไม่ได้อยู่บ้านจึงไม่ค่อยได้อบรมสั่งสอนเขา
เขาเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก นิสัยใจคอจึงแปลก ๆ ผิดมนุษย์และนอกคอกมาตั้งแต่เด็ก แถมยังดุร้ายเหี้ยมโหด ทำความชั่วสารพัดจนชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งเป่ยเฉิง เป็นพวกลูกหลานคนรวยที่ไม่เอาไหนที่ทุกคนต่างก็รังเกียจ
แต่บังเอิญเขาดันเกิดมามีหน้าตาหล่อเหลา ดูดีสุด ๆ
สิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญเลยก็คือ ตระกูลลู่ควบคุมเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเซียงตูเอาไว้ทั้งหมด อีกทั้งลู่ถิงเย่ยังเป็นเจ้าของโรงงานน้ำหอมอีกด้วย
สิ่งที่เธอใช้เวลาทั้งปีในการค้นหาแต่ไม่พบเจอที่บ้านตระกูลซ่ง อาจจะไปอยู่ที่บ้านตระกูลลู่ก็ได้
ในขณะเดียวกัน
บนถนนด้านนอกสำนักงานเขต
ขบวนรถซูเปอร์คาร์ระดับท็อปสีเดียวกันทั้งหมดขับเคลื่อนเข้ามาอย่างน่าเกรงขาม ล้อมรอบรถเคอนิกเส็กก์สีเงินคันหนึ่งดูมีแผ่รังสีดูน่าหวาดกลัวออกมาอย่างรุนแรงเอาไว้ ขบวนรถทั้งหมดมาจอดอยู่ที่หน้าประตูสำนักงานเขตด้วยระยะห่างที่แม่นยำ จนทำให้ถนนบริเวณหน้าประตูถูกปิดล้อมจนแทบไม่มีช่องว่างให้ผ่านไปได้เลย
ดูเวอร์วังอลังการ และหรูหราฟุ้งเฟ้อสุด ๆ
ประตูรถถูกเปิดออกพร้อมกัน บอดี้การ์ดชุดดำที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีหลายสิบคนลงมาจากรถ แล้วก็มายืนเรียงกันสองแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อกันเอาไว้อย่างแน่นหนา
หลังจากนั้นไม่นาน ประตูรถเคอนิกเส็กก์ก็เปิดออก ขาที่เรียวยาวคู่หนึ่งที่สวมกางเกงสูทสีดำก็ก้าวออกมา รองเท้าหนังพื้นบางแตะลงบนพื้น
ทันใดนั้นรูปร่างที่สูงโปร่งของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน
เขาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำที่ตัดเย็บอย่างดี ปลดกระดุมคอเสื้อออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกที่ดูแข็งแรงและขาวซีดเล็กน้อย แลดูเถื่อนดิบสุด ๆ
แสงยามเช้าสาดส่องลงบนใบหน้าที่ชวนให้หลงใหลและดูชั่วร้ายของเขา ดวงตาที่ยากจะคาดเดาได้แฝงไปด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย เขาก้าวเดินเข้ามาข้างในอย่างคล่องแคล่ว ทั่วทั้งตัวของเขามีรังสีของความเฉื่อยชาแต่ก็แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งแผ่ออกมา
ก้าวเดินไปข้างหน้า ท่าทางโอ่อ่า บวกกับบุคลิกที่ดูสูงส่งสง่าแต่กลับเปี่ยมไปด้วยออร่าที่กดดันอย่างรุนแรงของเขา
ไม่ว่าจะดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่จะมาจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตได้เลย เหมือนจะมาก่อเรื่องมากกว่า
คุณอาจจะชอบ





