
ชะตาลิขิต
ตอน 2
บรรยายกาศภายในวัดช่างเงียบสงบ จะมีเพียงแต่เสียงเคาะไม้ดังกังวาลทั่วทั้งเขตวัดโดยหญิงวัยกลางคนเป็นผู้รับหน้าที่ดังกล่าว กลิ่นหอมของธูปและเทียนลอยฟุ้งโอบล้อมทั่ววิหาร ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ไม่อาจจะละจากกลิ่นนั้นได้
ที่นี่ไม่เหมือนวัดทั่วไป เพราะไม่มีพระภิกษุหรือแม่ชีอาศัยอยู่ที่นี้แม้แต่รูปเดียว ส่วนใหญ่มีเพียงเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่คนในพื้นที่ที่คอยทำนุบำรุงดูแลรักษาวัดนี้
หร่วนฉิงคุ้นเคยกับพระพุทธรูปทุกองค์ของที่นี่มาก เพราะเธอเองมักจะมาที่นี่กับแม่บ่อย ๆ ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก
หลังจากวางเครื่องบูชาทั้งหมดลงบนโต๊ะแล้ว เธอก็คุกเข่าลงบนเบาะนุ่มกลมแล้วก้มศีรษะลงกราบสักการะ
หากคนนอกได้เห็นคงต่างก็รู้สึกดีและทึ่งกับการกระทำด้วยความเคารพความศรัทธาของเธอ
ขณะที่ในอีกห้องหนึ่ง เฮ่าชวนก็ได้ทำการนำเครื่องสักการะบูชาของตนวางลงบนโต๊ะเช่นเดียวกัน เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ในวันนี้ไม่ถูกกาลเทศะและไม่เหมาะสมกับสถานที่แห่งนี้เท่าไหร่
สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นอุปสรรคอะไรที่จะโค้งคำนับทำความเคารพบรรพบุรุษ แต่เขาไม่เคยคิดที่จะโค้งคำนับประติมากรรมที่สร้างจากดินเหนียวเหล่านี้
ชายหนุ่มนั่งลงบนเบาะ กะว่าจะอยู่ที่นี่อีกสักพักจนกว่าจะถึงเวลากลับ พอนั่งรอเวลาไปเรื่อย ๆ เขาก็รู้สึกเบื่อมากจนทนไม่ไหว จึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและเริ่มดูเอกสารที่ถูกเก็บไว้อยู่ในเครื่อง
ในขณะที่เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับข้อมูลในโทรศัพท์มือถือนั้น
ก็มีบางอย่างมาทำลายความเงียบนั้นลง
เขาได้ยินเสียงพูดคุยกันดังมาจากห้องอื่น
เสียงนั้นดังมากจนเขาไม่มีสมาธิที่จะอ่านอีกต่อไป เขาขมวดคิ้วเข้ม ๆ ของเขาเป็นปม ดวงตาคู่งามและสดใสของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาปะทุความโกรธออกมาทันที
“วัดควรจะเป็นสถานที่เงียบสงบไม่ใช่หรือไง?
แล้วเสียงโหวกเหวกนี่มาจากไหน?” เขาบ่นกับตนเอง
ในอีกห้องหนึ่ง หร่วนฉิงดึงเบาะของเธอขยับเข้าไปใกล้ ๆ ผู้ดูแลวัด เธอเป็นคนช่างพูด เธอเอาแต่พูดไม่หยุดกับผู้ดูแลวัด
หญิงวัยกลางคนผู้ดูแลวัดนั้นเป็นคนในหมู่บ้านที่รู้จักกับหร่วนฉิงมานานแล้ว ตอนแรกเธอไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย เพราะกลัวจะเป็นการรบกวนความสงบของวัดและผู้เข้ามาสักการะบูชา แต่หร่วนฉิงก็เอาแต่พูด และชวนเธอคุยไม่หยุด
“คุณน้าคะ ตอนที่ฉันเดินเข้ามา ฉันเห็นหญิงชราคนหนึ่งบริจาคเงินจำนวนมากให้กับวัด เงินนั่นก้อนโตขนาดเท่านี้เลยค่ะ ” หร่วนฉิงพูดพลางยกมือขึ้นทำท่าทางประกอบ “หนูอดสงสัยไม่ได้เลยค่ะ ถ้าเธอรวยขนาดนั้น ทำไมไม่นำเงินไปช่วยการกุศลแทนล่ะคะ? หนูคิดว่าคงจะดีกว่า ถ้าเธอนำเงินไปช่วยเด็กยากจนเพื่อให้พวกเขาได้เรียนหนังสือ...”
หร่วนฉิงรู้อยู่แล้วว่าวัดไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แถมผู้คนที่เข้ามากราบสักการะบูชาที่วัดนั้น ก็ยังมีมาไม่ขาดสาย ดังนั้น เธอจึงคิดว่ามันช่างน่าเสียดายจริง ๆ กับการที่คนพวกนี้เอาเงินมาทำบุญเพื่อไถ่บาปของตัวเอง
แต่สำหรับคุณน้านั้น เหตุการณ์พวกนี้เธอเห็นจนชินแล้ว เธอแค่ส่ายหน้าและไม่ตอบอะไรกลับ เธอรู้ดีว่า คนเหล่านี้มาทำบุญเพราะความรู้สึกผิดภายในใจของพวกเขา จึงคิดอยากที่จะบริจาคเงินเพื่อให้ตัวเองได้สบายใจขึ้น ทุกคนก็ต่างรู้เรื่องนี้ดี
“อ้อ แล้วก็ยังมีอีกนะคะ คุณน้า คือว่าฉันเห็น...” หร่วนฉิงกล่าวต่อ
ส่วนเฮ่าชวนนั้น ที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาอยากจะเอาผ้าไปยัดปากหร่วนฉิง เพื่อให้เธอหยุดส่งเสียงน่ารำคาญนั่นเสีย
ห้องทั้งสองถูกคั่นด้วยแผ่นผนังบางกับผ้าม่านสีเหลืองสองผืนเท่านั้น ดังนั้นเสียงจึงเล็ดลอดผ่านได้โดยง่าย
ฝั่งหร่วนฉิงกำลังคุยกับคุณน้าอย่างออกรส โดยไม่รู้ตัวเลยว่าภัยกำลังจะมาถึง
ลมหนาวพัดผ่านหน้าของเธออย่างฉับพลัน นอกจากนั้นเธอยังได้กลิ่นน้ำหอมที่อ่อนโยนหอมละมุนโอบล้อมรอบ ๆ ตัวเธอ
นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่หร่วนฉิงรู้สึกว่าผู้ชายที่ฉีดน้ำหอมนั้นทำให้รู้สึกสบายได้ขนาดนี้
“เธอจะเงียบปากได้หรือยัง?” เธอได้ยินเสียงหงุดหงิดทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือหัวตัวเอง
ความประทับใจดี ๆ ทั้งหลายหายวับไปกับสายลมทันที หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ก่อนจะตกตะลึงกับใบหน้าโกรธเกรี้ยวราวกับว่าควันกำลังจะออกจากหู แต่ก็ไม่อาจจะบดบังความดูดีมีสง่าของอีกฝ่ายได้ เขาหล่อเหลาเอาการมากราวกับเหล่าดาราดัง
เฮ่าชวนรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้เห็นหร่วนฉิง ใบหน้าของเธอไม่ได้เหมือนเป็นคนช่างพูดช่างนินทาเลยสักนิด ในทางตรงกันข้าม ใบหน้าของเธอเรียวเล็กประกอบกับดวงตาสีดำที่เปร่งประกายทำให้เธอนั้นดูสดใสเป็นอย่างมาก ขณะที่เธอมองเขาด้วยความประหลาดใจ ขนตายาวงอนของเธอสั่นไหวราวกับผีเสื้อกระพือปีก
เมื่อหร่วนฉิงมองย้อนตามไปเส้นทางที่เฮ่าชวนเพิ่งเดินเข้ามา แล้วเธอก็นึกขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “คุณมาจากตระกูลหรงเหรอคะ? ขอโทษด้วยนะคะ! ฉันไม่รู้ว่ามีคนอยู่ในห้องนั้นค่ะ”
สำหรับทุกคนในหมู่บ้านเซียงหวยไม่มีใครไม่รู้ถึงอำนาจของตระกูลหรง
แม้แต่วัดแห่งนี้เองก็สร้างจากเงินบริจาคของพวกเขา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้วที่พวกเขาจะได้มีห้องพิเศษสำหรับการสักการะบูชา
เฮ่าชวนรู้สึกหายโกรธลงมาเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำขอโทษจากหร่วนฉิง ไม่นานนัก เขาก็ได้ยินต่อ...
“แต่ว่า คนตระกูลหรงต่างก็เป็นคนที่ไม่สุภาพอย่างนี้เหรอคะ? ถึงฉันจะส่งเสียงดัง แต่คุณจำเป็นที่จะต้องพูดข่มขู่ฉันขนาดนั้นเลยหรือคะ?” หร่วนฉิงเลิกคิ้วขึ้นระหว่างที่เธอพูดสิ่งเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
เฮ่าชวนกล้าดีอย่างไรถึงมาบอกให้หร่วนฉิงเงียบปาก?
หร่วนฉิงคุ้นเคยและรู้จักครอบครัวตระกูลหรงเป็นอย่างดี
ข้อตกลงระหว่างตระกูลหร่วนกับตระกูลหรงเป็นสิ่งที่เธอรู้จากผู้อาวุโสตั้งแต่เธอยังเด็ก แล้วเธอก็ได้ยินมันมาเป็นพัน ๆ ครั้งแล้วก็ว่าได้
ภายในใจลึก ๆ แล้ว เธอไม่ค่อยประทับใจกับตระกูลหรงสักเท่าไหร่
ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของเฮ่าชวนดูเยือกเย็นขึ้นมากขึ้นในทันที “ข่มขู่เธออย่างนั้นเหรอ?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ทำให้รู้สึกราวกับว่าห้องทั้งห้องนั้นถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่เย็นยะเยือก “นี่เธอบอกว่าฉันกำลังข่มขู่เธออยู่อย่างนั้นเหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วล่ะก็ ฉันคงจะต้อง ‘ข่มขู่’ ให้เธอเห็นจริง ๆ แล้วสิ”
เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาหร่วนฉิง ก่อนที่เขาจะยื่นแขนออกไปรวบเอวหญิงสาวเข้ามาหาเขา “ฉันเกลียดผู้หญิงที่ชอบซุบซิบนินทา ถ้าเธอชอบซุบซิบนินทามากขนาดนี้ ก็ใช้โทรโข่งป่าวประกาศให้ชาวบ้านเขารู้ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนหร่วนฉิงไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่เธอจะถูกเฮ่าชวนกอดเอวเธอไว้แน่นอย่างไร้มารยาท
“โถ่! ลูก ๆ จ๋า พวกเธออยู่ในวัดกันนะ หร่วนฉิง หนูหยุดต่อปากต่อคำกับเขาสักทีได้ไหมลูก?” ในขณะที่พวกเขาดูเหมือนจะทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หญิงผู้ดูแลวัดจึงลุกขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะพยายามเกลี่ยกล่อมพวกเขาให้เลิกเถียงกันเป็นเด็ก ๆ สักทีด้วยสำเนียงภาษาท้องถิ่นของเธอ
พอได้ยินสิ่งที่หญิงวัยกลางคนคนนั้นพูดจบ เฮ่าชวนก็ขมวดคิ้วเป็นปมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาไม่ได้เกิดในหมู่บ้านเซียงหวย เขาจึงไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิด แต่มีคำหนึ่งที่ชัดเจนมากสำหรับเขาคือ “หร่วน”
‘เธอมาจากตระกูลหร่วนอย่างนั้นเหรอ?’ เฮ่าชวนพึมพำกับตัวเอง
ช่างบังเอิญเหลือเกิน! เฮ่าชวนก็คุ้นเคยและรู้จักครอบครัวตระกูลหร่วนเป็นอย่างดีเช่นกัน
เขาเองก็ไม่มีความประทับใจที่ดีกับตระกูลหร่วนเหมือนกัน
เดี๋ยวก่อน
ตระกูลหร่วนงั้นเหรอ?
“บอกฉันมานะ! เธอเป็นอะไรกับชิงซาน?”
เฮ่าชวนจำได้ว่าเมื่อเขายังเด็ก คุณปู่ของเขาที่กำลังนั่งบนเก้าอี้โยกเคยบอกกับเขาว่า “เฮ่าชวน ปู่เจอคนที่จะมาเป็นว่าที่ภรรยาแสนสวยของแกแล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นอ่อนโยนและยังเป็นคนที่มีคุณธรรมมากอีกด้วย ปู่แน่ใจว่าแกจะต้องชอบกับสิ่งที่ปู่ทำนี้ แกโชคดีมาก ๆ เลยหลานรักเอ๋ย
พราะอย่างนั้นต่อไปนี้ แกก็ต้องทำดีกับเธอไว้ด้วย โอ้ ใช่! จำชื่อเธอไว้ล่ะ ชื่อของเธอคือ... ขอปู่คิดก่อนนะ”
“ฉันชื่อหร่วนฉิง แล้วชิงซานก็เป็นพ่อของฉันค่ะ คุณรู้จักพ่อของฉันได้อย่างไร?” หร่วนฉิงมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของเธออย่างสงสัย ทั้งพ่อและแม่ของเธอมาจากหมู่บ้านเซียงหวย และในหมู่บ้านมีเพียงตระกูลใหญ่สองตระกูลคือ ตระกูลหร่วนและตระกูลหรง
แต่พ่อของเธอเสียชีวิตจากไปนานแล้ว แล้วเขาพูดถึงพ่อของเธอทำไมกัน?
เฮ่าชวนเลิกคิ้วขึ้น ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะปรากฏรอยยิ้มเยาะขึ้นอีกครั้ง ปู่ของเขานี่ช่างน่าหัวเราะเสียยิ่งกระไรที่มาบอกว่าเธอ “อ่อนโยนและมีคุณธรรม”
‘ฉันสงสัยว่าตอนนั้นคุณปู่คงจะสายตาฝ้าฝางไปแล้วแน่ ๆ ’ เฮ่าชวนคิด
หร่วนฉิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันทีที่เฮ่าชวนปล่อยแขนออกจากเอวเธอ ใบหน้าของหญิงสาวแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความรำคาญใจ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นรัดเอวเธอเสียแน่นจนเจ็บไปหมด
“ดูเหมือนเธอจะไม่ชอบตระกูลหรงแล้วก็ฉันสินะ” เฮ่าชวนพูดออกมาโดยไม่สนใจถามอีกฝ่าย พยายามมองเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเขา ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
“แน่นอนสิ! โหดร้าย ป่าเถื่อน แถมชอบข่มขู่คนอื่น! ฉันได้ยินมาว่าครอบครัวหรงเริ่มทำธุรกิจจากการขนส่งสินค้า ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก ที่คนในตระกูลถึงได้หยาบคายมากขนาดนี้” หร่วนฉิงทำงานในวงการการตลาด และเธอเองก็เป็นหัวหน้าทีมการตลาดที่เก่งที่สุด นั่นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเธอถึงได้เป็นคนที่พูดเก่งเช่นนี้
ตระกูลหรงได้ส่งของขวัญให้ตระกูลหร่วนมาตลอดหลายปีแล้ว ถึงพวกเขาจะไม่ได้พบเจอกันเป็นการส่วนตัวก็ตาม เห็นชัดเลยว่าพวกเขาดูถูกตระกูลหร่วน แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นมีมิตรไมตรีต่อกัน หร่วนฉิงเกลียดพวกเขาเข้ากระดูกดำ เกลียดจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ
เฮ่าชวนทำเป็นปัดฝุ่นออกจากตัว ราวกับว่าเขาไม่ต้องการให้มีร่องรอยของของผู้หญิงที่ไม่มีมารยาทหลงเหลือบนตัวของเขา หลังจากนั้น เขาจึงเอ่ยต่อ “ช่างเป็นหญิงสาวที่แสนดีอะไรเช่นนี้ ในเมื่อคุณดูถูกตระกูลหรงขนาดนี้ ก็อย่าปล่อยให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทำให้ต้องเข้ามาอยู่ร่วมกับตระกูลหรงของเราก็แล้วกัน
“ฉันสาบานได้เลย! ฉันจะไม่มีวันเข้าไปอยู่กับพวกคุณหรอก! แล้วทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น? เข้าไปร่วมกับตระกูลคุณอย่างนั้นเหรอ? คุณล้อฉันเล่นใช่ไหม? ต่อให้คุณคุกเข่าขอร้อง ฉันก็จะไม่ทำมันเด็ดขาด!” หร่วนฉิงหัวเราะดังลั่นอย่างห้ามไม่ได้ เธอคิดว่าผู้ชายคนนี้ช่างน่าขันจริง ๆ เขาคิดอะไรอยู่ถึงนึกว่าเธอจะเข้าไปร่วมกับตระกูลของเขา?
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีมาก จำสิ่งที่เธอพูดไว้ให้ดีล่ะ”
ดูเหมือนเฮ่าชวนจะไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับสิ่งที่หร่วนฉิงพูดเลยสักนิด แต่กลับส่งยิ้มให้แทน เขาจ้องมองไปที่ใบหน้าขาวกระจ่างใสของเธอ ก่อนจะเอ่ยอย่างช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำว่า “จำสิ่งที่เธอพูดเอาไว้ให้ดี! ฉันจะคอยจับตาดูเธอ!”
คุณอาจจะชอบ





