
ชะตาลิขิต
ตอน 3
“แม่คะ กำลังจะออกไปไหนเหรอคะ?” หลังจากหร่วนฉิงกลับมาถึงบ้าน เธอก็วางตระกร้าไม้ลงบนโต๊ะ แล้วรินน้ำลงในแก้วตัวเองก่อนจะกระดกดื่มหมดแก้วอย่างรวดเดียว
เพราะก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะไปปะทะคารมกับเฮ่าชวนมา เธอจึงรู้สึกคอแห้งไปหมด
ฟังผิงกำลังยืนแต่งตัวจัดเสื้อผ้าของเธอให้เรียบร้อยอยู่หน้ากระจก เธอยิ้มออกมาก่อนจะพูดกับหร่วนฉิง ว่า “หร่วนฉิง วัดเก่านั้นเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ช่างเป็นที่ที่เหมาะแก่การไหว้พระขอพรจริง ๆ วันนี้ที่พวกเราไปวัดตอนเดินออกมาข้างนอก แม่ก็ได้เจอกับตระกูลหรงพอดีเลย”
พอได้ยินฟังผิงพูดถึงตระกูลหรง เธอก็แทบจะสำลักน้ำในทันที หญิงสาวเช็ดมุมปากก่อนจะรีบถามกลับทันทีว่า “ตระกูลหรงเหรอคะ? แม่เจอคุณป้าจิ้งห้วยหรือเปล่าคะ? แล้วทั้งสองคนคุยอะไรกันไปบ้างคะ?”
พอเห็นลูกสาวของเธอดูตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน ฟังผิงจึงยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “พวกเราคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของลูกน่ะสิ ก็ลูกไม่เคยนัดบอดสำเร็จเลยสักครั้ง แม่ว่าบรรพบุรุษของตระกูลหร่วนกับตระกูลหรงคงตายตาไมหลับแน่ หากทั้งสองครอบครัวไม่ได้แต่งงานกัน เพราะอย่างนั้น แม่ก็เลยจะไปคุยหารือกับตระกูลหรงเรื่องนี้สักหน่อย”
“ไปเจอตระกูลหรงอย่างนั้นเหรอคะ? เมื่อยี่สิบปีก่อนแม่เคยคุยกับพวกเขาแล้วไม่ใช่เหรอคะ?” เห็นได้ชัดว่าหร่วนฉิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนรุ่นก่อนของสองครอบครัว แต่เธอรู้แน่นอนว่าถ้าหากตระกูลหรงมีลูกชาย เขาคนนั้นก็จะกลายมาเป็นคู่ของเธอ หรือพูดให้ชัด ๆ คือ เขาจะมาเป็นสามีของเธอ
“ใช่จ้ะ ป้าจิ้งห้วยชวนแม่ออกไปพูดคุยด้วย พอดีเลย แม่จะไปถามเขาหน่อยว่าตระกูลหรงพอจะมีใครที่จะเหมาะสมกับลูกบ้างไหม เขาอาจจะเลือกผู้ชายที่เป็นญาติห่าง ๆ ของพวกเขาให้มาแต่งงานกับลูกก็ได้”
หลังจากฟังผิงพูดจบ เธอก็หยิบกระเป๋าถือแล้วเดินออกจากบ้าน
โดยไม่ได้หันกลับมามองอีกฝ่ายแล้วพูดต่ออีกว่า “อยู่บ้านรอฟังข่าวดีจากแม่นะ”
หร่วนฉิงดีดตัวจากโซฟาเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ก่อนจะรีบวิ่งไปหาฟังผิง
“แม่! รอก่อน...”
ไม่ทันที่หร่วนฉิงจะได้พูดอะไร ประตูก็ปิดลงต่อหน้าต่อตาทันที
ปล่อยหร่วนฉิงยืนอยู่หน้าประตูอย่างหงุดหงิด ยิ่งทำให้ตอนนี้เธออารมณ์เสียมากขึ้นกว่าเดิม
ในหมู่บ้านเซียงหวยมีศาลาสี่มุมหลังเก่าทรงโบราณตั้งอยู่ ฟังผิงมักมานั่งเล่นที่นี่บ่อย ๆ ตอนที่เธอยังเด็ก พอเวลาผ่านไป คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านก็ลดลงเรื่อย ๆ ทิ้งไว้เพียงแต่ศาลาร้าง
“จิ้งห้วย ดีใจที่ได้เจอคุณนะคะ คิดไม่ถึงว่าคุณจะชวนฉันมาที่นี่” ฟังผิงรู้สึกประหลาดใจ เมื่อรู้ว่าพวกเขานัดคุยกันที่ศาลาแห่งนี้ ดูเหมือนก่อนหน้านี้เธอยังรู้น้อยมากเกี่ยวกับจิ้งห้วย
“ฟังผิง มานั่งนี่สิคะ ถึงฉันจะไม่ใช่คนที่นี่ แต่ก็แต่งงานเข้าตระกูลหรงมา 30 ปีแล้ว ทุกครั้งที่ฉันกลับมาบ้านก็จะมาเดินเล่นที่นี่ตลอดเลยค่ะ”
ฟางจิ้งห้วยสังเกตเห็นทิวทัศน์และบรรยากาศที่ไม่เปลี่ยนแปลงของที่แห่งนี่ ถึงแม้ว่าถนนทางเข้าหมู่บ้านจะเป็นถนนลูกรังขรุขระ แต่พวกเขาก็ไม่ทำการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษา ก็เพราะหวังจะไม่ให้ใครสามารถเข้ามาในหมู่บ้านได้โดยง่าย เพื่อที่จะได้รักษาสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านเอาไว้ และปกป้องหมู่บ้านจากมลพิษต่าง ๆ
ฟังผิงแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นจิ้งห้วย เธอคิดว่าจิ้งห้วยเป็นผู้หญิงที่เกิดในครอบครัวชนชั้นสูง แต่เธอกลับไม่มีความเย่อหยิ่งหรือความยโสเลยแม้แต่น้อย
ในทางตรงกันข้าม เธอกลับเป็นคนง่ายๆและเป็นมิตร เธอเป็นคนอัธยาศัยดีมาก ๆ
“จิ้งห้วย ฉันก็ชอบที่แห่งนี้เหมือนกันค่ะ ตอนฉันเด็ก ๆ ฉันก็ชอบมาเล่นที่ที่แห่งนี้ ถึงแม้ฉันจะย้ายออกไปอยู่ในเมืองแล้ว แต่ฉันก็ยังคงรักบรรยากาศของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ดี” เมื่อได้ยินสิ่งที่จิ้งห้วยพูด ฟังผิงก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีคนหนึ่ง เธอจึงสามารถเปิดใจคุยเรื่องการแต่งงานของลูกสาวของเธอได้อย่างสบายใจ
จิ้งห้วยคอยพยักหน้าตอบรับระหว่างตั้งใจฟังฟังผิงพูด แต่แล้วเธอก็เริ่มขมวดคิ้วทันทีที่เธอได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องการแต่งงาน
“ฟังผิง ในเมื่อคุณพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ฉันก็จะไม่ปิดบังคุณอีกต่อไป คือ ความจริงแล้ว... ฉันมีลูกชาย แล้วเขาก็อายุมากกว่าหร่วนฉิงไม่กี่ปี...”
ก่อนที่จิ้งห้วยจะได้พูดจบ ฟังผิงก็ลุกพรวดขึ้นทันที
แล้วกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า “นี่คุณพูดอะไรกัน? คุณมีลูกชายอย่างนั้นเหรอ? ฉันก็คิดมาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่มีลูกชายที่จะมาสืบทอดต่อกิจการของตระกูลหรง
แล้วทำไมก่อนหน้านี้คุณไม่บอกกับฉันว่าคุณมีลูกชายที่เหมาะกับหร่วนฉิงอยู่แล้วคะ?”
ฟังผิงรู้สึกตกใจกับความจริงที่ถูกปิดบังมานานมากกว่า 20 ปี
เธอคิดว่าถ้าเธอรู้เรื่องนี้มาก่อน เธอจะไม่ปล่อยให้ลูกสาวของเธอไปนัดบอดหลายต่อหลายครั้ง !
“ฟังผิง เรื่องนี้ฉันกับสามีของฉันก็จนใจอยู่เหมือนกันนะ เฮ่าชวนเด็กคนนี้เป็นคนรักอิสระ มีความคิดเป็นตัวเอง และชอบทำอะไรด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะอย่างนี้ เขาเลยไม่ชอบให้พวกเราไปจุ้นจ้านกับเรื่องส่วนตัวของเขา เราเคยเอ่ยเรื่องการแต่งงานกับเขาหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยสนใจมันเลย ถ้าให้พูดตามตรง เขาไม่เคยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของฉันกับสามี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะให้เขาแต่งงานตามความต้องการของบรรพบุรุษเลย”
จิ้งห้วยบ่นพลางถอนหายใจอย่างระอาใจ
ฟังผิงตบโต๊ะดังปังแล้วพูดจาโผงผางไปว่า “จิ้งห้วย นี่คุณรู้ไหมคะ ว่าทำไมหร่วนฉิงถึงไม่เคยเจอสามีที่คู่ควรจากการนัดบอดเลย? ถึงตอนนี้แกนัดเจอรวม ๆ แล้วก็เจ็ดถึงแปดคน แต่ทุกครั้ง พอหร่วนฉิงอยากจะเริ่มคบหากับพวกเขา เรื่องโชคร้ายต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ชายพวกนั้น โดนรถชนบ้างหรือไม่ก็ยางแบนกลางถนนบ้าง ตอนนี้ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่กล้าที่จะคบหรือแต่งงานกับหร่วนฉิงอีกแล้ว”
“ในที่สุดฉันก็รู้ว่าสาเหตุมันเป็นเพราะอะไร
คงเป็นเพราะบรรพบุรุษนอนตายตาไม่หลับ พวกท่านยังไม่หมดห่วง เพราะตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ไม่สามารถทำให้งานแต่งงานระหว่างสองครอบครัวนั้นเกิดขึ้นได้ ตอนนี้พวกท่านเลยพยายามที่จะไม่ให้ลูกสาวของฉันแต่งงานกับผู้ชายคนอื่นได้สำเร็จ เพื่อที่เธอจะได้แต่งงานกับลูกชายของคุณและครองคู่กันจนชั่วนิรันดร์”
จิ้งห้วยถอนหายใจก่อนจะส่ายหัว “แต่ว่าเฮ่าชวนเป็นคนที่มีความคิดเป็นตัวเอง เขามักจะตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนเขาในเรื่องนี้หรอก”
“อย่า! จิ้งห้วย คุณอย่าพูดอย่างนั้นสิ คุณเป็นแม่ของเฮ่าชวนนะคะ เพราะอย่างนั้นในฐานะพ่อแม่ คุณและสามีของคณมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของเขาได้ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับฉันในเรื่องนี้ ฉันเกรงว่าคุณอาจจะถูกสวรรค์ลงโทษก็ได้”
พอเธอพูดจบ ฟังผิงก็ปิดปากตัวเองทันที
เธอตระหนักได้ว่าเธอนั้นพูดแรงเกินไป แต่เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันช่างลี้ลับยากเกินกว่าจะอธิบายได้จริง ๆ แน่นอนว่าครั้งนี้ เธอจะต้องช่วยให้ลูกสาวของเธอได้แต่งงานกับลูกชายของจิ้งห้วยให้ได้
“คุณ...” จิ้งห้วยรู้สึกโกรธเคืองอย่างมากจนไม่อาจจะมองหน้าฟังผิง และได้แต่กำหมัดแน่น
ฟังผิงนั่งลงทันทีก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “จิ้งห้วย อย่าได้โกรธฉันเลยนะคะ ฉันเป็นคนพูดค่อนข้างตรงไปตรงมา ถ้าฉันทำให้คุณโกรธ ฉันก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ พวกเราก็ต่างเป็นพ่อเป็นแม่เหมือนกัน ชิงซานกับฉันก็มีลูกสาวเพียงแค่คนเดียว ซิงซานก็จากพวกฉันไปนานแล้ว หร่วนฉิงเองก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่พร้อมจะแต่งงานแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยเจอคนที่ใช่สำหรับเธอเลย
ฉันเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเราคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยพยายามช่วยพวกเราอยู่ ถึงแม้พวกท่านจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม”
พ่อของหร่วนฉิงและพ่อของเฮ่าชวนทั้งคู่ต่างก็ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวเลย แล้วในรุ่นก่อน ถึงจะมีลูกสาวกับลูกชายที่เกิดในตระกูลหรงและตระกูลหร่วน แต่ทั้งสองก็ไม่สามารถแต่งงานกันได้ เพราะฝั่งเด็กผู้หญิงก็อายุมากกว่าเด็กผู้ชายถึง 15 ปี เพราะอย่างนั้น พอเด็กผู้ชายโตขึ้น เด็กผู้ก็อายุมากแล้ว...
จนถึงตอนนี้บรรพบุรุษของพวกเราต่างก็ยังไม่สมหวัง
หลังจากที่ได้ยินฟังผิงพูด จิ้งห้วยก็ถอนหายใจก่อนจะพูดจากใจจริง “ฟังผิง ฉันพูดตามจริงเลยนะ ฉันก็คิดเหมือนคุณนั่นแหละค่ะ ปัจจุบันนี้ ธุรกิจครอบครัวของตระกูลหรงไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งการแต่งงานเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ถ้าเจ้าเฮ่าชวนเต็มใจที่จะแต่งงานกับลูกสาวของคุณ บรรพบุรุษของพวกเราก็คงจะสมหวัง หากเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง ๆ พวกเราก็คงจะรู้สึกยินดีอยู่แล้ว
ปีที่หร่วนฉิงเกิด สามีของฉันฝันถึงสิ่งเดียวกันซ้ำ ๆ อยู่หลายวัน ในความฝันของเขา เหมือนบรรพบุรุษจะบอกกับเขาว่าอยากให้ลูกชายของฉันกับลูกสาวของคุณได้แต่งงานกันเพื่อให้พวกเขาได้สมปรารถนา”
ฟังผิงพยักหน้าอย่างต่อเนื่องขณะที่เธอฟังจิ้งห้วยพูด “ในเมื่อบรรพบุรุษของพวกเราต่างก็ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน ทำไมคุณไม่ลองเล่าให้เฮ่าชวนฟังดูล่ะคะ?”
จิ้งห้วยพยักหน้าก่อนจะพูดด้วยความภาคภูมิใจ “เฮ่าชวนเขาเป็นคนที่ทำงานหนักมาก เวลาที่เขาจะลงมือทำอะไรก็ตาม เขาก็จะทำมันอย่างเต็มที่ เพื่อให้มันสมบูรณ์แบบ เขาไม่เคยทำให้พวกเราผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงเขาจะไม่อยากให้พวกเราไปยุ่งกับเรื่องของตัวเอง แต่เขาก็เป็นเด็กกตัญญูอยู่
ฉันคิดว่าการที่เราได้คุยกันในวันนี้ ลูกชายของฉันกับลูกสาวของคุณก็คงจะถูกชะตาฟ้าลิขิตมาแล้วให้เป็นคู่ที่เหมาะสมซึ่งกันและกัน ฉันจะลองดูอีกครั้งนะคะ ถ้าฉันยังยืนกรานให้เฮ่าชวนแต่งงานกับหร่วนฉิง เขาก็คงจะ...”
เมื่อได้ยินจิ้งห้วยพูดเช่นนั้น ฟังผิงก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ หากเป็นอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ ถ้าคุณคิดว่าจะลอง ได้โปรดรีบบอกเขาให้เร็วที่สุดด้วยนะคะ แล้วถ้ามีอะไรคืบหน้าก็รบกวนช่วยบอกให้ฉันทราบด้วยนะคะ”
ฟังผิงยังคงยิ้มหลังจากที่เดินทางกลับจากศาลาสี่มุม เธอจุดธูปหน้าแท่นบูชาบรรพบุรุษ เธอเชื่อว่าชิงซานคงอวยพรพวกเขาจากสวรรค์อยู่เป็นแน่
หร่วนฉิงนั่งถือรีโมตทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้าน หญิงสาวกำลังเคี้ยวแอปเปิ้ลกรอบที่ป้าข้างบ้านเก็บมาให้เธออย่างเอร็ดอร่อย ขณะเดียวกันเธอก็จ้องมองไปที่ฟังผิง
‘ทำไมวันนี้แม่ดูมีความสุขจัง เขาถูกหวยหรือไง?’ หร่วนฉิงคิดในใจ
“คุณพี่สาวฟังผิง ถูกหวยมาหรือไงคะ? ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันก็ยินดีพร้อมจะช่วยแบ่งปันความสุขนะคะ แม่จะแบ่งรางวัลให้สูกสาวคนนี้ด้วยใช่ไหมล่ะ?” หร่วนฉิงยิ้มขณะที่เคี้ยวแอปเปิ้ลแล้วพูดกับฟังผิงที่กำลังเก็บเสื้อผ้า
ฟังผิงพับชุดของเธอก่อนจะมองลูกสาวตัวดีแล้วยิ้มออกมา “แม่ไม่สนใจหวยหรอกนะ” เธอกล่าว
“ถ้าอย่างนั้น แม่คงจะเจอเหมืองทองคำมาใช่ไหมคะ?” หร่วนฉิงยิ้มแล้วยกคิ้วขึ้นอย่างยียวน
หลังจากที่เธอพับผ้าเสร็จก็เก็บเข้าตู้เสื้อผ้า ฟังผิงยิ้มกว้างด้วยความสุขก่อนตอบ “อย่าคิดว่าแม่เป็นแค่พวกเห็นแก่เงินสิ แม่จะบอกแกหลังจากที่จัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วเท่านั้น แต่ว่าแกอาจจะผิดหวังก็ได้นะ ถ้าแม่บอกแกไปตอนนี้แล้วมันดันไม่เป็นไปตามแผนน่ะ“
หร่วนฉิงกัดแอปเปิลขณะที่กำลังงุนงงกับคำพูดของฟังผิง
เช้าวันรุ่งขึ้น
ฟังผิงรู้สึกตื่นเต้นจนหักห้ามใจไม่ได้ จึงบุกเข้าห้องนอนของหร่วนฉิง ขณะที่เธอยังคงนอนหลับอยู่
คุณอาจจะชอบ





