
หนูน้อยพามาพบคู่แท้
ตอน 2
เฉียวยีรีบอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมา มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นใครสักคน
ทำยังไงดี แจ้งตำรวจดีไหม เอาไปให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือโรงพยาบาลดี
เด็กน้อยร้องไม่หยุด มุ่ยปาก เฉียวยีใช้หลังมือลูบใบหน้าของเด็กน้อย นุ่มนิ่ม หนึบหนัน ทำไมถึงสบายขนาดนี้
เฉียวยีรู้สึกเจ็บปวดหัวใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ลูกที่ตัวเองปรารถนาต้องการแต่ไม่อาจได้มา คนอื่นกลับทิ้งขว้างอย่างง่ายดายราวกับขยะ
ตอนนี้เด็กจะต้องหิวแล้วแน่ ๆ ถึงได้เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้
เธอเปิดกระเป๋าสัมภาระใบเล็กที่อยู่ข้างห่อผ้าขึ้นมา ข้างในมีนมผง ขวดนม แล้วก็ผ้าอ้อมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ไม่มีแม้กระทั่งวันเดือนปีเกิดหรือชื่อสกุลของเด็ก ไม่รู้ว่าพ่อแม่คนไหนที่ใจไม้ไส้ระกำได้ขนาดนี้
เด็กน้อยร้องไห้ฟูมฟายอยู่ด้านข้าง เฉียวยีไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว เธอถือถุงสัมภาระ พร้อมกับอุ้มเด็กขึ้นไปข้างบน
ไม่ว่ายังไง ต้องป้อนนมให้เด็กอิ่มก่อน
ตอนที่เตรียมตั้งครรภ์กับจิ่งเฉิงก่อนหน้านี้ เฉียวยีได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กมาบ้าง ตอนนี้ไม่ถึงขั้นที่ทำอะไรไม่ถูกซะทีเดียว
เธอวางเด็กไว้กลางโซฟา ก่อนจะต้มน้ำร้อน จากนั้นก็แกะผ้าที่ห่มตัวเด็กออก ก่อนจะถอดเสื้อผ้าของเด็กออกมาตรวจสอบ
เป็นเด็กผู้ชาย อายุน่าจะประมาณสามเดือน ปลอดภัยไร้ร่องรอยขีดข่วน ดูสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย
นอกจากนี้เด็กคนนี้ก็หน้าตาดีมาก โดยเฉพาะสองตาคู่นั้น ทั้งกลมทั้งโต ลูกตาดำขลับ ตอนนี้กำลังจ้องมองเฉียวยีด้วยท่าทางน่าสงสาร มีหยาดน้ำตาเกาะบนขนตาที่ทั้งยาวทั้งงอน ปากที่นุ่มนิ่มอมชมพูอ้าค้างเอาไว้รองับจุกนม น่ารักน่าเอ็นดูมากจริง ๆ
ใจของเฉียวยีแทบละลายแล้ว
เสื้อผ้ากับกระเป๋าของเด็กก็ธรรมดาทั่วไปมา ไม่มีเครื่องหมายพิเศษใด ๆ ทั้งนั้น
เฉียวยีเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับเด็ก หลังจากผสมนมเสร็จ ปากเล็ก ๆ ก็ดูดขวดนมอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงร้องไห้ถึงได้หยุดลง
เฉียวยีอุ้มเด็กน้อยเอาไว้ มองปากเล็กจิ๋วที่กำลังขยับเขยื้อน หลับตาลงอย่างช้า ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
เฉียวยีรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ รู้สึกสบายไปทั้งร่างกาย
ที่แท้เด็กก็น่า่รักขนาดนี้เลยเหรอ มิน่าล่ะยัยแม่มดแก่ของตระกูลจิ่งนั่นถึงได้เร่งเร้าให้เธอมีลูก
แต่น่าเสียดาย ที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์จะเป็นแม่คนอีกต่อไปแล้ว
เด็กยังไม่ทันกินนมเสร็จก็นอนหลับไปเรียบร้อยแล้ว น่าจะเป็นเพราะร้องไห้จนหมดแรง ตอนนี้ก็ได้กินอิ่มแถมยังมีคนคอยอุ้มอีก ก็เลยรู้สึกสบายใจ
เดิมทีเฉียวยีตั้งใจจะให้เด็กกินนมเสร็จแล้วค่อยพาไปที่สถานีตำรวจ แต่พอมองเด็กน้อยจ้ำม่ำที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอด เธอก็ใจไม่แข็งพอที่จะปลุกเขา
เธออุ้มเด็กน้อยเดินวนไปมาในบ้านสองรอบ ภายในใจเกิดความคิดที่บ้าบิ่นขึ้นมา
เธอจะรับเลี้ยงเด็ก!
เฉียวยีที่มีผลการเรียนดีเด่นไม่เคยทำอะไรไร้เหตุผลแบบนี้มาก่อน แต่เธอต้องสูญเสียครอบครัวไปเพราะไม่มีลูก ตอนนี้เธอรู้สึกว่าการที่เด็กคนนี้ปรากฏตัวขึ้นมาในเวลาแบบนี้ มันคือของขวัญที่สวรรค์มอบให้กับเธอ! ตัวเองไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับเอาไว้
ถ้าเกิด... ถ้าเกิดคนในครอบครัวของเด็กคนนี้มาหาเธอ ก็แค่คืนไปให้กับพวกเขาก็สิ้นเรื่องแล้ว...อย่างน้อยก็ขอให้ตัวเองได้สัมผัสความรู้สึกของคนเป็นแม่สักช่วงระยะเวลาหนึ่งก็แล้วกัน
วันต่อมาเฉียวยีพาเด็กออกไปข้างนอก เธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก่อน
พื้นที่ห่างไกลและด้อยพัฒนาแบบหนานอู่ ทารกที่ถูกทอดทิ้งในแต่ละปีมีจำนวนไม่น้อย ทุกคนต่างก็เคยชินกันหมด ตำรวจพาเฉียวยีกับเด็กมายังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของท้องถิ่น
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นอาคารสองชั้นที่เก่าแก่มาก ตอนที่เฉียวยีที่แต่งกายสวยสง่างามเข้าไป เหล่าเด็ก ๆ ที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมก็พากันจ้องมองเธออย่างน่าสงสาร แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนา
เฉียวยีหยิบเอกสารแสดงรายได้และวุฒิการศึกษาของตัวเองออกมา ทำเรื่องรับเลี้ยงเด็กเสร็จไปอย่างง่ายดาย เธอบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปสองแสนห้าหมื่น พวกเขาต่างก็ปีติยินดีกันทั้งสองฝ่าย
เนื่องจากเพิ่งจะย้ายเข้ามาที่นี่ ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาก็ได้เจอกับเพื่อนบ้านมากมาย ทุกคนต่างก็คิดว่าเป็นลูกของเธอ นานวันเข้า ไม่เห็นพ่อของเด็กสักที บางทีก็พูดคุยกันบ้างเป็นครั้งคราว คนอื่นถามถึงพ่อของเด็ก เฉียวยีก็ตอบกลับไปอย่างหน้าตาเฉยว่า “หย่ากันแล้ว!”
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับความสุขของการได้เป็นแม่คน มอบความรักทั้งหมดให้กับเด็ก ความเศร้าโศกเสียใจจากการหย่าร้างก็เริ่มจางหายไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางวันเวลาที่แสนยุ่งเหยิง
สี่ปีต่อมา
“เฉียวซิงซิง! ทำไมถึงต้องตีเพื่อนด้วย!” เฉียวยีถือแส้ไม้ไผ่ขนาดเล็กในมือ มองเด็กผู้ชายที่ยืนเอามือไขว้หลังอยู่ตรงมุมด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
เด็กผู้ชายอายุสี่ปีกว่ายืนตัวตรงแนบชิดกำแพง แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “เขามาแย่งของเล่นของผม แถมยังทำพังอีก! หึ!”
เฉียวยียิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก “แค่ของเล่นชิ้นเดียว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย พังแล้วเดี๋ยวแม่ซื้อให้ใหม่ก็ได้! ลูกไปต่อยเด็กคนอื่นแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะ! ถ้าเกิดคนเขาได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ลูกจะชดใช้ไหวไหม!” เฉียวยีโกรธจนหายใจกระหืดกระหอบ เธอยกแส้ไม้ไผ่ขึ้นมา แต่กลับใจไม่แข็งพอที่จะฟาดลงไป
เธอรู้สึกว่าตอนที่ดูแลลูกน้องยี่สิบกว่าคนที่บริษัทก่อนหน้านี้ยังไม่เหนื่อยเท่าดูแลเฉียวซิงซิงที่อายุสี่ขวบแค่คนเดียว!
เฉียวซิงซิงยิ่งโตยิ่งดื้อ เด็ก ๆ แถวบ้านถูกเขากลั่นแกล้งรังแก เฉียวยีได้รับคำร้องเรียนจากผู้ปกครองพวกนั้นแทบทุกวัน แต่ทุกครั้งเฉียวซิงซิงก็จะมีเหตุผลมาอ้างเสมอ
“เจ้าอ้วนนั่นมาดึงผมของเสี่ยวอวิ๋น ผมต่อยเขาก็เพื่อปกป้องความยุติธรรม! กำจัดภัยสังคม!”
“จางฮวาแย่งขนมของผม ผมถึงได้ถุยน้ำลายลงไปในถ้วยของเขา!
“ซวงใหญ่ซวงเล็กจงใจจูงหมาของพวกเขาออกมาไล่เด็กคนอื่น ทุกคนต่างก็ตกใจจนร้องไห้กันหมด ผมถึงได้จับหมาของพวกเขาไปทิ้งในถังขยะ ตอนหลังก็หาเจอแล้วไม่ใช่เหรอฮะ ถึงแม้ว่าจะสกปรกเหมือนกับหนูยักษ์ก็เถอะ”
เฉียวยีกุมศีรษะของตัวเอง พูดอะไรไม่ออกจริง ๆ เพราะว่าเธอพูดไปประโยคเดียว เฉียวซิงซิงก็จะเถียงกลับมาสิบประโยค ตัวเองโมโหจนแทบไม่ไหวแล้ว
เด็ก ๆ ในละแวกใกล้เคียง คนที่ชอบเฉียวซิงซิง ก็จะมองว่าเขาเป็นพี่ใหญ่ ทุกวันจะคอยตามตูดเขาต้อย ๆ ส่วนคนที่เกลียดเฉียวซิงซิง ก็จะหาวิธีมารังแกเขา แต่ก็มักจะถูกเฉียวซิงซิงรับมือด้วยวิธีการต่าง ๆ อยู่เสมอ
วันนี้เฉียวยีกำลังพูดคุยกับเจียงอวี๋ผ่านทางออนไลน์ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกของคุณป้ามาจากชั้นล่าง “เฉียวยี! รีบออกมาเร็วเข้า! เจ้านักเลงตัวน้อยของเธอรังแกคนอีกแล้ว! เธอสั่งสอนเขาบ้างไหมเนี่ย ถ้าเธอไม่มีปัญญาสั่งสอนฉันจะช่วยสั่งสอนให้เธอเอง!”
เฉียวยีโยนโทรศัพท์ทิ้งแล้วรีบลงไปชั้นล่างทันที เห็นเฉียวซิงซิงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิง คุณป้าที่อยู่ด้านข้างกำลังปลอบเด็กผู้ชายอายุสามสี่ขวบเท่ากันที่กำลังร้องห่มร้องไห้
เฉียวยีแค่เห็นก็เข้าใจได้ทันที เจ้านักเลงตัวน้อยของตัวเองจะต้องไปรังแกเด็กคนอื่นอีกแล้วแน่ ๆ
เฉียวยีขอโทษคุณป้าด้วยรอยยิ้มกล้ำกลืน พลางเก็บแส้ไม้ไผ่หนึ่งก้านขึ้นมาจากพื้น เฉียวซิงซิงเห็นว่าท่าจะไม่ดีแล้ว ก็ก้าวเท้าวิ่งขึ้นไปข้างบนทันที
คุณป้าปลอบเด็กในอ้อมกอดไป พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “ถ้าไม่ใช่เพราะสงสารที่เด็กไม่มีพ่อ วันนี้ฉันก็คงจะช่วยเธออบรมสั่งสอนเขาไปแล้ว! ไร้การอบสั่งสอนจริง ๆ ”
เฉียวยีทำเป็นไม่ได้ยิน จากนั้นก็ตามเฉียวซิงซิงขึ้นไปข้างบน
สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้ การหย่าร้างมันสามารถเป็นหัวข้อนินทา กลายเป็นความบันเทิงหลังอาหารของทุกคนได้ ถ้าหย่าร้างแล้วมีลูกติดด้วย เวลาที่ทุกคนพูดคุยกันก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันปากมากขึ้นไปอีก
ผู้เช่าหญิงในอาคารหลังเล็กแห่งนี้ เธอมาพร้อมกับเด็กทารกหนึ่งคน เธอจะแต่งตัวสวย คอยเฝ้าดูแลลูกตลอดทุกวัน ไม่ทำการทำงาน ไม่รู้ว่าเธอหาเลี้ยงชีพตัวเองยังไง
ถ้าบอกว่ามีค่าเลี้ยงดูจากพ่อของเด็ก แต่ผ่านมานานขนาดนั้นแล้ว ไม่เห็นพ่อของเด็กมาเยี่ยมพวกเขาเลยสักครั้ง ก็น่าจะลืมพวกเขาสองแม่ลูกไปแล้ว
เฉียวยีมองเฉียวซิงซิงที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่ถูกทำโทษโดยการยืนอยู่ตรงมุมห้อง เธอกำลังคิดว่าถึงเวลากลับไปที่เมืองซูอันแล้วใช่ไหม สถานที่ชนบทแบบนี้ เฉียวซิงซิงเริ่มประพฤติตัวนอกกรอบขึ้นทุกวัน ต่อไปเวลากลับเข้าไปในเมืองใหญ่แล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาก็จะเข้ากับเด็กคนอื่นไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะไม่มีใครคบกับเขา แบบนี้มันจะส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อนิสัยของเด็ก
บ้านที่เมืองซูอันของเฉียวยียังอยู่ แต่เธอไม่อยากพาลูกเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จิ่งเฉิงเคยใช้ชีวิตอยู่มาก่อน เดิมทีตลอดสองปีที่เฉียวซิงซิงเติบโตก็มักจะถามเธออยู่บ่อย ๆ ว่าพ่อของเขาอยู่ที่ไหน
ตอนแรกเริ่มเฉียวยีบอกไปว่า หย่ากันไปแล้ว แต่ต่อมา เฉียวซิงซิงก็ไม่เชื่อฟัง คำพูดซุบซิบของเพื่อนบ้านก็มักจะได้ยินมาถึงหูของเธอบ่อยครั้ง เธอโกรธมาก ก็เลยบอกไปว่าตายแล้ว!
คุณอาจจะชอบ
![หน้าปกนวนิยาย ในรอยรักร้าว [ดราม่าหนัก พระเอกถูกเอาคืนสาสมมาก]](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/bfbb45c85001834806839808633/kIpEBgrCekMA.webp!15491.webp)




