
ประธานคนนี้สามีของฉัน
ตอน 2
ด้วยความเมาหญิงสาวจึงใจกล้ามากเป็นพิเศษ เธอเริ่มหันมองไปยังต้นเสียงและไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นก็มีชายหนุ่มรูปงามปานเทพบุตรผิวพรรณผุดผ่องเหมือนจะเรืองแสงเป็นหลอดไฟเสียให้ได้เดินออกมาจากมุมมืดที่อยู่ไม่ห่างจากเธอเท่าไหร่นัก
“คนหรือผีอะ ถ้าเป็นผีอย่ามาหลอกให้เสียเวลาไม่กลัวหรอก” ช่อแก้วพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียที่ไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำเท่าไหร่นัก
“คนสิครับ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งที่แคร่ไม้ข้างๆ กับหญิงสาวที่กำลังมองจ้องหน้าของเขาด้วยสีหน้าแววตาฉงน
“หล่ออะไรอย่างงี้ ไม่ใช่ผีแน่นะ” ช่อแก้วลุกยืนขึ้นคว้ามือหมับไปที่พวงแก้มทั้งสองของชายหนุ่มหน้าหล่อ เธอมองสำรวจใบหน้านั้นเงียบๆ ครู่หนึ่งแต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมาเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังฝันอยู่หรือว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับผู้ชายที่มีรูปร่างหน้าตาราวกับหลุดมาจากปกนิตยสารจริงๆ กันแน่
“อืม คุณจะขายเท่าไหร่ ผมจะซื้อ”
“อืม เราหนักเท่าไหร่น้า...อ่อ ก่อนอื่น...” หญิงสาวถอยห่างออกจากชายหนุ่มเล็กน้อย
“ฉันชื่อช่อแก้วหนัก45กิโล คุณจะให้กิโลละเท่าไหร่” ช่อแก้วยืนตัวตรงเท้าเอวและเอียงใบหน้าครุ่นคิดถึงน้ำหนักของตัวเอง
“กิโลละแสนพอไหม ทั้งหมดก็สี่ล้านห้าแสน ตกลงไหม”
“หา...ตกลง อุ้มไปเลย” ช่อแก้วได้ยินจำนวนเงินก็อ้าแขนให้ชายหนุ่มอุ้มเธอไปโดยที่ไม่คิดอะไรมาก หลังจากนั้นความทรงจำของเธอก็หายไป พอมารู้สึกตัวอีกทีเธอก็ตื่นมาเห็นตัวเองนอนเปลือยเปล่าอยู่ข้างชายหนุ่มหน้าหล่อที่เธอคิดว่าเจอเขาในความฝันไปแล้ว...
เธอนั่งทบทวนตัวเองอยู่ครู่หนึ่งสายตาก็เหลือบไปเห็นรอยหยดเลือดที่เตียงนุ่ม “ไม่นะ...” สาวเจ้านั่งกุมขมับทำอะไรไม่ถูกเมื่อรู้ตัวว่าได้เสียความบริสุทธิ์ที่หวงแหนไปแล้ว
ช่อแก้วพอจะตั้งสติได้เธอก็รีบค่อยๆ ขยับตัวลุกออกจากเตียงและก้มลงไปเก็บเสื้อผ้าเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มที่กำลังหลับตื่นมาเจอเธอที่กำลังจะหนีออกไป เธอไม่อยากจะสนทนาต่อความกับคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะนอนด้วย ทั้งยังโมโหตัวเองที่เมาจนไม่ได้สติและได้ทำเรื่องที่ไม่สมควรทำลงไป
ปัจจุบัน
ชนกันต์ขับรถคันหรูสีดำจากสระบุรีตรงมายังบ้านสไตล์ยุโรปสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางพื้นที่เป็นสิบไร่ติดกับแม่น้ำสายใหญ่ของกรุงเทพมหานครในช่วงใกล้เที่ยงวัน เมื่อจอดรถได้ก็รีบเร่งเดินเข้าไปในบ้านทันที เพราะคิดว่าอาสะใภ้ของเจขาคงมีธุระด่วนที่อยากจะคุยด้วยถึงได้คะยั้นคะยอให้เขามาถึงที่บ้านหลังนี้ก่อนเที่ยง
“คุณอานัดผมมาทานข้าวที่บ้านมีเรื่องอะไรอยากจะคุยหรือเปล่าครับ” ชนกันต์ยกมือไหว้หญิงวัยกลางคนที่ยังดูสะสวยไม่แพ้วัยรุ่น เธอคือพวงทองอาสะใภ้ของเขาที่เขานั้นเคารพเธอเสมือนแม่อีกคน เพราะเธอเลี้ยงเขามาคู่กับปรารถนาลูกสาวของตัวเอง ด้วยเพราะช่วงที่เขาเด็กๆ แม่และพ่อของเขาต้องช่วยกันบริหารงานในโรงพยาบาลอย่างหนัก
“อาก็อยากจะพบปะหน้าหลานชายอาบ้างน่ะสิ เราไม่ได้ร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันนานแล้วนะ วันนี้ยัยปรางค์พาเพื่อนมาทานข้าวด้วย นั่นไงมากันแล้ว” พวงทองชี้ไปยังรถยุโรปสองคันที่ขับตามกันเข้ามาในบ้าน
ชนกันต์เห็นเช่นนั้นก็เริ่มรับรู้ได้ว่าที่อาสะใภ้ของเขาโทรตามให้มาให้ได้ก็ไม่พ้นเรื่องที่จะจับคู่ให้เขาแน่นอน เคยเจอกรณีเช่นนี้หลายครั้งแต่ก็ไม่เคยจำเอาเสียเลย
“นั่นหนูพิมเพชร ลูกสาวคุณพชรเจ้าของร้านเพชรชื่อดังไงล่ะ สวยน่ารักไหมล่ะ”
“ก็น่ารักครับ น่ารักเหมือนยัยปรางค์เลย” เขาพยักหน้าและอมยิ้มน้อยๆ เมื่อมองไปยังสาวสวยร่างสูงที่แต่งตัวเซ็กซี่เดินอยู่ข้างกับปรารถนา
“สวัสดีค่ะคุณป้า สวัสดีค่ะพี่กันต์ ได้ยินยัยปรางค์พูดถึงบ่อยๆ ว่าพี่กันต์ทั้งหล่อทั้งใจดี ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” พิมเพชรยกมือไหว้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าอย่างนอบน้อม เมื่อเงยหน้าขึ้นได้ก็ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้กับชนกันต์จนเขาต้องก้มหลบสายตา เพราะไม่ได้คิดที่จะสานสัมพันธ์กับหญิงสาวเกินไปกว่าการรู้จักเธอในฐานะเพื่อนของน้องสาว
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”
“เพื่อนปรางค์สวยไหมคะพี่กันต์”
“เมื่อกี้เห็นหนูเพชรครั้งแรกก็บอกแม่ว่าหนูเพชรน่ารัก” ยังไม่ทันที่ชนกันต์จะตอบอะไรปรารถนาพวงทองก็แย่งพูดไปก่อน ทั้งยังไม่ค่อยจะครบถ้วนทุกคำที่เขาพูดเท่าไหร่เพราะเขาไม่ได้ชมแค่พิมเพพชรคนเดียว แต่หากเอ่ยเสริมเติมแต่งอะไรไปจะหักหน้าทุกคนจึงเลือกที่จะเงียบเอาไว้
“ขอบคุณนะคะพี่กันต์” สาวเจ้าที่รู้ตัวว่าถูกผู้ชายชมก็เริ่มมีท่าทีและน้ำเสียงขวยเขินจนออกนอกหน้า
“เราเข้าไปข้างในกันดีกว่าครับ ผมหิวแล้ว”
“ไป ไป อาจะได้ให้แม่บ้านจัดโต๊ะอาหาร”
และแล้วมื้ออาหารเย็นวันนี้ก็เป็นมื้อที่ชนกันต์นั้นอึดอัดอีกครั้ง เพราะอาสะใภ้ของเขาดูจะยัดเยียดให้เขาดูแลพิมเพชรเป็นพิเศษ กว่าจะจบมื้อกลางวันได้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนรับประทานอาหารเที่ยงไม่อิ่ม
“หนูเพชรน่ารักดีไหมล่ะตากันต์” หลังจากชนกันต์กลับมาถึงบ้านไม่กี่นาทีอัญชลีก็รีบเฟสไทม์หาชนกันต์ทันที และแล้วชนกันต์จึงได้รู้ว่าแม่และอาสะใภ้ของเขาต้องร่วมมือกันในภารกิจดูตัวครั้งนี้แน่นอน
“ผมรู้ตัวคนสมรู้ร่วมคิดที่จับคู่ให้ผมแล้วล่ะครับ”
“อะไร ใครจับคู่ คิดไปเองหรือเปล่า แม่ไม่ได้ทำอะไรเลย” อัญชลียืนยันเสียงดัง แต่มีหรือชนกันต์จะดูอาการแม่ของตัวเองไม่ออก
“ไม่ค่อยจะร้อนตัวเลยนะครับคุณแม่”
“ทำอย่างกับลูกดูไม่ออก” มีเสียงของเตชธรรมแทรกเข้ามา ชนกันต์รู้สึขบขันที่พ่อตนกล้าที่จะเบรกคนเป็นแม่เพราะไม่ค่อยได้เห็นหรือได้เจอพ่อของเขาขัดแม่ตนบ่อยนัก
“คุณก็! ก็ฉันอยากอุ้มหลานนี่คะ คุณก็แก่ขนาดนี้แล้ว จะไปจากโลกนี้วันไหนก็ไม่รู้ไม่อยากอุ้มหลานบ้างหรือไง”
“อ้าว มาแช่งผมทำไม”
“ไม่ต้องเถียงกันครับ ไม่นานนี้อาจจะได้อุ้มกันสมใจครับ”
“จริงเหรอตากันต์ อย่าให้ความหวังแม่ลมๆ แล้งๆ นะ แม่ไม่ยอมจริงๆ ด้วย” อัญชลีละจากการเถียงกับสามีมามองจ้องหน้าจอด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ครับคุณแม่ แค่นี้ก่อนนะครับ” ชนกันต์วางสายจากพ่อกับแม่ได้ก็เดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะตอนนี้รู้ตัวว่าได้เจอคนที่ถูกใจที่สามารถเรียกว่ารักแรกพบได้แล้ว
ชนกันต์ โสภาพีรวัตร ชายหนุ่มร่างสูงกำยำหน้าตาหล่อเหลาปานนายแบบที่หลุดมาจากนิตยสาร เขาอายุเข้า36 เป็นหนุ่มโสดโปรไฟล์ดีที่ค่อนข้างเนื้อหอมและทำงานเก่ง ตอนนี้ชายหนุ่มนั่งแท่นผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในกรุงเทพมหานครแทนคนเป็นพ่อและแม่ที่เกษียนตัวเองไปท่องเที่ยวรอบโลก
ในชีวิตมักจะถูกครอบครัวหาคนมาให้ดูตัวตลอดแต่เขาก็ไม่เคยคิดจะสนใจใคร เพราะไม่เคยรู้สึกพิเศษกับใครได้สักคน จนมาเจอผู้หญิงตัวเล็กน่ารักน่าชังราวกับตุ๊กตาเดินได้ที่อยู่ด้วยกันเมื่อคืน แล้วเธอก็ทิ้งของบางอย่างเอาไว้ให้เขาดูต่างหน้า เขาเป็นคนที่เชื่อเรื่องรักแรกพบ แม้จะเคยผิดหวังกับเรื่องนี้มาแล้ว แต่เขาก็เชื่ออย่างนั้นมาโดยตลอดไม่เปลี่ยนแปลง...
“เป็นอะไรของแก อาทิตย์ที่แล้วที่ไปเที่ยวไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นมาบ้างหรือไง” ยาหยีเห็นเพื่อนรักเพื่อนเลิฟอย่างช่อแก้วนั่งเขี่ยลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวพักใหญ่แล้ว จึงพอจะรู้ว่าเพื่อนเธอต้องมีเรื่องไม่สบายใจอีกแน่นอน
“กินเสร็จแล้วไปนั่งคุยกันที่หลังโรงเรียน” ดวงตากลมโตเหลือบมองยาหยีครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจและเอ่ยเสียงอ่อนออกมา
“งั้นรีบกินให้เสร็จเร็วๆ เลย” ยาหยีแทบยจะยกถ้วยก๋วยเตี๋ยวซดเสียให้ได้ เพราะดูพฤติกรรมของช่อแก้วออกว่าเรื่องที่ช่อแก้วจะคุยกับเธอต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน
สองสาวใช้เวลาอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยวกลางหมู่บ้านไม่กี่นาทีก็พากันขับมอเตอร์ไซต์คันเก่งมานั่งคุยกันที่สวนหย่อมหลังโรงเรียนวัด ที่เก่าเจ้าประจำที่พวกเธอสองคนชอบมานั่งคุยกันเวลามีเรื่องที่เดือดร้อนใจ
“ถ้าฉันเล่าอะไรให้แกฟัง แกเงียบเอาไว้ด้วยล่ะ”
“โอเค๊... เล่ามา”
“เสียงสูงจนฉันไม่อยากเล่าเลย”
“เล่ามาเหอะน่า แกไม่เล่าให้ฉันฟังจะไปเล่าให้หมาที่ไหนฟัง มีฉันเป็นเพื่อนอยู่คนเดียวเนี่ย”
“ถ้วยฟูไง” ช่อแก้วเอ่ยถึงลูกหมาสีน้ำตาลตัวกลมที่เชอเอมน้องสาวของเธออุ้มกลับมาจากกรุงเทพมหานครเพราะเห็นมันน่าสงสาร
“โอ้ย... ไม่เล่าก็ไม่ฟัง” ยาหยีลุกยืนพรวดยกมือเท้าเอวด้วยท่าทางอารมณ์เสียที่ช่อแก้วเอาแต่ลีลากวนประสาทเธออยู่นั่น
“เล่าก็เล่า แต่ระวังเมาน้า” ช่อแก้วต้องรีบดึงแขนยาหยีให้เพื่อนเธอนั่งลงอีกครั้ง
“เอ๊ะแก้ว... แกจะหยุดปัญญาอ่อนกี่โมง”
“11โมง นี่ไงเวลานี้พอดี อิอิ”
“ยังอี๊ก...” คราวนี้ยาหยีไม่ได้จะลุกหนีแต่เป็นง้างมือจะฟาดหลังช่อแก้วแทน
คุณอาจจะชอบ





