
พี่สะใภ้ของข้า คือท่านแม่ทัพคนงาม
ตอน 3
บทที่ 3
สองวันผ่านไป ดรุณีน้อยก็มาปรากฏอยู่กลางจวนของผู้ตรวจการหลิน และเป็นอย่างที่คิดว่าระยะนี้หลินจิ้นฝูค่อนข้างมีงานมากมายให้สะสาง เหตุเพราะฮ่องเต้มีราชโองการให้ผู้ตรวจการดูแลความเรียบร้อยของบ้านเมืองให้สงบสุขเพราะช่วงหลังมานี้ ชาวบ้านและโรงพนัน รวมถึงหอคณิกามักมีปัญหาวิวาทกันบ่อยครั้ง สาเหตุทั้งหมดทั้งมวลมาจากผู้ตรวจการคนเดิมได้รับสินบนจากโรงพนันและโรงคณิกาเหล่านั้น อนุญาตให้ขูดรีดชาวบ้านจนกระทั่งเรื่องแดง ครั้นถูกปลดและลงโทษให้จองจำ หลินจิ้นฝูซึ่งสอบจอหงวนได้เป็นบัณฑิตจึงได้รับแต่งตั้งให้มารับหน้าที่นี้แทน แต่ดูแล้วตำแหน่งที่เขาได้รับดูเหมือนจะเป็นผู้เก็บกวาดมากกว่าผู้ตรวจการเมือง เพราะเขาต้องมาจัดการเก็บกวาดซากโสมมที่อดีตผู้ตรวจการทิ้งไว้ให้ทุกวี่วันไม่ละเว้น
ช่างเป็นงานที่หนักหนานัก...
วันนี้ก็เช่นกันที่ภาระหน้าที่มีให้สะสางมากมาย เขาทักทายกับหลินซานซานได้เพียงเล็กน้อยก็จากไป ปล่อยให้นางได้ยืนมองตามหลังอยู่กลางจวน ก่อนที่พ่อบ้านจะนำทางนางเข้าไปยังเรือนรับรอง
“ฮูหยินของอาจิ้นล่ะ”
หลินซานซานร้องถามเมื่อเข้ามายังเรือนรับรองแล้ว ที่ถามก็เพราะตั้งแต่เข้ามาที่จวน นางยังไม่เห็นพี่สะใภ้ของตนแม้แต่เงาทั้งที่ควรจะออกมาต้อนรับในฐานะเจ้าบ้าน พ่อบ้านซึ่งกำลังสั่งให้บ่าวรับใช้ขนข้าวของของหลินซานซานไปเก็บหันมาตอบคำถามอย่างนอบน้อม
“ฮูหยินยังไม่ตื่นขอรับ”
หลินซานซานย่นคิ้วพลัน
ยังไม่ตื่น... ป่านนี้แล้วน่ะหรือที่บอกว่ายังไม่ตื่น?
ยามนี้ดวงอาทิตย์เกือบจะตรงศีรษะ ทำให้หลินซานซานอดคิดไม่ได้เลยว่าจางอี้ซวนช่างเป็นฮูหยินที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย นอนจนตะวันตรงหัวเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน สตรีที่ดีควรตื่นก่อน นอนทีหลังสามี ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะดูแลหลินจิ้นฝูให้ดีได้อย่างไร หากเป็นนาง รับรองเลยว่านางจะไม่มีวันตื่นทีหลังสามีเป็นอันขาด!
อดเปรียบเทียบตนกับพี่สะใภ้ไม่ได้อีกแล้ว หลินซานซานจำต้องเตือนตนเองว่ามาที่จวนของญาติผู้พี่เพราะเหตุใด ก่อนที่จะปรับสีหน้าแล้วเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน
“เช่นนั้นเจ้าช่วยไปบอกนางหน่อยได้หรือไม่ว่าข้ามาถึงแล้ว อยากจะทักทายนางเสียหน่อย ช่วยไปปลุกนางที”
หญิงสาวรู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีมารยาทนัก แต่พี่สะใภ้ของนางเองก็หาได้มีมารยาทเช่นกัน นางให้คนมาส่งข่าวตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแล้วว่านางจะมา พี่สะใภ้ย่อมรู้ดีว่าวันนี้จะมีแขก แล้วเหตุใดถึงได้นอนหลับอุตุไม่สนใจฟ้าดินกัน
พ่อบ้านเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ยืนนิ่งไม่ไปไหน ทำให้หลินซานซานต้องเลิกคิ้วสูง
“มีอะไรหรือ”
“คือว่า...”
เขาทำท่าเหมือนจะพูดแล้วก็ไม่พูด หลินซานซานเลยต้องถามซ้ำ
“คือว่าอะไร”
“นายหญิงมักอารมณ์ฉุนเฉียวหากถูกรบกวนตอนนอนน่ะขอรับคุณหนู”
อ๋อ เพราะเหตุนี้นี่เอง พ่อบ้านถึงมีท่าทางอึกอัก เมื่อหรี่ตาพิจารณาจากท่าทางเขาแล้ว สงสัยพี่สะใภ้ของนางคงจะอารมณ์ร้ายพอตัวเสียกระมัง อีกฝ่ายถึงได้มีท่าทีหวาดเกรงถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถิด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปลุกนาง อีกเดี๋ยวก็ตะวันตรงหัวแล้ว จะให้นางซึ่งเป็นแขกนั่งรอทักทายกับผู้เป็นเจ้าของจวนด้วยเหตุผลว่าเจ้าของจวนไม่ยอมตื่นได้อย่างไรกัน
“ไม่เป็นไร ไปตามนางเถิด หากนางจะตีเจ้าก็ให้รีบวิ่งมาหาข้าก็แล้วกัน ข้าช่วยเจ้าเอง”
หลินซานซานอ้างตัว อย่างน้อยนางก็เป็นคุณหนูของสกุลหลิน เป็นถึงหลานสาวคนโปรดของท่านเสนาบดีและเป็นญาติผู้น้องของผู้ตรวจการเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกรงใจนางกันบ้างล่ะ
พ่อบ้านไร้ซึ่งทางเลือก แม้ไม่อยากไปก็ต้องไป ปล่อยให้หลินซานซานนั่งรออยู่ในเรือน รออยู่ครู่ใหญ่ สตรีในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก็ปรากฏกายให้เห็น พียงปรากฏวาบที่หางตาแวบเดียว หลินซานซานก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นั้นคือพี่สะใภ้ของตน
“คารวะพี่สะใภ้ ซานเอ๋อร์ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ”
หลินซานซานรีบลุกขึ้นย่อคำนับ ครั้นอีกฝ่ายพยักหน้า ทอดมองนางด้วยแววตานิ่งเรียบ หลินซานซานก็เงยหน้าขึ้นมองนางบ้าง จากนั้นก็ต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ อีกฝ่ายหาได้ประทินโฉมดั่งเช่นเมื่องานมงคลสมรสแต่อย่างใด ทว่าดวงหน้าผุดผาดของพี่สะใภ้ยังคงช่วงชิงลมหายใจของนางไปได้เหมือนเคย แม้ผมเผ้าจะไม่ได้รวบปักปิ่น เพียงรวบเกล้าไว้หลวมๆ แค่นั้นก็ทำให้นางงดงามดั่งเทพธิดาเดินดินแล้ว
คนถูกรบกวนเวลานอนปรายตามองหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้า ใช่ว่าจะไม่รู้จักนาง รู้จักอย่างดีทีเดียวเพราะบ่าวไพร่ในจวนที่ส่วนหนึ่งมาจากจวนใหญ่ของสกุลหลินล้วนพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าหลินซานซานเป็นญาติผู้น้องที่สนิทสนมกับหลินจิ้นฝูเป็นอย่างมาก เพียงแต่หาได้เคยเสวนาด้วยจึงไม่รู้ว่าสนิทสนมกันมากเพียงใดก็เท่านั้น
แต่จะสนิทสนมกันอย่างไรก็หาใช่เรื่องของนาง นายหญิงแห่งจวนผู้ตรวจการเมืองปรือตาลงเล็กน้อยด้วยยังงัวเงียอยู่ ก่อนจะโบกมือไหวน้อยๆ
“ตามสบายเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
น้ำเสียงของนางแหบพร่าราวกับคนไม่สบาย หลินซานซานอดชะงักไม่ได้ พลันก็นึกเป็นห่วง
“ข้าไม่แน่ใจว่าที่ชายแดนนั้นมีอากาศเป็นอย่างไร แต่ที่เมืองหลวงบางคราก็อากาศร้อน บางคราก็หนาว วันดีคืนดีก็ฝนตก อากาศแปรปรวนเช่นนี้ พี่สะใภ้อาจจะยังไม่คุ้นชินอากาศที่นี่สักเท่าไร ควรสวมเสื้อผ้าหนาๆ จะได้ช่วยป้องกันไม่ให้เจ็บไข้นะเจ้าคะ”
คำพูดของหลินซานซานทำเอาคนที่เกือบจะอ้าปากหาวหวอดชะงักกึก เหลือบมองอีกฝ่ายนิ่ง ขณะที่คนพูดหลุบตาลงต่ำ หนีสายตาคมจากนัยน์ตาเรียวสวยด้วยมิอาจทนมองหน้าได้ไหว ใช่ว่าทนไม่ไหวเพราะนางเป็นฮูหยินของคนที่นางรัก แต่เป็นเพราะสะคราญโฉมเกินไปจนมิอาจสู้หน้าตรงๆ ได้ไหว เห็นหน้าอีกฝ่ายแล้ว นางก็อดอับอายที่มิอาจสู้ความงามของคนตรงหน้าได้
“ลำบากให้เจ้าเป็นห่วงแล้ว”
พี่สะใภ้เอ่ยขึ้น หลินซานซานเหลือบมอง ในหัวครุ่นคิดว่าขนาดอีกฝ่ายไม่ยกยิ้มใดๆ ยังงดงามถึงเพียงนี้ หากยิ้มขึ้นมาเมื่อไรคงสะกดผู้คนทั้งโลกให้หลงใหลได้ไม่ยาก แม้แต่หลินจิ้นฝูเองก็คงจะต้องหลงใหลนางเช่นกัน
ในตอนนี้อาจจะยัง แต่ในเบื้องหน้าก็ไม่แน่ อยู่ร่วมชายคา พบหน้ากันทุกวัน ถึงนางจะไม่ใช่หญิงคนรักแต่ก็เป็นน้องสาวของสตรีผู้นั้น รูปร่างหน้าตาย่อมมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน หลินจิ้นฝูทำใจได้เมื่อไรคงมิแคล้วหลงใหลนางเป็นแน่
หลินจิ้นฝูหลงใหลนาง...
คิดอย่างนี้ หลินซานซานก็ปวดแปลบขึ้นมาในอก น้ำตาเกือบจะหลั่งรินอยู่แล้วถ้าหากว่าคนตรงหน้าไม่เอ่ยขึ้นมาก่อน
“ธุระที่เจ้าต้องการพูดกับข้ามีเท่านี้หรือ”
หลินซานซานเลิกคิ้วสูง ไม่เข้าใจที่คนตรงหน้าพูดสักเท่าไรนัก ขณะที่อีกฝ่ายมองนางนิ่ง
“หากไร้ซึ่งสิ่งที่จะพูดแล้ว เจ้าก็ตามสบายเถิด ข้าจะกลับไปนอน”
สิ้นเสียงก็หมุนตัว หมายจะเดินออกไปจากเรือนรับรอง ทำเอาหลินซานซานอ้าปากค้างไปทันควัน
ป่านนี้แล้วยังจะกลับไปนอนอีกหรือ!?
เรื่องอะไรที่นางจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายไปนอนกันเล่า เป็นถึงฮูหยินของหลินจิ้นฝู ไยถึงได้ขี้เกียจตัวเป็นขนอย่างนี้กัน ใช้ได้ที่ไหน!
“ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะพี่สะใภ้” หลินซานซานรีบก้าวตามหลังไป เมื่อคนตรงหน้าหยุดฝีเท้าแล้วหันมามอง นางก็รีบพูดขึ้น “ข้าใคร่อยากจะชวนพี่สะใภ้ดื่มน้ำชายามบ่ายเสียหน่อย ตั้งแต่พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลหลินมา ข้ายังไม่เคยพูดคุยกับท่านอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย ข้าหมายจะผูกสัมพันธ์กับท่านให้แนบแน่นยิ่งนัก”
พูดแล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง ไม่ได้เต็มใจหรอกแต่คิดว่ามันน่าจะทำให้คนมองเอ็นดูได้ เพราะรอยยิ้มของนางล้วนใช้ได้ผลมาแล้วกับท่านลุงท่านป้า รวมถึงหลินจิ้นฝูและบ่าวไพร่ในเรือน
ทว่าคงไม่ใช่กับพี่สะใภ้ อีกฝ่ายมองนางที่ยิ้มแป้นแล้นด้วยสายตาราบเรียบยากจะอ่าน ใจนึกอยากจะปฏิเสธนัก แต่ก็มิอาจพูดได้เมื่อนางช้อนสายตาเว้าวอน
“นะเจ้าคะ อาจิ้นจะได้สบายใจด้วยที่เห็นเราสองคนสนิทสนมกัน”
คนถูกคะยั้นคะยอหรี่ตาลงเล็กน้อย
ที่แท้ที่อยากจะสนิทสนมเป็นเพราะบุรุษผู้นั้น หาได้อยากจะสนิทสนมกับพี่สะใภ้จากใจจริง
สิ่งนี้ไยพี่สะใภ้ของนางจะไม่รู้ ประกายในดวงตากลมโตนั้นเผยความนัยออกมาให้เห็นชัดแจ้งแล้วว่านางมีใจปฏิพัทธ์กับญาติผู้พี่ แต่ก็เอาเถิด นางจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่ได้เกี่ยวกับตนสักหน่อย
“เช่นนั้นก็ไปที่ศาลาตรงสระบัวเถิด พ่อบ้าน เจ้าไปเตรียมขนมกับน้ำชามาด้วย”
นายหญิงของจวนออกปากสั่ง พ่อบ้านรับคำ ก่อนจางอี้ซวนจะเดินนำไปยังศาลาข้างสระบัวที่อยู่กลางจวน ปล่อยให้หลินซานซานเดินตามพลางพินิจรูปร่างของพี่สะใภ้ไปด้วย
นางเป็นสตรีที่สูงโปร่งราวกับบุรุษ เมื่อครั้งที่ยืนอยู่ข้างหลินจิ้นฝู มองเผินๆ แล้วอาจจะสูงกว่าญาติผู้พี่เล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ และเมื่อเทียบกับความสูงของหลินซานซานแล้ว นางสูงเพียงหัวไหล่ของพี่สะใภ้เอง
ช่างเป็นสตรีที่สูงอะไรถึงเพียงนี้...
พินิจเรือนร่างนางอยู่ครู่หนึ่งก็ต้องหยุดเมื่อมาถึงยังศาลา พี่สะใภ้เดินนำเข้าไปนั่ง ไม่นานพ่อบ้านก็ให้บ่าวรับใช้ยกขนมและน้ำชามาให้ ก่อนที่จะปล่อยให้ทั้งสองได้ร่วมเสวนากันตามลำพัง
แต่คงมีเพียงแต่หลินซานซานเท่านั้นที่ใคร่อยากจะสนทนาด้วย เพราะพี่สะใภ้ของนางเอาแต่นั่งนิ่ง ปิดเปลือกตาลงราวกับหลับใหลตั้งแต่ที่เข้ามานั่งได้ ปล่อยให้หลินซานซานเหลือบมองเป็นระยะ
นางช่างเป็นสตรีที่อยู่ด้วยยากยิ่ง เพียงเห็นหน้าก็ชวนให้อึดอัด ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งอึดอัด ต่อให้นางงดงามเพียงใด แต่หากอยู่ด้วยแล้วน่าอึดอัดเช่นนี้ มีหวังอาจิ้นคงจะลำบากใจ
หลินซานซานคิดเองเออเองอีกแล้ว ก่อนจะเปิดปากทำลายความเงียบ
“พี่สะใภ้เจ้าคะ”
คนถูกเรียกเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ลืมตาขึ้น
“ขนมโก๋นี่อร่อยนะเจ้าคะ ท่านลองชิมดูสิ”
คราวนี้ยอมเปิดเปลือกตาขึ้นมามอง แต่ทว่า...
“เจ้ากินไปเถิด”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดื่มน้ำชาสักหน่อย ท่านเพิ่งตื่นได้ไม่นาน ร่างกายคงจะขาดน้ำอยู่ไม่น้อย”
หลินซานซานกุลีกุจอรินน้ำชาลงถ้วยกระเบื้องเคลือบให้ ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดตนจะต้องเอาอกเอาใจพี่สะใภ้ด้วยก็ไม่รู้ คงเป็นเพราะนางคิดว่าหากสนิทสนมกับพี่สะใภ้แล้ว เมื่อนางต้องการให้อีกฝ่ายกระทำสิ่งใดให้แก่หลินจิ้นฝูก็คงจะง่ายยิ่ง
ทว่าคนตรงหน้ากลับตอบรับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“วางไว้ตรงนั้นล่ะ ข้าไม่กระหาย”
“แต่...”
จางอี้ซวนชิงหลับตาหนีไปเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะได้พูด หลินซานซานจึงได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ค้างไว้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อถูกอีกฝ่ายมองเมิน ยามนี้เองที่นางตระหนักได้แล้วว่าพี่สะใภ้นางเป็นสตรีอย่างไร
แม้จะมีดวงหน้าสะคราญโฉมและมีจริตงดงามสมเป็นกุลสตรีที่ดี แต่นั่นก็ล้วนเป็นเพียงเปลือกนอก แท้จริงเป็นสตรีเกียจคร้าน หยิ่งยโสและโอหัง กล้ามองไม่เห็นหัวญาติผู้น้องคนสนิทของสามีเช่นนี้ นับว่าไร้ซึ่งมารยาทและไม่ให้เกียรติสกุลหลินเลยแม้แต่น้อย
มือเล็กของหญิงสาวกำเข้าหากันแน่น นางชักไม่ชอบพี่สะใภ้ของตนเสียแล้ว ทว่าก็หาได้กระทำสิ่งใด ได้แต่นั่งเงียบอยู่ในศาลาตลอดบ่าย ขณะที่อีกฝ่ายนั่งหลับหลังตรง ไม่สนใจนางที่จับจ้องอย่างขุ่นเคืองสักนิด
ดื่มชายามบ่ายร่วมกับพี่สะใภ้ครั้งแรกนี้ ช่างน่าหงุดหงิดยิ่งนัก!
คุณอาจจะชอบ





