
ไร่รักที่พักใจ
ตอน 2
นารีรัตน์ สาวน้อยวัยใส อายุ 20 ปี ด้วยรูปร่างเล็กบาง ผมยาวสลวยถึงเอว ผิวพรรณขาวสะอาดตา เธอเติบโต และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
แม้คุณปู่จะมีไร่มากมายเพียงใด แต่ตั้งแต่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิต เธอก็ไม่เคยมาเหยียบไร่นี้อีกเลย ความทรงจำในวัยเด็กที่สวยงามทำให้เธอเจ็บเมื่อนึกถึงมัน และนั่นทำให้เธอหลีกหนีทุกอย่าง เอาแต่หลบอยู่ก้นครัว ไม่แม้แต่จะพบหน้าญาติหรือใครอีกเลย นอกจากผู้เป็นป้าเพียงคนเดียวที่ยังคอยดูแลและใส่ใจ
การเลือกเรียนคหกรรมทำให้เธอแทบจะไม่รู้เรื่องในไร่เลย ในใจได้แต่คิดว่า หากคุณปู่คิดจะยกไร่ให้คนอื่น ทำไมต้องเอาเธอมาเป็นเงื่อนไขด้วย แถมถ้าทำไร่ขาดทุน มีหวังเธอถูกฆ่าตายแน่ๆ คุณปู่ไม่รักหลานหรือไงกัน เธอถอนหายใจเมื่อรถวิ่งเข้าไร่ทระนง ภาพของไร่ที่สวยงามนี้จะต้องจบเพราะมือเธอจริงๆ หรือ
“อือออ คุณ้ป้า”
เมื่อความกลัวเริ่มมาเยือน เธอก็เริ่มงอแงและกระทืบเท้านิดๆ ราวกับยังเป็นเด็กน้อย ป้าพรที่นั่งใกล้เลยดึงมือหลานรักมาจับไว้แน่นเพื่อให้กำลังใจ แม้จะห่วงหลานมากขนาดไหน แต่ก็ต้องจำใจปล่อยหลานไว้ลำพัง เพราะหน้าที่การงานบังคับ
“ป้าอยู่กับนารีไม่ได้หรือคะ” น้ำตาเธอเริ่มไหลเมื่อรถจอดลงที่หน้าบ้านไร่
“หลานก็รู้ว่างานของป้าหยุดไม่ได้ ป้าเชื่อว่าหลานต้องทำได้ เพราะมันอยู่ในสายเลือด อยู่เต็มหัวใจดวงน้อยๆ นี้ และป้าเชื่อว่าพ่อกับแม่ของหลานจะคุ้มครองให้หลานประสบความสำเร็จเป็นแน่ เชื่อป้าเถอะว่า คุณปู่ต้องมีเหตุผลถึงได้ยกไร่นี้ให้หลาน ดูแลตัวเองดีๆ นะ แล้วอย่าวิ่งกลับล่ะ ก็รู้อยู่ว่ามีคนคอยจะเชือดคอเราอยู่”
ผู้เป็นป้าสั่งพร้อมกับขู่สาวน้อยไว้ เกรงว่าไม่ทันข้ามวันเธอจะวิ่งกลับด้วยซ้ำ
นารีรัตน์เข้าใจผู้เป็นป้าดี ป้าเป็นคนเดียวที่เลี้ยงดูเธอตั้งแต่พ่อกับแม่เสียไป คอยอยู่เป็นเพื่อน และปลอบเธอเสมอ แต่เพราะคำว่า “อาจารย์” นั้นก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่คุณป้าต้องรักษามันให้ดีเช่นกัน
นารีรัตน์มองบ้านสองชั้นสีขาวที่อยู่กลางไร่ จดจำได้ว่าภาพแห่งความสุขในวัยเด็กมีมากเพียงใด การได้กลับมาอีกครั้งทำให้ดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะการต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้คนเดียว
เธอใช้เวลาทั้งวันเพื่อดูรอบๆ ไร่ ดูการทำงานของคนในไร่ ก่อนจะพบว่าตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย เมื่อมองดูผลไม้ในไร่ สิ่งแรกที่อยู่ในสมองเธอคือ จะเอาไปทำเมนูอะไร ทำเป็นอาหารชนิดไหน ไม่ได้นึกถึงว่าทำอย่างไรมันถึงงอกงามขนาดนี้สักนิด
“คุณหนูครับ วันนี้พักก่อนไหมครับ เมื่อวานพ่อเลี้ยงกรวีร์มาสั่งงานไว้บ้างแล้ว คุณหนูค่อยๆ เรียนรู้งานจากพ่อเลี้ยงไปก่อนนะครับ”
พล หัวหน้าคนงานพูดถึงชื่อใครบางคนอีกแล้ว หากนับได้คงเป็นพันคำแล้วมั้ง เพราะไม่ว่าไปไหนก็มีแต่คนพูดถึงพ่อเลี้ยงกรวีร์
“หมอนี่เป็นใครกัน คงเป็นเสี่ยแก่ๆ มีสาวล้อมรอบ แถมชอบหว่านเงินไปทั่ว ทุกคนถึงพูดไม่หยุดปาก”
เจ้าตัวบ่นพึมพำ แม้จะเบา แต่คนที่พามาก็ได้ยินชัดเจน ก่อนจะอมยิ้มในใจเมื่อนึกภาพตามที่เธอนินทา
“ฮัดเช้ย!!” คนถูกนินทาจามออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ก่อนจะหันไปทางคนใกล้ตัว “แกนินทาฉันใช่ไหมไอ้กบ”
คนถูกกล่าวหารีบโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะรีบวิ่งออกจากที่เกิดเหตุ หากอยู่ต่อคงถูกเตะแน่ ตั้งแต่ทราบเรื่องพินัยกรรม ช่วงสองสามวันนี้อารมณ์พ่อเลี้ยงก็ไม่ค่อยจะปกติ แถมยังมีจดหมายพ่วงท้ายที่ทำเจ้าตัวคิดหนักพอดู
เขาเอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อย ก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้าง หยิบจดหมายขึ้นมาอ่านอีกครั้งก่อนวางลงอย่างถอนใจ
“คุณทระนงคิดอะไรอยู่กันแน่”
พ่อเลี้ยงกรวีร์เป็นหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ผิวเข้มด้วยงานที่ทำ ใบหน้าหล่อคมเข้ม ร่างกายกำยำสมส่วน แต่งกายด้วยเสื้อยืดสีขาวเผยให้กล้ามงามชวนมอง สวมกางเกงลำลอง แม้ในยามค่ำคืนก็ยังดูน่าชมสำหรับสาวๆ แต่กระนั้นเขากลับไม่แม้จะมองหญิงใด กลับมุ่งหน้าทำงานของตนจนประสบความสำเร็จด้วยสองมือตนเอง อีกทั้งยังช่วยเหลือผู้อื่นจนได้รับคำยกย่องนำหน้าชื่อว่า “พ่อเลี้ยง” แต่เรื่องความเนี้ยบ และความเข้มงวดก็ไม่แพ้ใคร จนคนงานในไร่ทราบดีถึงความเข้มงวด หากเป็นเรื่องงาน พ่อเลี้ยงคนนี้ไม่มีทางที่จะผิดพลาดเป็นแน่
“แต่งงานเนี่ยนะ กับเด็กที่อายุห่างกันเกือบสิบปี บ้าไปแล้ว”
นารีรัตน์กลับมาที่บ้านเหมือนเดิม วันนี้เธอเดินทั้งวันจนปวดเมื่อยไปหมด พอล้มตัวลงนอนก็หลับสนิทจนถึงรุ่งเช้า สาวน้อยบิดตัวเล็กน้อยเมื่อลุกจากเตียง ก่อนจะเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนเผยให้เห็นวิวหมอกยามเช้าที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ นี่สินะคือเสน่ห์ที่พ่อและแม่ของเธอหลงใหล เธอสูดอากาศยามเช้าอย่างชื่นใจก่อนจะแต่งตัวเพื่อเข้าเมืองไปซื้อของใช้ส่วนตัวบางอย่างที่เธอลืมเอามา
“ยายจวนจ๋า นารีขอตัวไปทำธุระในเมืองก่อนนะคะ ขอโดดงานหนึ่งวัน”
เธอพูดพร้อมกับกอดและหอมแก้มยายจวน แม่บ้านคนเก่าแก่ตั้งแต่ที่พ่อแม่เธอยังอยู่ หญิงสาวลงจากชั้นสองก็มองหาพาหนะที่จะไปหาซื้อของ
“คุณหนูจะไปในเมืองหรือครับ” คุณพล หัวหน้าคนงานถามเมื่อเห็นสาวน้อยใส่ชุดกระโปรงเต็มสูบ สวมผ้าพันคอ ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไร่แต่อย่างใด
“จ้ะ คุณพล นารีขอตัวไปทำธุระก่อน เย็นๆ ถึงจะกลับ”
“แต่ว่ารถเสียอยู่นะครับ เหลือแค่ไอ้แก่นั่นที่พอจะไปได้ คุณหนูไหวไหมครับ” คุณพลพูดพร้อมกับชี้ไปยังรถเก่าแก่ของไร่ที่ยังใช้งานได้ แม้จะงอแงบ้างบางครั้งบางคราว
นารีหันไปมองก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย เอาเถอะ ขออย่าให้เสียกลางทางเป็นใช้ได้
“นารีไปคันนี้ก็ได้ค่ะ” เธอพูดพลางขึ้นรถทันใด รถคันเก่าเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ สมกับสภาพการใช้งาน
“ไม่คุ้นกับถนนแถวนี้เลย”
นารีรัตน์บ่นเมื่อหนทางมันวกไปเวียนมาจนน่าเวียนหัว ดีที่ยังมีป้ายบอกทาง เธอวางโทรศัพท์ลงข้างเบาะเพื่อเปิดวิทยุฟังเพลง แต่โทรศัพท์ดันตกลงใต้เบาะ เธอเลยก้มลงมองแล้วใช้มือข้างหนึ่งควานหา อีกข้างยังจับพวงมาลัย แต่พอเงยหน้าขึ้นมา
“เฮ้ย!!!”
เสียงรถเบรกดังลั่น หัวของเธอกระแทกกับพวงมาลัยเล็กน้อย หญิงสาวเงยหน้ามองรถคู่กรณี ดีที่ยังไม่ชนกัน เจ้าตัวรีบลงจากรถ แต่พอเห็นคู่กรณีหญิงสาวก็ชะงัก ชายหนุ่มร่างกายกำยำตรงหน้าทำเธอหวั่นใจเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยขอโทษ แต่แล้วก็ได้ยินอีกฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ขับรถไม่เป็นหรือไง หรือไม่มีตา ถึงได้กินเลนคนอื่น เป็นเด็กเป็นเล็กคิดจะหนีเที่ยวก็หัดรู้กฎจราจรบ้าง”
ไอ้หมอนี่ใครกัน นารีรัตน์นึกในใจ กะว่าจะขอโทษ แต่พอได้ยินคำพูดแบบนี้ก็พานหมดอารมณ์ “คุณก็ผิดเหมือนกันนั่นแหละ เวลาอื่นก็มีเยอะแยะทำไมต้องมาตอนนี้ด้วย”
“อ้าว พูดอย่างนี้มันน่าจับตีก้นจริงๆ เป็นลูกเป็นหลานนะจะตีให้ก้นลาย” เขาพูดพร้อมกับจับมือเธอไว้แน่น คล้ายจะตีก้น
“ไอ้บ้า” นารีรัตน์รีบบิดมือออก ก่อนจะสะบัดตัววิ่งขึ้นรถ แต่เมื่อหันกลับไปมองคนหัวเสียที่ไม่อยากเอาเรื่องหันหลังให้เธออยู่...
“นี่แน่ะ”
“โอ๊ย” เขาร้องเมื่อโดนของแข็งกระแทก ก่อนหันไปมองต้นเหตุที่แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ แล้ววิ่งขึ้นรถ “ยัยเด็กบ้า! อย่าให้เจออีกนะ พ่อจะจับตีก้นเสียให้เข็ด” เขายกมือชี้คาดโทษ ก่อนจะหันไปมองผ้าพันคอของเด็กตัวแสบที่ตกอยู่ จึงเก็บมันติดมือไปด้วย ก่อนจะเลี้ยวเข้าไร่ทระนง
พอเขาลงจากรถก็มีเสียงร้องดังขึ้น
“ว้าย!” ยายจวนร้องเมื่อเห็นเลือดบนหัวพ่อเลี้ยง “เกิดอะไรขึ้นคะ”
เขาสะบัดหัวเล็กน้อย ก่อนจะนั่งให้ยายจวนทำแผลให้ “เด็กที่ไหนไม่รู้ป้า เจอเมื่อไหร่จะจับตีก้นเสียให้เข็ด”
“เด็กหรือคะ ลูกใครกันมาเล่นซนแถวนี้ ป้าต้องเตือนเสียหน่อยแล้ว”
“ว่าแต่หลานของคุณทระนงมาถึงหรือยังครับป้า”
“มาแล้วค่ะ มาถึงเมื่อวาน แต่ตอนนี้ไม่อยู่ค่ะ เย็นๆ ถึงจะกลับ พ่อเลี้ยงจะเดินดูไร่ก่อนไหมคะ คอยคุณหนูก่อน จะได้รู้จักหน้าตาสักที คลาดกันไปมาตลอด” ยายจวนบอก เพราะคุณทระนงอยากให้ทั้งสองรู้จักกันนานพอดู แต่ก็คลาดกันทุกที
“ก็ดีเหมือนกันครับ ผมจะเข้าไปในไร่ดูความเรียบร้อยเสียก่อน”
ยายจวนหันมาเก็บแก้วกาแฟที่พ่อเลี้ยงกรวีร์ดื่ม ยังไม่ทันเสร็จก็ได้ยินเสียงรถที่คุณหนูขับไป จึงเดินไปชะโงกดูก็เห็นคุณหนูเดินหน้ามุ่ยลงมา
“ทำไมกลับมาเร็วจัง” ยายจวนถามเมื่อเห็นเธอ
“ก็ไอ้แก่นั่นแหละค่ะทำฤทธิ์ ไปได้ไม่เท่าไรก็ตายเสียแล้ว นารีเลยให้คุณพลไปรับค่ะ”
ยายจวนหันไปมองต้นเหตุ ก่อนจะหันไปบอก “อืม...ยายลืมบอก พ่อเลี้ยงกรวีร์มาหานะคะ พอดีคุณหนูไม่อยู่ ยายเลยบอกให้คอยก่อน ตอนนี้เลยเดินไปดูในไร่ เดี๋ยวคงกลับมากินอาหารเที่ยงค่ะ”
“หรือคะ งั้นเดี๋ยวนารีทำให้เองค่ะ ยายจวนนั่งเฉยๆ นะคะ”
พอนึกถึงเรื่องทำอาหารแล้วอารมณ์ค่อยดีขึ้นมาหน่อย หลังจากเจอคนนิสัยไม่ดีก่อนหน้า แม้จะไม่เคยพบหน้าพ่อเลี้ยง แต่คงจะเป็นผู้ใหญ่ที่คุณปู่นับถือ ยังไงก็ต้องต้อนรับเสียหน่อย แม้จะรู้สึกไม่ดีที่คุณปู่เห็นความสำคัญถึงขนาดจะยกไร่นี้ให้ก็เถอะ
คุณอาจจะชอบ





