ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย สิบปีที่ทุ่มเท แลกความเจ็บปวด

สิบปีที่ทุ่มเท แลกความเจ็บปวด

ตลอดสิบปี เปมิกาทุ่มเทปั้นเจษฎากรจากนักแสดงไร้ชื่อจนเป็นซูเปอร์สตาร์ชื่อดัง แต่ความภักดีกลับถูกตอบแทนด้วยการหักหลัง เมื่อเขาแอบลักลอบมีชู้กับดุจดาวมานานหลายปี ทว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการที่เขาพรากชีวิตลูกในครรภ์และทำลายร่างกายเธอจนย่อยยับ ความรักที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นอันเย็นเยียบ เปมิกาจึงลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม โดยวางแผนทำลายทั้งชื่อเสียงและอนาคตของเขาให้พังพินาศเหมือนที่เขาเคยทำกับเธอ
ตอน
แชร์

ตอน 2

เปมิกา POV:

"เจษฎากร นายทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง" ฉันถามเสียงเรียบ พยายามไม่ให้ความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมา

แต่ข้างในฉันมันพังทลายไปหมดแล้ว

เจษฎากรมองฉันด้วยแววตาที่ไม่สำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย

"ทำอะไร เปมิกา? เธอกำลังพูดเรื่องอะไร" เขาย้อนถามราวกับไม่รู้เรื่อง

"เรื่องดุจดาวไง! นายแอบคบกับเธอมานานแค่ไหนแล้ว" ฉันถามออกไปตรงๆ

หัวใจฉันบีบรัดจนเจ็บไปหมด

เขากลับหัวเราะในลำคอ

"นาน? ก็หลายปีแล้วน่ะสิ ทำไม? เธอจะทำอะไรได้"

คำพูดของเขาเหมือนมีดกรีดลงไปซ้ำๆ

"นายทรยศฉัน เจษฎากร! เราอยู่ด้วยกันมาสิบปีนะ" ฉันตะโกนใส่เขา

ความโกรธเริ่มเข้าครอบงำ

แต่เขากลับทำหน้ารำคาญ

"ทรยศอะไร? เธอคิดว่าเธอวิเศษขนาดไหนกันเชียวเปมิกา"

เขามองฉันด้วยสายตาดูถูก

"เธอมัวแต่ทำงาน ทำงาน แล้วก็ทำงาน"

"เธอลืมไปแล้วเหรอว่าเราเป็นสามีภรรยากัน"

คำพูดของเขาเหมือนตบหน้าฉันฉาดใหญ่

ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง

"เธอรู้ไหมว่าฉันต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่เอาแต่เรื่องงานมาคุยทุกวันได้ยังไง"

"ฉันอยากมีลูก อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ"

"แต่เธอสิ... มัวแต่สนใจเรื่องงานของฉัน"

"ฉันก็เลยต้องไปหาใครสักคนที่เข้าใจฉัน"

เขาเดินเข้ามาใกล้ จ้องมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ

"เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยนะเปมิกา เธอมันผู้หญิงบ้างาน"

"แต่ดุจดาว เธอเข้าใจฉัน เธออยากมีลูกกับฉัน"

"เธอมันผู้หญิงที่ไม่มีอะไรดีเลย! มัวแต่ทำงานหาเงิน"

"เธอก็เลยไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาให้สามี"

ฉันฟังคำพูดของเขา หัวใจฉันเหมือนถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

ฉันทำงานหนักเพื่อใคร... ก็เพื่อเขา เพื่ออนาคตของเราสองคน

ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันทำงานหนักจนล้มป่วย

คุณหมอบอกว่าฉันต้องพักผ่อนเยอะๆ

และอาจจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานหน่อย

ฉันเคยคิดจะบอกเขาเรื่องที่ฉันอาจจะไม่สามารถมีลูกได้ง่ายๆ

แต่ฉันก็กลัว กลัวว่าเขาจะรับไม่ได้

ฉันเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวตลอดมา

ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุข

แต่สุดท้าย เขากลับมาบอกว่าฉันไม่ดีพอ

"ฉันไม่เคยคิดเลยนะว่าเธอจะเป็นคนแบบนี้ เจษฎากร" ฉันพูดเสียงสั่น

เขากลับหัวเราะ

"ฉันเป็นคนแบบนี้มานานแล้ว เธอต่างหากที่ไม่เคยรู้จักฉันเลย"

"ฉันไม่ได้ต้องการเมียที่เอาแต่ทำงาน ฉันต้องการเมียที่ดูแลฉันได้"

"ฉันทนเธอไม่ไหวแล้วเปมิกา ฉันอยากมีชีวิตใหม่"

ฉันมองหน้าเขา แล้วหันไปมองปฏิทินที่ฉันขีดกากบาทไว้

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้วสินะ

ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันพยายามปรับความเข้าใจกับเขาหลายครั้ง

แต่เขากลับไม่สนใจ

เขาบอกว่าเขาจะไปขยายธุรกิจที่ต่างประเทศ

ฉันแอบดีใจเล็กน้อยในตอนแรก คิดว่าการแยกกันอยู่จะทำให้เราได้ทบทวนความสัมพันธ์

แต่แล้วเขากลับบอกว่าเขาจะพาดุจดาวไปด้วย

ความหวังสุดท้ายของฉันพังทลายลง

ฉันรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทะเลทราย

ความเจ็บปวดมันกัดกินหัวใจจนฉันแทบจะยืนไม่ไหว

ฉันเห็นเขาคุยโทรศัพท์กับดุจดาวบ่อยขึ้น

น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน แตกต่างจากที่เขาคุยกับฉันลิบลับ

ฉันแอบได้ยินเขาวางแผนเรื่องอนาคตของเขากับดุจดาว

เรื่องบ้าน เรื่องลูก เรื่องชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ

ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน

ฉันเริ่มนับถอยหลังให้กับความสัมพันธ์ของเราเงียบๆ

วันนั้นฉันตัดสินใจไปปรึกษาทนายเรื่องการหย่า

ทนายความสาวมองฉันด้วยความประหลาดใจ

"คุณเปมิกา คุณแน่ใจนะคะ" เธอถาม

"ฉันแน่ใจค่ะ" ฉันตอบไปอย่างหนักแน่น

ฉันเล่าเรื่องของเจษฎากรให้เธอฟังเท่าที่จำเป็น

เธอพยักหน้าเข้าใจ

"ดิฉันจะเตรียมเอกสารให้คุณค่ะ" ทนายบอก

"แต่คุณเจษฎากรคงไม่ยอมง่ายๆ หรอกนะคะ"

"ฉันรู้ค่ะ" ฉันตอบ

"ฉันจะให้คุณส่งเอกสารการหย่าไปให้เขาที่ต่างประเทศ"

"หลังจากที่เขาเดินทางไปถึงแล้ว"

ฉันต้องการให้เขาได้รับรู้ความจริงหลังจากที่เขาไปถึงที่นั่นแล้ว

ให้เขาได้รับรู้ว่าฉันไม่ได้โง่ ไม่ได้ยอมเขาไปตลอด

ฉันอยากให้เขาได้รู้รสชาติของการถูกทอดทิ้งบ้าง

ฉันอยากให้เขาเจ็บปวดเหมือนที่ฉันเจ็บปวดมาตลอด

"เปมิกา! เธอคุยกับใครน่ะ" เสียงของเจษฎากรดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานของฉัน

ฉันรีบวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

"คุยกับเอมอรเรื่องงานน่ะ" ฉันตอบไปอย่างใจเย็น

เขาเดินเข้ามาในห้อง จ้องมองฉันด้วยสายตาจับผิด

"ทำไมต้องมาคุยกันในห้องทำงานด้วย" เขายังคงสงสัย

"ก็มันเป็นเรื่องงานนี่" ฉันตอบ

เขามองหน้าฉันอีกครั้ง ก่อนจะหันไปสนใจเอกสารบนโต๊ะ

"ฉันว่าฉันได้ยินเธอคุยเรื่อง... เอกสารอะไรสักอย่าง"

ฉันหัวเราะในลำคอ

"เอกสารงานของนายไง เจษฎากร นายก็รู้ว่าช่วงนี้งานเยอะแค่ไหน"

เขามองหน้าฉันอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

เขายื่นโทรศัพท์ให้ฉันดู

"ดูนี่สิเปมิกา บ้านที่เราจะไปอยู่กันที่ต่างประเทศ สวยไหม"

รูปบ้านหลังใหญ่หรูหราปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

"สวยดี" ฉันตอบไปอย่างเฉยชา

"ฉันซื้อบ้านหลังนี้ให้ดุจดาวด้วยนะ" เขากล่าวขึ้น

"เธอชอบมากเลยล่ะ"

"ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นชื่อของดุจดาวแล้ว"

คำพูดของเขาทำให้ฉันตกใจและโกรธมาก

"นายทำแบบนี้ได้ยังไงเจษฎากร! นั่นมันเงินของเรานะ" ฉันตะโกนใส่เขา

"เงินของเราเหรอ? ก็เงินฉันนั่นแหละ ใครใช้เงินเก่งกว่ากันเธอก็รู้"

เขาตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ

"ดุจดาว เธอไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย เธอแค่บอกว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง"

"ฉันก็เลยซื้อให้เธอ"

ฉันมองหน้าเขาด้วยความเกลียดชัง

"นายมันเลว เจษฎากร นายมันเลวที่สุด"

เขาหัวเราะ

"เธอคงไม่เข้าใจหรอกเปมิกา ดุจดาวเธอเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน"

"เธอไม่เหมือนเธอเลยนะ"

"เธอควรจะดีใจนะเปมิกา ที่ฉันหาบ้านให้ดุจดาวได้"

"เธอจะได้ไม่ต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเธอไง"

คำพูดของเขาทำให้ฉันเจ็บปวดจนจุกไปหมด

ฉันมองหน้าเขา แล้วก็เห็นดุจดาวเดินเข้ามาในห้อง

"ที่รักคะ ดุจดาวหิวแล้ว" ดุจดาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

เธอดูสวยงาม น่ารัก เหมือนกับที่เจษฎากรพูดจริงๆ

แต่ข้างในของเธอ... ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่

ดุจดาวเดินเข้ามาจับแขนเจษฎากร แล้วหันมามองฉัน

รอยยิ้มหวานๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ

แต่ในแววตาของเธอ มันกลับเต็มไปด้วยความท้าทาย

"พี่เปมิกา ดุจดาวกำลังจะไปอยู่บ้านใหม่กับพี่เจษแล้วนะคะ"

"พี่คงไม่คิดถึงดุจดาวใช่ไหมคะ"

คำพูดของเธอเหมือนเข็มแทงลงมาที่หัวใจฉัน

ฉันมองหน้าเธอ แล้วกำหมัดแน่น

"เธอคิดว่าเธอจะชนะฉันได้ง่ายๆ เหรอ ดุจดาว" ฉันคิดในใจ

เกมนี้ยังไม่จบหรอก

ฉันจะไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่ๆ

ฉันจะเอาทุกอย่างของฉันคืนมา

ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย โอกาสรักครั้งสุดท้าย
8.0
วีร์ดาจำใจก้าวเข้าสู่พิธีวิวาห์กับดนย์ด้วยพันธะทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ทว่าชีวิตคู่กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวและความเจ็บปวด เมื่อเธอเชื่อว่าเขาคือต้นเหตุที่ทำให้พ่อต้องล้มป่วยหนัก จนถึงจุดที่เธอตัดสินใจขอแยกทางเพื่อยุติความทุกข์ใจนี้ ในวินาทีที่ความสัมพันธ์กำลังจะสิ้นสุด ดนย์เพิ่งจะตระหนักได้ถึงความรักที่มีต่อเธออย่างแท้จริง เขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขอโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งสุดท้าย และหวังจะรั้งเธอไว้ในชีวิตอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
หน้าปกนวนิยาย อันดาวายุ
9.2
“คิดถึงเราบ้างไหม” “ก็... คิดถึง” เธอตอบเขาเสียงสั่นๆ ใจสั่นยิ่งกว่าอะไร “ชื่นใจเหมือนกันนะ มีคนบอกว่าคิดถึง” เขาเลื่อนมือมาจับมือเธอเอาไว้ ประสานเข้าหากัน มือที่กุมเข้ามาหาทำให้เธอหน้าแดงหนักกว่าเก่า เธอไม่ได้ดึงมือหนีเพราะมันรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข “ใกล้ปีใหม่แล้วเนอะลม” เธอชวนเขาคุย ท่าทีเขินอายทำให้เขามองแก้มสาวไม่วาง “อืม... แก่ขึ้นอีกปีแล้ว” “กลัวแก่เหรอ” “เปล่า แค่รู้สึกว่าเวลามันช่างเดินไปเร็วเหลือเกิน อันดาว่าไหมแป๊บเดียวก็จะขึ้นปีสองแล้ว รู้สึกเหมือนเพิ่งรับน้องไปเมื่อวานเอง” “อยากกลับไปรับน้องใหม่เหรอ” เธอถามขำๆ หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยุดกึกมองหน้าเขา สบตาอย่างเผลอไผล “เวลาอันดายิ้มหรือหัวเราะแล้วน่ารัก” เขาไล้แก้มสาวเบาๆ คนถูกชมเขินอายหนักกว่าเก่า “เอ่อ...” เธอก้มงุด สัมผัสของเขาให้ความรู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด “ฝนยังตกหนักอยู่เลย อันดาไม่ได้พาร่มมา” เธอเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น มองมือตัวเองที่อยู่ในอุ้งมือเขาแล้วใจสั่นรัว “ตกก็ดีนะ จะได้นั่งอยู่แบบนี้นานๆ” เธอเงยหน้ามองเขาก็หน้าร้อน ก้มงุดอีกรอบ เขาเชยคางสาวให้แหงนขึ้นสบตา อันดารู้สึกใจเต้นแรงกับสัมผัสของเขา “อันดาตัวสั่น” เขาจับบ่าของเธอเบาๆ อันดายิ่งสั่น เขินอายอย่างหนัก เกิดมาไม่เคยถูกผู้ชายสัมผัสในทำนองนี้มาก่อน แม้เขาจะไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินมากมาย แค่จับมือส่งสายตามาให้เธอก็วาบหวามอย่างไม่อาจควบคุมได้ “กลัวเราเหรอ” “เปล่า” “แล้วทำไมตัวสั่น” “เขิน” เธอตอบแล้วเขินหนักกว่าเก่า เขาหลุดหัวเราะเบาๆ กับคำตอบน่ารักนั้น “ก็เห็นแอบมองเราทุกวัน” “แอบมอง?” เธอเงยหน้าขึ้นมอง สบตาแล้วก้มงุด กัดปากตัวเองเบาๆ เขารู้ด้วยเหรอว่าเธอแอบมอง “แอบมองอยู่ที่บานเกล็ดหน้าต่าง ลมจำได้เลยว่าห้องนอนอันดาอยู่ตรงไหน” “เห็นได้ยังไง” เธอถามเสียงเบาหวิว “บานเกล็ดมันยกขึ้น เลยเห็นว่าแอบมอง” เขายิ้มขำคนทำหน้าเหลอหลา เธอเขินหนักมาก ไม่รู้จะวางไม้วางมือตรงไหนดี “ทีหลังไม่ต้องแอบมองก็ได้ จะถอดเสื้อให้มองเต็มๆ ตา” “ลมน่ะ” เขามาพูดอะไรแบบนี้ ใครจะอยากไปมองเขาถอดเสื้อผ้ากันเล่า! โอ๊ย! คนบ้า ถ้าไม่ติดว่าฝนกำลังตกหนัก เธอคงวิ่งหนีไปแล้ว วายุยกยิ้มมุมปาก เห็นคนขี้อายแล้วหยิกแก้มเบาๆ “อุ๊ย!” เธอยกมือขึ้นลูบแก้มไปมา อยากจะมุดพื้นหนีเสียตั้งแต่ตอนนี้ถ้าทำได้ *** “อันดาอยากมีลูกสักกี่คนครับ” “คะ?” เธอหันมามองเขาแล้วหน้าแดง มาถามอะไรแบบนี้ “ไม่รู้สิ” เธอก้มงุดตักข้าวต้มกินอย่างขัดเขิน “สักโหลดีไหม ตั้งทีมฟุตบอล” “บ้าเหรอ เราไม่ใช่แม่หมูนะ” “อันดาจะเป็นเมียเราเหรอ” เขาขยับหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบถาม คนถูกถามหน้าแดงร้อนเห่อกว่าเก่า “ไม่รู้ไม่ชี้” *** “อันดา เรามีอะไรจะบอก” “อะไรจ๊ะ อื้อ...” เธอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อถามเขา เลยโดนหอมแก้มฟอดใหญ่ “จะบอกว่าแก้มหอม” “คนเจ้าเล่ห์” เธอยกมือขึ้นกุมแก้มตัวเอง ลูบไปมาเบาๆ มองร่างสูงที่เดินออกไปรอเธอนอกบ้านด้วยความขัดเขิน
หน้าปกนวนิยาย พันธะนาการเจ้าบ่าวไร้ใจ
9.3
มินตราพยายามสลัดภาพลักษณ์อ่อนแอเพื่อรับมือกับนนทวัฒน์ ทายาทผู้มีพระคุณที่นิสัยเจ้าชู้ แต่ติดที่พันธะบุญคุณทำให้เธอทำได้เพียงยื่นข้อเสนอแต่งงานแค่ในนาม และประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้เขาสัมผัสกายแม้แต่นิดเดียว ทางด้านนนทวัฒน์กลับมองว่าข้อตกลงของหญิงสาวผู้น่าเบื่อคนนี้เป็นเรื่องตลก เขาจึงตอบรับคำท้าเพื่อหวังจะกำราบความอวดดีของเธอ นนทวัฒน์ตั้งใจจะสั่งสอนให้มินตรรู้ซึ้งว่า ผู้ชายอย่างเขาไม่เคยปล่อยให้ผู้หญิงที่นอนร่วมเตียงรอดพ้นมือไปได้แม้แต่รายเดียว
หน้าปกนวนิยาย ซูเยว่ซินทะลุมิติ1970
9.4
เมื่อเชฟสาวฝีมือดีต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหันเพียงเพราะโชคร้ายติดอยู่ในเหตุการณ์ปล้นธนาคารจนโดนลูกหลงเสียชีวิต วิญญาณของเธอกลับไม่ได้ไปสู่สุคติแต่ดันทะลุมิติย้อนเวลากลับไปยังยุคปี 1970 แทน ท่ามกลางความลำบากและสภาพสังคมที่แตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง เธอจะใช้ทักษะการทำอาหารและไหวพริบที่มีเพื่อเอาตัวรอดในร่างใหม่และเริ่มต้นชีวิตครั้งที่สองในอดีตได้อย่างไร ติดตามการผจญภัยที่เต็มไปด้วยรสชาติและโชคชะตาที่พลิกผันได้ในเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย เด็กเลี้ยง เฮียมาเฟีย
9.3
“ทำไมต้องเป็นหนูคะ” “ก็เห็นเธอแล้วมันเสี้ยนปาก ถ้าจะให้พูดตรง ๆ ก็คือ ถูกใจตั้งแต่แรกพบ เห็นแล้วเงี่ยน เธอหน้าสวย หุ่นเอ็กซ์ ทั้ง ๆ ที่อายุเท่านี้ เห็นแล้วอยากเอาจนเอ็นแข็ง ยื่นข้อเสนอไปแล้วเธอกลับปฏิเสธ มันก็เลยยิ่งรู้สึกตื่นเต้น เหตุผลมีแค่นี้ ส่วนเธอจะยอมหรือไม่ก็แล้วแต่ ตัดสินใจเองฉันไม่บังคับอยู่แล้ว” “โอ้เอ้เล่นตัวคิดจะเรียกเงินเพิ่มหรือไง รู้หรือเปล่าว่าหนี้น้องชายเธอเท่าไหร่ เกือบล้านเชียวนะ เงินจำนวนนี้สำหรับฉันมันแค่ขี้เล็บ แต่กับเธอที่มีแม่ป่วยติดเตียงก็คงไม่ใช่เรื่องเล็ก” “ฉันยอมค่ะ เมื่อไหร่คะ ที่ฉันต้องทำ” เขายิ้มมุมปากคล้ายสมใจ “หมายถึงทำอะไรล่ะ” ผักบุ้งก้มหน้า พูดเสียงเบา “ทะ ทำเรื่องนั้น ขายตัวให้คุณ” “ตอนนี้” “ห๊า ตอนนี้เหรอคะ” “จะ ทำอะไรหนูคะ” “อย่าถามมาก เงียบ!” เขาเอาแต่จ้องมองนมใหญ่ของเธอแล้วอุ้มเธอมาที่เตียง "สวยดีนี่...นมใหญ่ชิบ" เคย์ไม่ได้สนใจความรู้สึกของหญิงสาวเลยสักนิด มือหนาบีบเคล้นทรวงอกอวบรุนแรงจนแดงช้ำไปหมด "อื้อ อา....เจ็บ!.." "จำไว้ตั้งแต่วินาทีนี้หนูคือเด็กของเฮียเคย์ ยินดีกับตำแหน่งนี้ด้วย ปกติเฮียค่อนข้างเลือกเด็ก หนูถูกใจเฮียถือว่าโชคดีมาก"
หน้าปกนวนิยาย เผลอใจรัก 18 มงกุฏ  นาธัชชา-ฟาเบียน)
8.7
โชคชะตาเล่นตลกกับนาธัชชาตั้งแต่เจ็ดขวบ เมื่อพ่อแท้ๆ ตราหน้าว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ตาย ชีวิตที่ดิ่งลงเหวบีบให้สาวน้อยวัยยี่สิบต้องกลายเป็นสิบแปดมงกุฎเพื่อเอาตัวรอด ทว่าเส้นทางสายมืดกลับนำพาเธอไปพบกับฟาเบียน ทายาทมหาเศรษฐีแห่งมาร์ตินกรุ๊ปผู้เพียบพร้อม หนุ่มโสดที่ใครต่างลือว่ามีเกณฑ์คัดเลือกสาวข้างกายไว้สูงลิ่วระดับนางงามมีมงกุฎการันตี แต่ใครจะคาดคิดว่าคนอย่างเขาจะมาพัวพันกับหญิงสาวที่มีมงกุฎเหมือนกัน แต่มันคือมงกุฎของนักต้มตุ๋นผู้มีปมหลังอันแสนรันทดใจ