ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย สิบปีที่ทุ่มเท แลกความเจ็บปวด

สิบปีที่ทุ่มเท แลกความเจ็บปวด

ตลอดสิบปี เปมิกาทุ่มเทปั้นเจษฎากรจากนักแสดงไร้ชื่อจนเป็นซูเปอร์สตาร์ชื่อดัง แต่ความภักดีกลับถูกตอบแทนด้วยการหักหลัง เมื่อเขาแอบลักลอบมีชู้กับดุจดาวมานานหลายปี ทว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการที่เขาพรากชีวิตลูกในครรภ์และทำลายร่างกายเธอจนย่อยยับ ความรักที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นอันเย็นเยียบ เปมิกาจึงลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม โดยวางแผนทำลายทั้งชื่อเสียงและอนาคตของเขาให้พังพินาศเหมือนที่เขาเคยทำกับเธอ
ตอน
แชร์

ตอน 1

ฉันทุ่มเททุกอย่างตลอดสิบปีเพื่อปั้นสามีของฉัน เจษฎากร จากนักแสดงข้างถนนจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์

แต่แล้วฉันก็พบว่าเขาแอบคบชู้กับดุจดาว ดาราสาวที่ฉันเป็นคนเลือกมากับมือ มานานหลายปีแล้ว

เขาไม่เพียงแต่ดูถูกเหยียดหยามฉัน แต่ยังใช้เงินที่เราร่วมกันหามาซื้อบ้านและรถหรูให้ผู้หญิงคนนั้น

ที่เลวร้ายที่สุดคือ ตอนที่ฉันกำลังตั้งท้อง เขาสั่งให้คนมาทำร้ายฉันจนแท้งลูก ทำลายทั้งร่างกายและจิตใจของฉันจนย่อยยับ

ความรักและความไว้ใจที่ฉันมีให้พังทลายลงในพริบตา ฉันไม่ใช่เปมิกาคนเดิมที่เคยอ่อนแออีกต่อไปแล้ว

ฉันจึงวางแผนแก้แค้นอย่างเลือดเย็นที่สุด ฉันจะทำให้เขาสูญเสียทุกอย่าง ทั้งชื่อเสียง เงินทอง และอนาคต เหมือนที่เขาเคยทำลายชีวิตของฉัน

บทที่ 1

เปมิกา POV:

"คุณเปมิกาคะ คุณแน่ใจนะคะว่าอยากทำแบบนี้" เสียงเลขาของฉัน เอมอร ถามมาตามสายโทรศัพท์ น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความกังวล

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างออฟฟิศ ภาพตึกระฟ้าเบื้องล่างดูเลือนรางราวกับไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริงสำหรับฉันอีกต่อไปแล้ว

ความรู้สึกที่ปวดร้าวอยู่ในอกมันจุกเสียดจนพูดไม่ออก ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

"เอมอร เธอได้ยินที่ฉันพูดไหม" ฉันพยายามบังคับเสียงตัวเองให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้

"ฉันต้องการให้เธอทำตามที่ฉันสั่งทุกอย่าง"

ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ ความเย็นเฉียบแล่นไปตามสันหลัง มันไม่ใช่ความหนาวจากแอร์ แต่เป็นความหนาวจากข้างใน

"เตรียมเอกสารทั้งหมดที่ฉันบอกไว้ ทุกอย่างต้องเรียบร้อยภายในเวลาที่กำหนด"

ฉันบอกเธอไปอย่างใจเย็น แต่ภายในใจฉันกำลังลุกเป็นไฟด้วยความเจ็บปวดและความผิดหวัง

เอมอรเงียบไปครู่หนึ่ง คงจะประหลาดใจกับความเด็ดขาดของฉัน ปกติแล้วฉันไม่ใช่คนแบบนี้

"ค่ะ คุณเปมิกา ดิฉันจะจัดการให้เรียบร้อยทุกอย่างค่ะ" เธอตอบรับอย่างหวั่นๆ ก่อนจะวางสายไป

ฉันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงาน มันเป็นโทรศัพท์เครื่องเดียวกับที่ฉันเคยใช้คุยกับเจษฎากรหลายร้อยครั้ง

คุยกันถึงเรื่องอนาคตของเราสองคน

ฉันหลับตาลง ภาพของเจษฎากรก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที

"เปมิกา นี่เธอจะทำอะไรของเธอ!" เสียงหงุดหงิดของเขาดังขึ้นเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน ตอนที่เราทะเลาะกัน

เขาเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เห็นฉันกำลังจัดเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋าเดินทาง

ฉันจำได้ดีว่าวันนั้นหัวใจฉันเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวด เหมือนมีมีดนับร้อยเล่มกรีดลงไป

ฉันพยายามซ่อนความเจ็บปวดนั้นไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย

เขาสบตาฉัน สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความรัก ตอนนี้กลับมีแต่ความหงุดหงิดและไม่เข้าใจ

"ฉันแค่อยากจะพักผ่อนบ้าง เจษฎากร" ฉันตอบไปอย่างเหนื่อยอ่อน

ฉันยังจำได้ดีว่าตอนนั้น น้ำเสียงของฉันมันสั่นเครือแค่ไหน แต่เขากลับไม่สังเกตเห็นเลย

เขามองกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ตรงหน้า เหมือนมันเป็นของแปลกปลอม

"พักผ่อน? ตอนนี้เนี่ยนะ? เธอรู้ไหมว่าฉันกำลังยุ่งแค่ไหน!" เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

เขาไม่เคยคิดเลยว่าฉันเองก็เหนื่อยและเจ็บปวดมากพอแล้ว

"ฉันบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันมีบางอย่างจะบอกเธอ" เขาพูดต่อ ตอนนั้นฉันรู้แล้วว่าเรื่องที่เขาจะบอกมันคืออะไร

ความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ฉันก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

เขาเดินเข้ามาใกล้ จ้องมองฉันด้วยแววตาที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

"ฉันคบกับดุจดาวมาหลายปีแล้ว เปมิกา"

คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ฉันยืนนิ่ง ตัวชาไปทั้งตัว

ความจริงที่ฉันพยายามปฏิเสธมาตลอด ตอนนี้มันถูกตอกย้ำด้วยคำพูดของเขาเอง

ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า

"ฉันรักเธอ เปมิกา แต่ดุจดาว...เธออ่อนโยน เธอเข้าใจฉันมากกว่า"

เขาพูดออกมาอย่างง่ายดาย ราวกับว่าฉันเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่ง

"ฉันรู้สึกผิดนะ แต่ฉันก็ต้องรับผิดชอบความรู้สึกของดุจดาวด้วย"

ความผิดชอบต่อผู้หญิงคนอื่น ที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเอง เสียงนั้นมันบาดลึกเข้าไปในใจของฉัน

ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันพยายามตอบอะไรบางอย่าง แต่เสียงมันติดอยู่ตรงลำคอ

ฉันเคยเป็นคนแบบไหนนะ? เปมิกาคนเก่าคงจะกรีดร้อง ร้องไห้

คงจะอาละวาดใส่เขาแล้ว แต่เปมิกาคนนี้กลับนิ่งเฉย

ฉันแค่มองหน้าเขา แล้วพยักหน้าช้าๆ

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจษฎากร เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกขื่นขม

เขาโล่งใจที่ฉันไม่โวยวาย เขายิ้มราวกับว่าภาระอันหนักอึ้งได้หลุดพ้นไปแล้ว

"ฉันรู้ว่าเธอต้องเข้าใจ เปมิกา" เขากล่าว

"ดุจดาว เธอใสซื่อ เธอไม่เหมือนเธอเลยนะเปมิกา"

คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงไปซ้ำๆ บนบาดแผลที่ยังสดใหม่

"เธอควรจะเรียนรู้จากดุจดาวบ้างนะ" เขายังคงพูดต่อโดยไม่สนใจความรู้สึกของฉัน

"เธอเป็นผู้จัดการส่วนตัวของฉัน เปมิกา เธอต้องคอยสนับสนุนฉัน"

โทรศัพท์ของเจษฎากรดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาดูแล้วเดินออกไปคุยที่ระเบียง ทิ้งให้ฉันยืนอยู่คนเดียวในห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเรา

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ภาพสะท้อนของฉันในกระจกดูแตกต่างจากเมื่อสิบปีก่อนมาก

สิบปีที่แล้ว ฉันคือเปมิกา ผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความฝัน

ผู้หญิงที่ตกหลุมรักเจษฎากร นักแสดงข้างถนนที่ไม่มีใครรู้จัก

ฉันเห็นแววตาของเขา แววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความฝัน

ฉันเชื่อในตัวเขา เชื่อว่าเขาสามารถเป็นซูเปอร์สตาร์ได้

ฉันทุ่มเททุกอย่าง ทั้งเวลา สุขภาพ และเงินส่วนตัว

เราสองคนช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา

ฉันจำได้ว่าตอนนั้น เราเคยนั่งกินข้าวด้วยกันบนพื้นออฟฟิศเล็กๆ

เราเคยหัวเราะด้วยกัน เคยร้องไห้ด้วยกัน

เขาเคยบอกฉันว่า "เปมิกา เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน"

หลังจากที่เขามีชื่อเสียงโด่งดัง เขาก็ยังคงแสดงความรักกับฉันอย่างเปิดเผย

ในงานประกาศรางวัลใหญ่ เขาคุกเข่าลงต่อหน้าผู้คนนับร้อย

แล้วพูดว่า "เปมิกา ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างผมมาตลอด ผมรักคุณ"

ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก

แต่แล้วความจริงก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา

ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

เขาเริ่มกลับบ้านดึกขึ้น อ้างว่าติดงาน

ฉันเริ่มเห็นรูปของดุจดาวในโทรศัพท์ของเขา

รูปที่ดูสนิทสนมเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน

ดุจดาว นักแสดงสาวดาวรุ่งที่ฉันเป็นคนเลือกมาให้เขาร่วมงานด้วย

เธออ่อนหวาน น่ารัก ใครๆ ก็ชอบเธอ

ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะกลายเป็นคนที่มาแย่งทุกอย่างไปจากฉัน

ฉันจำได้ว่าตอนนั้น เจษฎากรเริ่มมอบบทบาทสำคัญที่ฉันหามาให้เขา ไปให้ดุจดาวแทน

เขาบอกว่าดุจดาวเหมาะกับบทนี้มากกว่า ฉันเริ่มสงสัย แต่ก็พยายามไม่คิดมาก

ความเจ็บปวดที่ถูกทรยศมันยากที่จะรับไหว

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือตอนที่ฉันเห็นรูปของดุจดาวบนอินสตาแกรมของเธอ

รูปที่เธอกำลังสวมแหวนคู่กับเจษฎากร

พร้อมแคปชั่นว่า "ของขวัญครบรอบของเรา"

ฉันกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ

ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง

ฉันไม่เคยคิดเลยว่าความรักที่ฉันทุ่มเทให้ทั้งหมดจะจบลงแบบนี้

จบลงด้วยการทรยศหักหลังอย่างเลือดเย็น

"เปมิกา! เธออยู่ไหน ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย!" เสียงของเจษฎากรดังขึ้นจากชั้นล่าง

ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ

ได้เวลาเผชิญหน้ากับความจริงแล้ว ไม่ใช่เปมิกาคนเก่าที่เคยอ่อนแอและร้องไห้

แต่เป็นเปมิกาคนใหม่

คนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง

ฉันเดินลงไปชั้นล่าง รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏบนใบหน้า

เจษฎากรกำลังยืนรอฉันอยู่ตรงบันได ใบหน้าของเขาดูไม่พอใจ

"เธอไปทำอะไรมา ทำไมฉันถึงถามแล้วเธอไม่ตอบ" เขากล่าว

"ฉันแค่คิดอะไรเพลินๆ น่ะ" ฉันตอบไปอย่างเฉยชา

ฉันรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

และฉันจะไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่ๆ

ฉันจะเอาทุกอย่างของฉันคืนมา

ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย โอกาสรักครั้งสุดท้าย
8.0
วีร์ดาจำใจก้าวเข้าสู่พิธีวิวาห์กับดนย์ด้วยพันธะทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ทว่าชีวิตคู่กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวและความเจ็บปวด เมื่อเธอเชื่อว่าเขาคือต้นเหตุที่ทำให้พ่อต้องล้มป่วยหนัก จนถึงจุดที่เธอตัดสินใจขอแยกทางเพื่อยุติความทุกข์ใจนี้ ในวินาทีที่ความสัมพันธ์กำลังจะสิ้นสุด ดนย์เพิ่งจะตระหนักได้ถึงความรักที่มีต่อเธออย่างแท้จริง เขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขอโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งสุดท้าย และหวังจะรั้งเธอไว้ในชีวิตอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
หน้าปกนวนิยาย อันดาวายุ
9.2
“คิดถึงเราบ้างไหม” “ก็... คิดถึง” เธอตอบเขาเสียงสั่นๆ ใจสั่นยิ่งกว่าอะไร “ชื่นใจเหมือนกันนะ มีคนบอกว่าคิดถึง” เขาเลื่อนมือมาจับมือเธอเอาไว้ ประสานเข้าหากัน มือที่กุมเข้ามาหาทำให้เธอหน้าแดงหนักกว่าเก่า เธอไม่ได้ดึงมือหนีเพราะมันรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข “ใกล้ปีใหม่แล้วเนอะลม” เธอชวนเขาคุย ท่าทีเขินอายทำให้เขามองแก้มสาวไม่วาง “อืม... แก่ขึ้นอีกปีแล้ว” “กลัวแก่เหรอ” “เปล่า แค่รู้สึกว่าเวลามันช่างเดินไปเร็วเหลือเกิน อันดาว่าไหมแป๊บเดียวก็จะขึ้นปีสองแล้ว รู้สึกเหมือนเพิ่งรับน้องไปเมื่อวานเอง” “อยากกลับไปรับน้องใหม่เหรอ” เธอถามขำๆ หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยุดกึกมองหน้าเขา สบตาอย่างเผลอไผล “เวลาอันดายิ้มหรือหัวเราะแล้วน่ารัก” เขาไล้แก้มสาวเบาๆ คนถูกชมเขินอายหนักกว่าเก่า “เอ่อ...” เธอก้มงุด สัมผัสของเขาให้ความรู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด “ฝนยังตกหนักอยู่เลย อันดาไม่ได้พาร่มมา” เธอเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น มองมือตัวเองที่อยู่ในอุ้งมือเขาแล้วใจสั่นรัว “ตกก็ดีนะ จะได้นั่งอยู่แบบนี้นานๆ” เธอเงยหน้ามองเขาก็หน้าร้อน ก้มงุดอีกรอบ เขาเชยคางสาวให้แหงนขึ้นสบตา อันดารู้สึกใจเต้นแรงกับสัมผัสของเขา “อันดาตัวสั่น” เขาจับบ่าของเธอเบาๆ อันดายิ่งสั่น เขินอายอย่างหนัก เกิดมาไม่เคยถูกผู้ชายสัมผัสในทำนองนี้มาก่อน แม้เขาจะไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินมากมาย แค่จับมือส่งสายตามาให้เธอก็วาบหวามอย่างไม่อาจควบคุมได้ “กลัวเราเหรอ” “เปล่า” “แล้วทำไมตัวสั่น” “เขิน” เธอตอบแล้วเขินหนักกว่าเก่า เขาหลุดหัวเราะเบาๆ กับคำตอบน่ารักนั้น “ก็เห็นแอบมองเราทุกวัน” “แอบมอง?” เธอเงยหน้าขึ้นมอง สบตาแล้วก้มงุด กัดปากตัวเองเบาๆ เขารู้ด้วยเหรอว่าเธอแอบมอง “แอบมองอยู่ที่บานเกล็ดหน้าต่าง ลมจำได้เลยว่าห้องนอนอันดาอยู่ตรงไหน” “เห็นได้ยังไง” เธอถามเสียงเบาหวิว “บานเกล็ดมันยกขึ้น เลยเห็นว่าแอบมอง” เขายิ้มขำคนทำหน้าเหลอหลา เธอเขินหนักมาก ไม่รู้จะวางไม้วางมือตรงไหนดี “ทีหลังไม่ต้องแอบมองก็ได้ จะถอดเสื้อให้มองเต็มๆ ตา” “ลมน่ะ” เขามาพูดอะไรแบบนี้ ใครจะอยากไปมองเขาถอดเสื้อผ้ากันเล่า! โอ๊ย! คนบ้า ถ้าไม่ติดว่าฝนกำลังตกหนัก เธอคงวิ่งหนีไปแล้ว วายุยกยิ้มมุมปาก เห็นคนขี้อายแล้วหยิกแก้มเบาๆ “อุ๊ย!” เธอยกมือขึ้นลูบแก้มไปมา อยากจะมุดพื้นหนีเสียตั้งแต่ตอนนี้ถ้าทำได้ *** “อันดาอยากมีลูกสักกี่คนครับ” “คะ?” เธอหันมามองเขาแล้วหน้าแดง มาถามอะไรแบบนี้ “ไม่รู้สิ” เธอก้มงุดตักข้าวต้มกินอย่างขัดเขิน “สักโหลดีไหม ตั้งทีมฟุตบอล” “บ้าเหรอ เราไม่ใช่แม่หมูนะ” “อันดาจะเป็นเมียเราเหรอ” เขาขยับหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบถาม คนถูกถามหน้าแดงร้อนเห่อกว่าเก่า “ไม่รู้ไม่ชี้” *** “อันดา เรามีอะไรจะบอก” “อะไรจ๊ะ อื้อ...” เธอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อถามเขา เลยโดนหอมแก้มฟอดใหญ่ “จะบอกว่าแก้มหอม” “คนเจ้าเล่ห์” เธอยกมือขึ้นกุมแก้มตัวเอง ลูบไปมาเบาๆ มองร่างสูงที่เดินออกไปรอเธอนอกบ้านด้วยความขัดเขิน
หน้าปกนวนิยาย พันธะนาการเจ้าบ่าวไร้ใจ
9.3
มินตราพยายามสลัดภาพลักษณ์อ่อนแอเพื่อรับมือกับนนทวัฒน์ ทายาทผู้มีพระคุณที่นิสัยเจ้าชู้ แต่ติดที่พันธะบุญคุณทำให้เธอทำได้เพียงยื่นข้อเสนอแต่งงานแค่ในนาม และประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้เขาสัมผัสกายแม้แต่นิดเดียว ทางด้านนนทวัฒน์กลับมองว่าข้อตกลงของหญิงสาวผู้น่าเบื่อคนนี้เป็นเรื่องตลก เขาจึงตอบรับคำท้าเพื่อหวังจะกำราบความอวดดีของเธอ นนทวัฒน์ตั้งใจจะสั่งสอนให้มินตรรู้ซึ้งว่า ผู้ชายอย่างเขาไม่เคยปล่อยให้ผู้หญิงที่นอนร่วมเตียงรอดพ้นมือไปได้แม้แต่รายเดียว
หน้าปกนวนิยาย ซูเยว่ซินทะลุมิติ1970
9.4
เมื่อเชฟสาวฝีมือดีต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหันเพียงเพราะโชคร้ายติดอยู่ในเหตุการณ์ปล้นธนาคารจนโดนลูกหลงเสียชีวิต วิญญาณของเธอกลับไม่ได้ไปสู่สุคติแต่ดันทะลุมิติย้อนเวลากลับไปยังยุคปี 1970 แทน ท่ามกลางความลำบากและสภาพสังคมที่แตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง เธอจะใช้ทักษะการทำอาหารและไหวพริบที่มีเพื่อเอาตัวรอดในร่างใหม่และเริ่มต้นชีวิตครั้งที่สองในอดีตได้อย่างไร ติดตามการผจญภัยที่เต็มไปด้วยรสชาติและโชคชะตาที่พลิกผันได้ในเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย เด็กเลี้ยง เฮียมาเฟีย
9.3
“ทำไมต้องเป็นหนูคะ” “ก็เห็นเธอแล้วมันเสี้ยนปาก ถ้าจะให้พูดตรง ๆ ก็คือ ถูกใจตั้งแต่แรกพบ เห็นแล้วเงี่ยน เธอหน้าสวย หุ่นเอ็กซ์ ทั้ง ๆ ที่อายุเท่านี้ เห็นแล้วอยากเอาจนเอ็นแข็ง ยื่นข้อเสนอไปแล้วเธอกลับปฏิเสธ มันก็เลยยิ่งรู้สึกตื่นเต้น เหตุผลมีแค่นี้ ส่วนเธอจะยอมหรือไม่ก็แล้วแต่ ตัดสินใจเองฉันไม่บังคับอยู่แล้ว” “โอ้เอ้เล่นตัวคิดจะเรียกเงินเพิ่มหรือไง รู้หรือเปล่าว่าหนี้น้องชายเธอเท่าไหร่ เกือบล้านเชียวนะ เงินจำนวนนี้สำหรับฉันมันแค่ขี้เล็บ แต่กับเธอที่มีแม่ป่วยติดเตียงก็คงไม่ใช่เรื่องเล็ก” “ฉันยอมค่ะ เมื่อไหร่คะ ที่ฉันต้องทำ” เขายิ้มมุมปากคล้ายสมใจ “หมายถึงทำอะไรล่ะ” ผักบุ้งก้มหน้า พูดเสียงเบา “ทะ ทำเรื่องนั้น ขายตัวให้คุณ” “ตอนนี้” “ห๊า ตอนนี้เหรอคะ” “จะ ทำอะไรหนูคะ” “อย่าถามมาก เงียบ!” เขาเอาแต่จ้องมองนมใหญ่ของเธอแล้วอุ้มเธอมาที่เตียง "สวยดีนี่...นมใหญ่ชิบ" เคย์ไม่ได้สนใจความรู้สึกของหญิงสาวเลยสักนิด มือหนาบีบเคล้นทรวงอกอวบรุนแรงจนแดงช้ำไปหมด "อื้อ อา....เจ็บ!.." "จำไว้ตั้งแต่วินาทีนี้หนูคือเด็กของเฮียเคย์ ยินดีกับตำแหน่งนี้ด้วย ปกติเฮียค่อนข้างเลือกเด็ก หนูถูกใจเฮียถือว่าโชคดีมาก"
หน้าปกนวนิยาย เผลอใจรัก 18 มงกุฏ  นาธัชชา-ฟาเบียน)
8.7
โชคชะตาเล่นตลกกับนาธัชชาตั้งแต่เจ็ดขวบ เมื่อพ่อแท้ๆ ตราหน้าว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ตาย ชีวิตที่ดิ่งลงเหวบีบให้สาวน้อยวัยยี่สิบต้องกลายเป็นสิบแปดมงกุฎเพื่อเอาตัวรอด ทว่าเส้นทางสายมืดกลับนำพาเธอไปพบกับฟาเบียน ทายาทมหาเศรษฐีแห่งมาร์ตินกรุ๊ปผู้เพียบพร้อม หนุ่มโสดที่ใครต่างลือว่ามีเกณฑ์คัดเลือกสาวข้างกายไว้สูงลิ่วระดับนางงามมีมงกุฎการันตี แต่ใครจะคาดคิดว่าคนอย่างเขาจะมาพัวพันกับหญิงสาวที่มีมงกุฎเหมือนกัน แต่มันคือมงกุฎของนักต้มตุ๋นผู้มีปมหลังอันแสนรันทดใจ