ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย สามีข้าช่างน่าแกล้ง เล่ม 1

สามีข้าช่างน่าแกล้ง เล่ม 1

เมื่อสองอาหลานแห่งราชวงศ์จิ่งต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์ของภรรยาตนเอง ชุนเสี่ยวป๋ายจึงตัดสินใจเดินหน้าเกี้ยวบัณฑิตหนุ่มรูปงามอย่างเหลียนไช่ด้วยตนเอง เพราะหากมัวแต่รอช้าคงไม่มีวันได้ครองคู่ จนเขาไม่อาจต้านทานความน่ารักของนางได้อีกต่อไป ขณะที่จักรพรรดิจิ่งซานหวงพยายามหาทางเลี่ยงการร่วมเตียงกับอู่ซุนต้าเอ่อร์ด้วยกลอุบายต่างๆ แต่นางกลับไม่ยอมแพ้และเผลอถีบเขาตกเตียงโดยไม่ตั้งใจ ท่ามกลางความวุ่นวายของความรักที่สุดท้ายเขาก็ยังหาทางจับนางกินจนได้ในที่สุด
ตอน
แชร์

ตอน 2

“วันนี้ท่านไม่เป่าขลุ่ยหรือเจ้าคะ”

ชุนเสี่ยวป๋ายวางขนมที่แอบนำติดมือมาจากเรือนลงบนโต๊ะหนังสือของเขา พลางก้มลงมองใบหน้าหล่อเหลาและหลบสายตาคมคู่นั้นด้วยท่าทีเขินอายของสาวแรกรุ่น ทว่าเหลียนไช่กลับทำเพียงแค่ปรายตามองกิริยานั้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ปกติแล้วข้าเห็นท่านเป่าขลุ่ยทุกวัน” นางว่าต่อ “ท่านบรรเลงเพลงขลุ่ยได้ไพเราะเกินกว่าบัณฑิตคนไหนที่ข้าเคยพบมาเลยเจ้าค่ะ”

“คุณหนูชุน ข้าไม่ได้เก่งถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ”

“ท่านอย่าได้ถ่อมตัวไปเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวป๋ายรีบพูด “หากท่านไม่เก่งดังว่า เห็นทีแคว้นนี้คงจะไม่มีผู้ใดเล่นได้ดีอีกแล้วเจ้าค่ะ”

ชุนเสี่ยวป๋ายเอ่ยเรื่องจริง นางแอบฟังเพลงที่บัณฑิตผู้เฒ่านี้บรรเลงมานาน เมื่อเทียบกับเหล่าคุณชายทั้งหลายแล้ววิธีเล่นของเขานั้นเหนือชั้นกว่ามาก ท่วงทำนองที่เป่าออกมาก็คล้ายว่ามีชีวิต มันไพเราะและเพลิดเพลินเป็นที่สุด

“เจ้ายังเด็กนัก” เขากล่าวเสียงนุ่ม

“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะเจ้าคะ ข้าปักปิ่นแล้วเจ้าค่ะ”

เหลียนไช่ชำเลืองตามองเด็กสาวตรงหน้าและไม่ตอบสิ่งใด ด้วยวัยเพียงเท่านี้มองอย่างไรก็ยังอ่อนต่อโลกนัก กิริยาและวาจาช่างไร้เดียงสา เมื่อโตขึ้นแล้วคงจะรู้ความเอง

แม้เขาจะดูยากจนซอมซ่อถึงเพียงนี้ ทว่าเขาก็เคยเป็นถึง จิ่งหานอู่ตี้ อ๋องสิบเจ็ดผู้ที่กำลังจะขึ้นครองราชย์แทนอดีตจักรพรรดิซึ่งพ่ายแพ้เขาไป แต่ทว่าเขากลับเลือกจะยกบัลลังก์ให้แก่รัชทายาทองค์น้อยผู้มีศักดิ์เป็นเสมือนหลานของเขาครองราชย์แทน

ส่วนตัวเขาก็ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลและเงียบสงบแห่งนี้ ใครต่อใครต่างก็ครหานินทาว่าเขาเป็นบัณฑิตที่ไร้ความทะเยอทะยานจนหาความก้าวหน้าในชีวิตไม่ได้ แต่เขาหาได้ใส่ใจคำพูดของใครไม่ เขาย่อมรู้ตัวดีว่าหากตนเองไร้ความทะเยอทะยานจริงดังใครว่าก็คงไม่อาจวางแผนชิงบัลลังก์มาได้แน่

เฉลียวฉลาด เยือกเย็น นั่นต่างหากคำพูดที่เขาเคยได้ยินมาตลอดยามอยู่ในวังหลวง ซึ่งนั่นช่างตรงข้ามกับยามอยู่ที่นี่โดยสิ้นเชิง

“ข้าเพียงอยากฟังท่านเป่าขลุ่ยเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” ชุนเสี่ยวป๋ายเอ่ย

“วันนี้ข้าอยากอยู่เงียบ ๆ”

นอกจากตำราแล้ว ขลุ่ยของเขาก็เป็นอีกหนึ่งสหายสนิทที่อยู่เคียงกายกันมาตลอด ยามว่างจากการอ่านตำราเขาก็มักจะเป่าขลุ่ยอยู่ผู้เดียว ด้วยบ้านของเขานั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับชายป่า เสียงขลุ่ยของเขาจึงไม่รบกวนให้ระคายหูผู้ใด

เด็กสาวพยักหน้ารับรู้แต่โดยดีก่อนจะนั่งมองเขาอ่านตำราอยู่เงียบ ๆ แม้จะได้เพียงแค่นั่งมองแต่นางกลับไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยสักนิด ยิ่งยามเขานิ่งเขายิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน่าประหลาดราวกับมีมนต์สะกดจนนางอดหวั่นไหวไม่ได้ทุกครา

“หนังสือเล่มนี้มาจากต่างแคว้นหรือเจ้าคะ” เสี่ยวป๋ายเอ่ยถามเมื่อก้มลงไปมองกองหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ครั้นเมื่อนางนึกขึ้นได้ว่าคงจะเป็นการรบกวนบัณฑิตเฒ่าจึงได้แต่สะดุ้งตกใจและรีบกล่าวขอโทษโดยพลัน

“ข้าขออภัยที่รบกวนเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นอันใดหรอก” เขาส่ายหน้า “เจ้าสงสัยหนังสือเล่มนั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ”

“บอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงนึกสงสัย” เขาลองถาม

“ข้าไม่เคยเห็นชื่อหนังสือในหอสมุดของเรือนมาก่อนเจ้าค่ะ” เสี่ยวป๋ายตอบตามตรง “อีกทั้งสีของปกเองก็ดูเก่าเกินกว่าเล่มอื่น”

“เจ้าจึงอนุมานเอาว่าหนังสือเล่มนี้ต้องร่วมเดินทางมากับเหล่าพ่อค้าจากต่างแดนหรือ”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “มีคนเคยบอกข้าว่าบรรดาพ่อค้านั้นบางทีก็มักจะนำพวกหนังสือมาขายด้วย”

“เจ้าวิเคราะห์ได้ดีแล้ว” เขายกยิ้ม “แต่ต้องพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนกว่านี้เสียหน่อย”

“อ่า...” ชุนเสี่ยวป๋ายพึมพำตอบอย่างเลื่อนลอย นางถึงกับแก้มแดงระเรื่อเมื่อเขาแย้มรอยยิ้มให้แก่กัน แม้จะรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ที่มอบให้แก่เด็กเท่านั้นเองก็ตามที

“หนังสือเล่มนี้หาได้มาจากที่อื่นไม่ เนื้อหาโดยส่วนมากกล่าวถึงปัญหาของแคว้นเรา แม้จะดูเก่าราวกับว่าผ่านการเดินทางมาก็ตามที”

หากไม่นับยามที่เขาตัดรอนคำขอแต่งงานของนางแล้วนั้น เขาก็เปรียบเสมือนอาจารย์อีกคนที่เอ็นดูศิษย์นอกสำนักศึกษาอย่างนาง ไม่ว่านางจะถามสิ่งใดออกไป หากเขารู้ก็จะอธิบายและสอนให้นางฟังจนหายข้องใจ วันดีคืนดีเขาก็มีเรื่องมาเล่าให้นางฟังด้วย

โดยเฉพาะเรื่องเล่าจากการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ของบัณฑิตเฒ่า มันคือสิ่งที่เสี่ยวป๋ายไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง ด้วยนางเกิดมาเป็นสตรีจึงย่อมถูกเลี้ยงดูให้อยู่กับเรือน ต้องเป็นศรีแก่ตระกูลไม่ให้อับอายขายหน้า ทว่านางกลับมีความฝันว่าอยากจะเดินทางไปยังต่างแคว้น อยากไปดูหลายสิ่งด้วยสองตาของตนเองดู

นางอยากทำการค้าเหมือนทางฝั่งบิดาเท่าที่จำความได้ ทว่าท่านตาของเสี่ยวป๋ายกลับคัดค้านอย่างเด็ดขาด เพียงเพราะมันคืองานที่ต้อยต่ำนักในความคิดของท่าน ไม่เคยมีผู้ใดในตระกูลชุนที่ทำการค้ามาก่อน บุรุษทุกคนต่างสืบทอดงานในสำนักศึกษาต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นทั้งสิ้น

‘ตระกูลของเราไม่เคยทำการค้า ตาไม่อยากให้หลานเป็นแบบกลุ่มคนร่อนเร่และหาความจริงใจไม่ได้เช่นพวกนั้น’

นั่นคือคำพูดของท่านอาวุโสในตระกูลที่พร่ำบอกหลานสาวเช่นนางเสมอมา

บิดาของนางทำการค้า ก่อนจะแต่งกับมารดาก็ไม่ค่อยถูกชะตากับท่านตาท่านยายเท่าไรนักเป็นทุนเดิม เมื่อบิดาของนางทำผิดมหันต์ด้วยการรับอนุเข้าเรือนเพราะผลประโยชน์ทางการค้าความสัมพันธ์ก็ยิ่งร้าวฉาน จนเมื่อบิดาตัดสินใจยกอนุภรรยาขึ้นมาเทียมหน้ามารดาที่เป็นฮูหยินเอกด้วยแล้วยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีก

ญาติฝั่งบิดาของเสี่ยวป๋ายเห็นว่าทางครอบครัวฝั่งอนุค้ำจุนกิจการการค้าได้มากกว่าเจ้าสำนักการศึกษาอย่างครอบครัวของมารดา พวกเขาก็รวมหัวกับบีบให้ชุนเสี่ยวหงต้องหอบลูกกลับมาอยู่บ้านและหย่าขาดกับสามีแบบเป็นตายอย่าได้เผาผีกันอีก ท่านตาท่านยายต่างก็สาปส่งบิดาของเสี่ยวป๋าย แม้แต่เงาก็ห้ามทาบทับชายคาบ้านโดยเด็ดขาด

เมื่อโตขึ้นเสี่ยวป๋ายก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้คบสหายเป็นลูกพ่อค้าแม่ขายอีก ท่านตาประกาศกร้าวต่อหน้าสมาชิกในครอบครัวเสมอว่า

‘พวกพ่อค้าหาได้มีความจริงใจไม่ คิดแต่จะเอาเพียงผลประโยชน์เท่านั้น ข้าจะไม่มีวันให้หลานของข้าต้องคบค้ากับพวกเขาอีก’

ส่วนบัณฑิตเฒ่าแม้จะไม่ได้ทำการค้าอย่างที่ท่านตาเดียดฉันท์ แต่ก็ไร้ฐานะจะเชิดหน้าชูตาได้ เสี่ยวป๋ายจึงโดนสั่งห้ามไม่ให้ข้องแวะกับเขาโดยไม่จำเป็น

ทว่านางกลับชอบทุกอย่างที่เป็นเขาอย่างหาเหตุผลใดไม่ได้เลย ชอบลายมือที่สวยงามยากจะเลียนแบบของเขา ชอบใบหน้าของบัณฑิตเฒ่าที่ไม่ว่าจะมองมุมใด ยามมืดหรือยามต้องแสงก็หาตำหนิแทบไม่ได้

หากออกเรือนมีบุตรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวหรือบุตรชายย่อมต้องได้ใบหน้าอันงดงามของเขามาด้วยเป็นแน่ ไหนจะสติปัญญาของเขาอีก แม้จะไม่ใช้บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ทว่าคนที่เป็นบัณฑิตได้ก็ย่อมฉลาดเฉลียวกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว...นั่นคือสิ่งที่เสี่ยวป๋ายปรารถนาเป็นที่สุด

“ท่านบัณฑิตเฒ่าเจ้าคะ...”

“ว่าอย่างไรหรือ”

ได้โปรดแต่งกับข้าเถิดเจ้าคะ...

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เมียสายมูพารวย! ปลูกผักก็ปัง รักก็รุ่ง
9.0
หลินเยว่เลี่ยงเดินทางข้ามมิติมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่โดนข่าวลืออันตรายทำลายชื่อเสียงจนครอบครัวตกอยู่ในความยากลำบาก ไม่มีทางหนีออกจากสถานการณ์ยากลำบาก เธอจึงตัดสินใจยอมแต่งงานกับชายหนุ่มจากหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีรอยแผลเป็นบนร่างกาย เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านสามี เธอต้องเผชิญกับภาระปัญหามากมาย พ่อของสามีป่วยเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายได้ แม่เลี้ยงมีอุบายเจ้าเล่ห์คอยกดดัน และยังมีพี่น้องหลายคนที่สร้างเรื่องรบกวนเธอไม่หยุด แต่หลินเยว่เลี่ยงไม่ได้มาถึงโลกนี้ด้วยมือเปล่า เธอพกพาระบบฟาร์มและพลังวิเศษที่มาจากเกมที่เธอสร้างขึ้นเอง เธอใช้พลังพิเศษปลูกผักสุดพิเศษขายสร้างรายได้ให้ครอบครัว ค่อยๆแก้ไขปัญหาทางการเงินของบ้านทีละอย่าง เธอเชื่อว่าเพียงแค่เธอและสามีคอยเคียงข้างกัน มีปัญหาอะไรก็สามารถผ่านพ้นไปได้ ตามที่เธอคิด เมื่อทั้งสองคู่สมรสครองรักกันอย่างเข้มแข็ง โชคลาภก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาอย่างอัศจรรย์ ความเป็นอยู่ของทั้งครอบครัวค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่อาการป่วยของพ่อสามีก็ทุเลาลงจนเกือบหายดี สามีที่เคยเป็นคนหน้าเคร่งขรึม ไม่ค่อยพูดจา ก็เปลี่ยนใจกลายเป็นคนอ้อนรัก ประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะรักและตามใจภรรยาผู้นำโชคคนนี้ไปตลอดชีวิต
หน้าปกนวนิยาย บ่วงร้ายพันธนาการรักจิ้งจอกบรรพกาล
9.5
ความรักระหว่างข้าและเขาเปรียบเสมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้เลย แม้ในยามที่ดวงตาปิดสนิทท่ามกลางความมืดมิด ภาพของเขายังคงตามหลอกหลอนอยู่ในความฝันอย่างชัดเจน กว่าใจจะยอมรับว่ารักลึกซึ้งเพียงใด เวลาก็หมุนวนมาถึงคราวที่ต้องพรากจากกันเสียแล้ว สถานะและอุปสรรคมากมายกลายเป็นบ่วงที่พันธนาการให้ข้าต้องจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทมที่ไร้จุดจบ โดยมีเขาเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้ข้ายอมติดอยู่ในพันธนาการรักนี้ตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย ยอดดวงใจซื่อจื่อ
8.4
ฉางเจียอีเคยลั่นวาจาว่าจะไม่ขอข้องแวะกับบุรุษปากร้ายที่ชอบนินทาผู้นั้นอีกชั่วชีวิต แต่ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกจนนางต้องผิดคำพูดเสียเอง เมื่อมีความจำเป็นต้องเข้าไปพัวพันกับเขาเพื่อช่วยเหลือพี่ใหญ่ให้พ้นจากความทุกข์ที่แสนสาหัส เดิมทีนางเพียงปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านของตนเองไปจนตาย แต่การปรากฏตัวของเขากลับทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปหมด เรื่องราววุ่นวายเหล่านี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้เลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แสนจะขัดใจนาง
หน้าปกนวนิยาย ข้าไม่เป็นแล้ว ภรรยาผู้แสนดี
8.4
Liu Yueqing, a gifted healer and daughter of the Imperial Physician, sacrificed her dreams to be the perfect wife to Gong Liqiang. Despite his public oath of lifelong fidelity, he betrays her after two years by bringing a pregnant mistress into their home. Yueqing discovers she was merely a tool used for her dowry and medical skills while being forced to remain childless. Refusing to endure this deceit, she chooses a tragic end over a life of servitude, cursing their reunion in any future life.
หน้าปกนวนิยาย อาเฟย
8.8
อาเฟยคือเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้กลางพงหญ้าตั้งแต่เกิด แม้โชคดีมีชาวบ้านช่วยชีวิตไว้ แต่สุดท้ายเขากลับถูกขายเข้าจวนชินอ๋องด้วยราคาเพียงยี่สิบตำลึงเงิน ท่ามกลางชีวิตที่ต้องดิ้นรน อาเฟยตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเก็บเงินไถ่ถอนอิสรภาพและสร้างตัวให้แข็งแกร่ง ทว่าอุปสรรคใหญ่กลับเป็นอ๋องสี่ผู้มีร่างกายกำยำทรงพลังที่คอยขัดขวางแผนการนี้ด้วยการจับเขาหนีบรักแร้ไปมาอยู่เสมอ เรื่องราวการผจญภัยแสนขำขันและวุ่นวายจึงเริ่มต้นขึ้นในนิยายเน้นความฮาเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย สาวร้ายกลายเป็นพระชายาผู้ทรงอำนาจ
9.7
เสวียชิงอินตื่นขึ้นมาในร่างตัวประกอบนิยายที่มีจุดจบแสนรันทด ถูกคนรักทิ้งให้ตายอย่างโดดเดี่ยว เพื่อพลิกชะตาชีวิต นางจึงเลือกแต่งงานกับเหอจวิ้นถิง อ๋องเสวียนผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและถูกลิขิตให้ตายในสงคราม โดยหวังเสวยสุขกับกองมรดกในฐานะแม่หม้าย ทว่าความจริงกลับผิดคาด เมื่อบุรุษผู้เย็นชากลับมอบหัวใจให้นางอย่างหมดหน้าตักและคอยปกป้องนางทุกฝีก้าว จากที่หวังเพียงสมบัติ นางกลับกลายเป็นดวงใจของเขา ท่ามกลางพายุการเมืองและการแย่งชิงอำนาจอันแสนอันตราย ทั้งสองจับมือเป็นเกราะคุ้มกันให้แก่กันและกัน ร่วมกันเปลี่ยนโศกนาฏกรรมที่ถูกเขียนไว้ ให้กลายเป็นเส้นทางรักอันทรงพลังที่ไม่มีใครกล้าต่อกร