ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ปราบพยศคุณหนูขาวีน

ปราบพยศคุณหนูขาวีน

เมื่อคุณหนูเอลินอร์จอมดื้อรั้นและเอาแต่ใจต้องมาเจอกับปฐพี ชายหนุ่มผู้ได้รับมอบหมายให้มากำราบความพยศของเธอ แต่แทนที่จะขัดแย้งกัน ทั้งคู่กลับมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นจนแทบไม่แยกจากกัน แม้ในเวลาทำงานปฐพีก็ยังหาโอกาสใกล้ชิดและหยอกเย้าจนหญิงสาวทำตัวไม่ถูก ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเสน่หา ปฐพีใช้เล่ห์กลอันเร่าร้อนเพื่อมัดใจคุณหนูขาวีนให้ยอมสยบอยู่ภายใต้อ้อมกอดของเขาแต่เพียงผู้เดียวในทุกสถานการณ์
ตอน
แชร์

ตอน 1

สนามบินสุวรรณภูมิ 06.20 น.

ร่างระหงของหญิงสาวผมทองคนหนึ่งกำลังเข็นรถที่มีกระเป๋าเดินทางวางอยู่ทั้งหมดสี่ใบด้วยความกระฉับกระเฉง พอเห็นว่าบิดามารดามายืนรอรับก็รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดด้วยความคิดถึง โดยทิ้งรถเข็นไว้ทางด้านหลังเพราะรู้ว่ายังไงลูกน้องของบิดาก็จะต้องมาช่วยเข็นอย่างแน่นอน

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่แอลคิดถึงพ่อกับแม่จังเลยค่ะ”

เอลินอร์ เอกประดิษฐ์มณีหรือแอลเป็นหญิงสาววัย 24 ปี เธอไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 15 พอจบเกรด 12 ก็เรียนต่อปริญญาตรีบริหารธุรกิจ จากนั้นก็เรียนต่อการออกแบบอัญมณีอีกสองปีเพื่อจะกลับมาช่วยงานของบิดา แต่หลังจากเรียนจบก็เที่ยวกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน จนคุณเอกภพผู้เป็นบิดาต้องโทรศัพท์ตามให้กลับบ้านเพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเขาก็รู้ว่าลูกสาวจะเที่ยวอีกนานแค่ไหน

“เดินทางเหนื่อยไหมลูก” เสียงมารดาถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เลยค่ะแม่ บินตรงแบบนี้แอลหลับยาวเลยค่ะ”

“จะเหนื่อยก็แปลกแล้วล่ะคุณ นั่งเฟิร์สคลาสแบบนั้นแถมบังบินตรงไม่ต้องแวะที่ไหน”

“ก็แอลคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่นี่คะ ก็เลยเลือกบินตรงจะได้ไม่ต้องแวะที่ไหนให้เสียเวลา” เอลินอร์รีบบอกอีกเหตุผลหนึ่งที่เลือกบินตรงก็เพราะเป็นคนไม่ชอบการรอ ถ้าจะให้เธอลงจากเครื่องแล้วนั่งรออีกเป็นชั่วโมงคงเป็นอะไรที่น่าเบื่อแย่

“คิดถึงแล้วทำไมไม่รีบกลับมาล่ะ นี่ถ้าพ่อไม่โทรไปตามก็คงยังไม่ยอมกลับใช่ไหม” เอกภพเชื่ออย่างที่พูดเพราะเขารู้จักนิสัยของเธอดีกว่าใคร

“โธ่ พ่อคะก็แอลเพิ่งเรียนจบก็อยากจะเที่ยวก่อน ถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วแอลก็คงไม่ได้กลับไปอีก” เอลินอร์มักจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองแบบนี้ได้ตลอด

“แต่พ่อว่าเที่ยวนานเกินไปแล้วนะ” เอกภพไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินแต่เขาอยากให้ลูกสาวรีบกลับมาเรียนรู้งานในบริษัทเพราะตอนนี้เขามีปัญหาเรื่องสุขภาพที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลนี้ออกไป

“แม่ขาดูพ่อสิคะ ว่าแอลอีกแล้ว” พอบิดาต่อว่านิดหน่อยหญิงสาวก็หันกลับมาอ้อนมารดา

“คุณเอกคะ ฉันว่าลูกเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ กลับบ้านกันก่อนดีกว่าค่ะ วันนี้คุณมีประชุมแต่เช้าด้วยนะคะ” เพราะเป็นคนกลางระหว่างสามีและลูกสาวเธอจึงต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้การเจอหน้ากันครั้งแรกในรอบครึ่งปีต้องเสียบรรยากาศ

“นั้นสิ ไหนๆ ก็กลับมาแล้วเช้านี้เข้าประชุมกับพ่อเลยไหม พ่อจะได้แนะนำลูกสาวคนเก่งให้ที่บริษัทได้รู้จัก” เอกภพถามลูกสาวออกไปแบบทั้งที่ตัวเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

“พ่อขาแอลเพิ่งมาถึงนะคะ ขอพักก่อนได้ไหม ถ้าพร้อมเมื่อไหร่แอลจะไปทำงานกับพ่อนะคะ” หญิงสาวคล้องแขนบิดาและมารดาคนละข้างอย่างประจบ

“ได้สิลูกพักให้เต็มที่ก่อนก็ได้ ส่วนงานที่บริษัทก็ให้พ่อกับลูกน้องช่วยกันทำไปก่อน” คุณแอนเดรียหญิงวัย 52 ปีชาวอังกฤษให้ท้ายลูกสาวคนเล็กที่เธอรักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“แม่แอนเป็นแม่ที่น่ารักที่สุดในโลกเลยค่ะ” พูดจบเธอก็หอมไปที่แก้มทั้งสองข้างของมารดาอย่างประจบ

คุณเอกภพมองลูกสาวช่างอ้อนแล้วก็ส่ายหัวเพราะผู้เป็นภรรยารักและตามใจเธอจนเคยหัว ไม่ว่าเอลินอร์อยากจะได้อะไรหรืออยากจะทำอะไรแอนเดรียก็ตามใจจนเคยตัว ยิ่งลูกสาวจากไปเรียนไกลตัวแต่วัยรุ่นเธอก็ยิ่งตามใจมากขึ้นเพราะกลัวว่าความห่างเหินจะให้ลูกสาวไม่รักตนเอง

“ถ้าจะรีบกลับก็ไปเข็นกระเป๋าได้แล้ว ทิ้งไว้อย่างนั้นเดี๋ยวใครเขาก็นึกว่าเจ้าของไม่เอาขึ้นมามันจะยุ่ง” เอกภพมองไปยังรถเข็นด้านหลังที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่บนนั้นถึงสี่ใบ

“อ้าว ทำไม่แอลต้องเข็นเองล่ะคะ ลูกน้องพ่อไปไหนทำไมไม่มาช่วยแอลเข็น” หญิงสาวพูดพลางมองหาคนที่จะมาช่วยเข็นแต่บริเวณนี้มีแค่บิดากับมารดาของเธอเพียงเท่านั้น

“ลูกน้องพพ่อจ้างมาทำงาน ไม่ได้จ้างมาเข็นกระเป๋า”

“มันก็เหมือนนั่นแหละค่ะพ่อ เราจ้างแล้วก็ควรใช้งานให้คุ้มสิคะ” เอลินนอร์พูดอย่างเอาแต่ใจ เพราะเธอรักความสะดวกสบายและไม่ค่อยทำอะไรเอง

แม้จะไปเรียนต่างประเทศแต่เธอก็ยังต้องจ้างแม่บ้านมาคอยทำความสะอาดห้องและซักรีดเสื้อผ้าให้ ในขณะที่นักเรียนไทยคนอื่นๆ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

“ถ้าแอลไม่เข็นจะทิ้งไว้ตรงนั้นก็ได้นะ พ่อไม่ว่าหรอก ไปกันเถอะแอนเดรียเดี๋ยวดินจะรอนาน”

“คุณก็ น่าจะให้ใครสักคนมาช่วยนะคะ ดูสิกระเป๋าเยอะขนาดนั้นลูกจะเข็นไหวได้ยังไง”

“แล้วเขาเอาขึ้นเครื่องมาได้ยังไงล่ะคุณ” เอกภพพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินนำออกมา เขาอยากจะดัดนิสัยลูกสาวบ้าง เพราะที่ผ่านมานั้นทั้งตนเองและภรรยาตามใจมากจนเอลินอร์แทบจะทำอะไรด้วยตัวเองเป็น จะมีเรื่องเดียวที่ลูกสาวของเขาทำได้ดีก็คือเรื่องเรียนเท่านั้น

“ไม่เป็นไรค่ะมาเดี๋ยวแอลเข็นไปเองก็ได้”

“ให้แม่ช่วยนะ” แอนเดียทำท่าจะเข้ามาช่วยลูกสาว เพราะดูแล้วกระเป๋าคงจะหนักอยู่ไม่น้อย

“อย่าเลยค่ะ อันที่จริงมันก็ไม่หนักอะไรหรอกค่ะ แต่ที่กระเป๋ามันมีหลายใบเพราะของบางอย่างแอลต้องแพ็กมาอย่างดีมันก็เลยใช้พื้นที่เยอะไปนิดค่ะ” หญิงสาวรีบบอก

“งั้นหนูเข็นตามมาช้าๆ นะไม่ต้องรีบ”

“แม่คะ คนที่มารับเราคือนายดินเหรอคะ แอลนึกว่าจะเป็นลุงสมานเสียอีก” ลุงสมานที่เธอพูดถึงก็คือคนขับรถที่ทำงานรับใช้ที่บ้านเธอมานาน

“จ้ะ ลุงสมานต้องรับรถให้พ่อตอนกลางวัน ถ้าให้ตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อออกมารับลูก แม่ก็กลัวจะง่วง ดินเขาเลยอาสามารับ”

อันที่จริงในตอนแรกเธอกับสามีก็จะมารับลูกสาวกันแค่สองคนแต่พอปฐพีหรือดินรู้เขา เขาก็เป็นคนอาสาขับรถมาให้เพราะไม่อยากให้คุณเอกภพที่เขารักเหมือนบิดาต้องขับรถเอง

“อ้อ ดีเหมือนกันนะคะนายดินคนนี้เลี้ยงไว้ไม่เสียข้าวสุกจริง”

หญิงสาวนึกถึงเด็กชายตัวผอมสูงที่เอาแต่เดินตามติดพี่ชายของเธอไปทุกที่เมื่อหลายปีก่อน จากนั้นเธอก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลยถึงแม้ว่าเขาจะไปเรียนที่เมืองเดียวกับเธอและเธอก็มาพาพี่ชายที่หอพักบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยได้เจอกัน

“แอล อย่าพูดแบบนี้ให้พ่อหรือคนอื่นได้ยินนะ” คุณแอนเดรียรีบปราบลูกสาว

“ทำไมล่ะคะแม่”

“มันฟังดูไม่ดี คนอื่นเขาจะหาว่าเราไปดูถูกเขา”

“แอลก็พูดเรื่องจริงพ่อรับเขามาอยู่ที่บ้าน เลี้ยงเขาเหมือนกับเป็นลูกคนหนึ่งเขาก็ควรจะตอบแทนเราบ้าง”

เอลินอร์ไม่เข้าใจว่าทำไมครอบครัวของเธอถึงได้ปฏิบัติกับเขาเหมือนกับเขาเป็นคนสำคัญทั้งๆ ที่เขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับครอบครัวของเธอเลยสักนิด

ขณะที่เดินและเข็นรถตามบิดามารดามายังด้านหน้าอาคารรถตู้สีดำคันหรูก็เคลื่อนมาจอดตรงหน้าพอดี

“แม่คะ แอลคงไม่ต้องยกกระเป๋าขึ้นรถเองใช่ไหมคะ” เอลินอร์หันมาถามมารดา เพราะเห็นว่าบิดาตนเองยังเปิดประตูขึ้นไปนั่งเองโดยที่คนขับรถไม่มาเปิดให้อย่างที่ควรจะเป็น

“ไม่ขนาดนั้นหรอกลูกเดี๋ยวดินเขาก็ลงมาช่วยเอง หนูขึ้นนั่งรอในรถได้เลย”

หญิงสาวขึ้นไปนั่งในแถวหลังในขณะปฐพีลงมายกกระเป๋าทั้งหมดไปไว้หลังรถ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย รักสามปี จบสิ้นในวันเดียว
8.8
สวี่หว่านหนิงเคยถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด เพราะชายผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองจิงตกหลุมรักและยอมแต่งงานกับเธอแม้ว่าเธอจะพิการ ทว่าหลังจากมอบใจให้เขาทั้งดวง เธอกลับค้นพบความจริงอันน่าสะพรึงกลัวว่าสามีที่แสนดีคนนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุที่พรากขาของเธอไป เมื่อความรักกลายเป็นความแค้น เธอจึงตัดสินใจละทิ้งความอ่อนแอในอดีตเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทวงคืนความยุติธรรมและยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอีกครั้งอย่างแข็งแกร่ง
หน้าปกนวนิยาย ทอแสงจันทร์
9.7
หากพี่ชายของจันทร์เจ้าขาไม่พาคนรักซึ่งเป็นน้องสาวของคมเพชรหนีไป ชีวิตเธอคงไม่ต้องกลับมาพัวพันกับอดีตคนรักที่จบกันไม่สวยอีกครั้ง ความบาดหมางในอดีตจากการที่เธอเป็นฝ่ายบอกเลิกและหนุนหลังให้น้องสาวเขาหนีการแต่งงาน กลายเป็นเชื้อไฟให้คมเพชรกลับมาทวงแค้นอย่างสาสม แม้ลึกๆ ทั้งคู่จะยังรักกัน แต่ความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกกลับเปลี่ยนเป็นสงครามที่ต่างฝ่ายต่างพร้อมฟาดฟันกันให้พังทลายลงไปข้างหนึ่ง ท่ามกลางคำดูถูกที่คอยตอกย้ำว่าหยดน้ำตาของเธอไม่มีค่าพอให้เขาเห็นใจ
หน้าปกนวนิยาย รักร้อนเพลิงปรารถนา (ภาคต่อรักร้อนเพลิงริษยา)
8.0
กัญติญาถูกจองจำในพันธนาการเพื่อรับบทลงโทษทัณฑ์อันป่าเถื่อนจากรัฐศาสตร์ ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและแรงหึงหวง เขาใช้กำลังขืนใจเธออย่างไร้ความปรานีเพื่อสั่งสอนให้หลาบจำ พร้อมทั้งใช้ชีวิตของเคนจิโร่และบิดาเป็นเครื่องมือข่มขู่ไม่ให้เธอคิดหนี แม้กัญติญาจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจจนแทบขาดใจ แต่เธอก็จำต้องอดทนต่อสู้กับชะตากรรมที่โหดร้ายนี้ ท่ามกลางความสับสนในใจของรัฐศาสตร์ที่ทวีความหวงแหนในตัวเธออย่างรุนแรงจนยากจะถอนตัว
หน้าปกนวนิยาย พันธะรักซ่อนร้าย Bad Romance
8.2
ภากรจำใจเข้าพิธีวิวาห์เพื่อทวงสมบัติคืนตามเงื่อนไขล้างหนี้ แม้จะเต็มไปด้วยความแค้นจากการถูกว่าที่พ่อตาจัดฉากมัดมือชกด้วยการนำเขาไปพัวพันกับนาตาลีจนกลายเป็นข่าวดัง ท่ามกลางเกมชิงไหวชิงพริบระหว่างลูกเขยกับพ่อตา นาตาลีกลับต้องกลายเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานที่ถูกคนในครอบครัวปั่นหัว กว่าเธอจะรู้ตัวว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้คือแผนการซ้อนแผน เธอก็เผลอมอบหัวใจให้สามีที่จ้องจะแก้แค้นไปเสียแล้ว บทสรุปของรักซ่อนร้ายครั้งนี้จะจบลงอย่างไร
หน้าปกนวนิยาย Kissing U : จูบปรารถนา
8.1
เมื่อสาวอกหัก ยอมมาเป็นเพียงแค่มดแดงแฝงพวงมะม่วง ขอแค่ให้ได้อยู่ใกล้ชายที่รัก จนกว่าเขาจะแต่งงาน แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการเปิดประตูพรหมลิขิตเข้าอย่างจัง ตึกๆ ตักๆ ตึกๆๆ ตักๆๆ จังหวะการเต้นของหัวใจนาราชานั้นถี่กระชั้นขึ้นจนเธอเหมือนจะเป็นลม ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมองธามด้วยซ้ำ แม้จะไม่ได้มองแต่เพราะตอนนี้อยู่ใกล้กันมากเกินไป ใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆ ของธามได้ “โอ๊ย! ใจจ๋า อย่าเต้นดังไป เดี๋ยวเขาได้ยินหมด” นาราชาที่ยังคงหลับตาเอ่ยบอกหัวใจที่ตอนนี้เต้นรัวยิ่งกว่ากลองเพลยามออกรบ แต่เหมือนจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่นักและพอรับรู้ว่าปลายนิ้วของธามกำลังขยับ นาราชาก็ตัดสินใจเอ่ยถามออกไป “เอ่อ…ขะ…คุณธามคะ มันจำเป็นต้องจับตรงนั้นด้วยหรือคะ” “ตรงนั้นรู้เหรอว่าคือตรงไหน” “ก็ตรงที่คุณธามหยุดปลายนิ้วไว้น่ะค่ะ” เพราะยังคงหลับตา จึงไม่รู้ว่าตอนนี้มือธามอยู่ที่ไหน นั่นทำให้ธามอยากแกล้งคนรู้ดี “หึหึ…ถ้าไม่จับ แล้วฉันจะรู้ขนาดไหม” “หุ่นที่ปั้นนี่มันต้องรู้ขนาดของคนที่มาเป็นแบบ แบบเป๊ะๆ เลยเหรอคะ” “ใช่…ฉันชอบความเป๊ะ….” -------------------------------------------------------------------------------- “เสื้อเชิ้ตก็หอม เสื้อยืดก็หอม กางเกงยีนส์ก็ยังหอม โอ๊ย! เสื้อผ้าผู้ชายอะไรใส่แล้วยังหอมเหมือนยังไม่ได้ใส่ นี่ก็หอม เอ๊ย!” นี่ก็หอมที่ว่าคือบ็อกเซอร์สีขาวที่ตอนนี้อยู่ในมือเธอ แล้วเมื่อครู่เธอก็เอาเจ้านี่ขึ้นมาหอม มาดมไปตั้งหลายครั้ง หึหึ นาราชาเพ่งมองเจ้าบ็อกเซอร์สีขาวในมือ จินตนาการบางสิ่งบางอย่างก็โลดแล่นอยู่ในสมองอย่างไม่อาจห้ามได้ นั่นพลอยทำให้ใบหน้าเธอร้อนผ่าวๆ กับความคิดเชิงสิบแปดบวกของตัวเองในขณะนี้ “ยัยจิ้งบ้า คิดอะไรของหล่อน หล่อนเป็นผู้หญิงยิงเรือนะยะ” นาราชายิ้มเขิน แต่อยู่ๆ เสียงออดหน้าบ้านที่ดังขึ้นก็ทำให้คนที่กำลังเพ้อฝันถึงกับสะดุ้ง แล้วรีบออกไปดูทันที แต่พอเห็นว่าในมือกำลังถืออะไรติดมาด้วย ก็รีบเหน็บไว้กับขอบกางเกงพร้อมกับดึงเสื้อยืดตัวยาวที่สวมอยู่ลงมาปิด
หน้าปกนวนิยาย รักต้องห้าม  โทสะของผู้ปกครอง
8.7
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เอวาแอบรักภาคิน ผู้ปกครองที่รับเลี้ยงเธอหลังครอบครัวล้มละลาย แต่เมื่อเธอสารภาพรักในวันเกิดปีที่สิบแปด เขากลับระเบิดโทสะใส่และทำลายของขวัญที่เธอตั้งใจทำให้อย่างไม่ใยดี ซ้ำร้ายเขายังพาคู่หมั้นเข้ามาในบ้าน ทำลายสัญญาใจที่เคยมีให้กันอย่างสิ้นเชิง เมื่อคนที่เคยเป็นโลกทั้งใบกลับกลายเป็นคนที่ทำร้ายเธอที่สุด เอวาจึงตัดสินใจหนีความเจ็บปวดนี้ด้วยการเข้าเรียนที่จุฬาฯ และย้ายไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ เพื่อลบเขาออกไปจากใจให้พ้นจากหัวใจ