![หน้าปกนวนิยาย NightZ [V] CLINGY JUNIOR](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/2bb97e7d5001834806827233255/fDEQdFkHEAcA.webp!15491.webp)
NightZ [V] CLINGY JUNIOR
ตอน 3
เช้าวันต่อมา...
Rrrrrrrrrrrr~
เชนไงคนที่หล่อจะตาย เดินผ่านหมาหมายังอาย เหยียบขี้กูไมงงจัง?
“Shit -_-!”
ฉันหลุดปากออกไปจนใครอีกคนที่กำลังร่วมโต๊ะอาหารถึงกับละสายตาจากหน้าหนังสือพิมพ์มาเหลือบตามอง
เมื่อไหร่เชนกับไอ้แก๊งค์สามตัวบาทมันจะเลิกเอามือถือคนอื่นไปเปลี่ยนชื่อตัวเองยาวเหยียดแบบนี้สักทีฟะ แล้วฉันก็ไปบ้าตามมัน ทนอ่านจนจบก่อนกดรับเพื่อ =_=?
“ห้ามเลท! ห้ามตาย!”
เพราะรู้ว่าเชนมันจะเนียนไม่เข้าประชุมกับชมรมวารสารบ้าบออะไรนั่นแน่ๆ ฉันเลยกรอกเสียงแทนคำทักทายดักออกไป แต่มันสนที่ไหน -.-
“งั้นไม่สบายได้ช้ะ อากาศมันเปลี่ยนว่ะ อยากไอ แค่กๆๆ”
“สำออย ไม่มาเลิกคบ”
ถึงจะพูดไปงั้น แต่คนอย่างมันลองได้คิดว่าวันนี้จะไม่มา ต่อให้ฉันอยู่ในชุดนักศึกษามันก็ยังนอนอืดอยู่ในกองผ้านวมหนาๆ นั่นอยู่ดี
“เลิกคบไร ถ้าไม่มีกูมึงไม่มีใครละนะ แค่นี้แหละง่วง”
ตู๊ดๆๆๆ
เชนมันพล่ามออกมายาวเหยียดแล้วตัดสายไปดื้อๆ ให้ตาย! หาเรื่องให้แล้วเนียนหนีเอาตัวรอดคนเดียวแบบนี้ อย่าให้เจอจะตบสักที!
จิ๊! ตึงงงง!
“ไม่มีมารยาท”
“บอกตัวเองรึไง?!”
น้ำเสียงยียวนของคนตรงหน้าดังขึ้นมาทันทีที่ฉันโมโหโยนมือถือลงบนโต๊ะอาหารอย่างเซ็งๆ ฉันเลยสวนกลับไป
แหม...พ่อคนดีเดินข้ามฟากจากตึกตัวเองมาฝากท้องที่นี่ มีมารยาทตาย!
“กำหนดการอยู่ไหน?”
นั่นไง..ว่าแล้วเชียว ใครมันจะลงทุนเดินกินลมชมวิวข้ามตึกคนละฝั่งมาโดยไม่หวังอะไร โดยเฉพาะไอ้บ้านี่ที่ไม่เคยสิงอยู่แถวนี้ถ้าไม่มีธุระสำคัญ
“ไม่รู้ เพราะไม่ไป” ฉันตอบกวนๆ กลับไปแม้จะรู้ดีว่ากำหนดการที่ถูกพูดถึงเป็นข้อบังคับที่เราต่อรองไม่ได้
ใช่..ต่อรองไม่ได้
ด้วยสถานะที่ฉันบังเอิญเข้าไปเกี่ยวพันตั้งแต่ก้าวเข้ามาอยู่ที่นี่ไง เอาจริงถ้าจะให้พูดถึง background ของตัวเองก็ไม่รู้จะให้ค่าความสวยงามกับทางเดินที่ถูกโปรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบนี้สักเท่าไหร่...
เพราะเท่าที่จำความได้ ‘Dark Shadow Castle’ คือที่อยู่ที่เป็นทางการที่สุดของฉันไง หรือถ้าจะให้ใช้คำเรียกเท่ๆ แบบละครไทยมันคือ ศูนย์บัญชาการของแก๊งค์มาเฟีย Dark Shadow ที่คนทั่วไปอาจไม่ได้ให้ความสนใจ
แต่สำหรับผู้ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์มากมาย ไม่มีใครไม่รู้จักหรือกล้าก้าวล้ำเส้น แทรกแซงทุกอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น Member ของ ‘Dark Shadow’ เลยสักคน
เพราะแบบนี้ Dark Shadow ถึงมีเครือข่ายขนาดใหญ่จากมือของคนในครอบครัวเดียวกันที่ร่วมกันสร้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ร่วมกันทำลาย!
อย่างว่าแหละนะ..ผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร และการทุจริต คอร์รัปชันมากมายก็เป็นเรื่องที่อธิบายยาก เพราะมันเกิดขึ้นภายใต้กฎที่ควบคุมเราไว้แบบไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ ซึ่งคนตรงหน้าฉันก็เข้าใจมันดี
และถึงแม้ Dark Shadow จะเต็มไปด้วยสมาชิกในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกัน
....แต่ฉันไม่ใช่หนึ่งในนั้น!
ด้วยความสัตย์จริง และขอย้ำอีกครั้ง..ว่าฉันไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับทุกคนในนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไล่ลำดับความสัมพันธ์กันอีกที ฉันก็มีสิทธิ์เทียบเท่ากับ Member ของ Dark Shadow คนอื่นๆ เหมือนกัน หรืออาจจะต่างกันตรงที่ฉันมีสิทธิพิเศษที่มากกว่า
เพราะฉัน... เป็นลูกสาวบุญธรรมของท่านผู้นำสูงสุดแห่ง Dark Shadow คนปัจจุบัน!
และฉัน..เป็น 1 ใน 2 ของผู้มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะประจำการอยู่ที่นี่ โดยแบ่งพื้นที่คนละฟากตึกกับทายาทที่แท้จริงอีกคน ซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตที่อัพเกรดความนิ่งไม่สนโลกของตัวเองขึ้นทุกปี ทั้งที่เมื่อก่อนยังง้องแง้งจนเกือบโดนฉันเตะอยู่หลายที...
‘ติณณ์..หรือ เตโช’ คือชื่อโหลๆ ของไอ้คนตรงหน้านี้ไงล่ะ!
แต่ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกันทางความสัมพันธ์หรือลำดับญาติอะไรเทือกนั้น ฉันก็ไม่ได้ออกตัวว่าอยากจะรู้จักอะไรกับหมอนี่สักเท่าไหร่ เพราะไม่ชอบความวุ่นวายที่พ่วงยาวมาเป็นขบวนรถไฟ และที่สำคัญ...หมอนี่เป็น 1 ในสมาชิก Nightshade ด้วยไง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ารำคาญที่สุดในมหาลัยตอนนี้เลยก็ว่าได้
อ้อ..แต่อย่าคิดว่าการจับพลัดจับผลูมาเป็นส่วนหนึ่งของ Dark Shadow แบบงงๆ นี้มันจะเป็นเรื่องดีนะ เพราะเท่าที่ลองลิสต์ดู ถ้าเอาเรื่องราววุ่นวายภายในแก๊งค์มาเขียนหนังสือ คงยาวได้ประมาณสิบเล่มเรียกว่าอ่านกันจนตาลาย =_=
เพราะงั้น...ฉันที่เป็น Dark Shadow แค่ในนามจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวหรือลงรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวกับแก๊งค์มากจนเกินไป เพราะการทำตัวลึกลับ ไม่ซึมซับความวุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่แบบนี้มันง่ายดี
“อะแฮ่ม! เมื่อกี๊ป้าได้ยินน้า~ ไม่ไปไม่ได้นะคะ ห้ามสองคนนี้อยู่คุยกันนานๆ เชียวนะ เกิดจับมือกันประท้วงขึ้นมา คุณท่านลมจับแน่ๆ”
‘คุณป้ามาร์ธา’ คนสนิทของท่านผู้นำแห่ง Dark Shadow หนึ่งในผู้อุปการะเลี้ยงดูฉันพูดขึ้นมาทำลายความเงียบระหว่างเราจนหมดสิ้น พร้อมกับยื่นซองจดหมายสีน้ำเงินเข้ม ที่ยังคงความคลาสสิคตลอดกาลสองซองมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเราทั้งคู่
หึ..น้ำเงินเข้ม สีที่แสดงถึงความสันติ ความภาคภูมิใจ ความไว้วางใจ และความจงรักภักดี...
แต่อีกนัยหนึ่ง...ก็แฝงไปด้วยความเศร้าไม่รู้ทำไมไม่เปลี่ยนสักที
‘ฟาริดา ภัทรเดชา’
จิ๊ -_-!
นี่ก็เป็นอีกเรื่อง..ที่แจ้งไปกี่ที จดหมายที่ได้รับก็ยังจ่าหน้าซองแบบเดิมอยู่ดี ที่จริง..ถึงจะจดทะเบียนเป็นลูกบุญธรรม แต่ฉันก็ยังใช้นามสกุลเดิมของตัวเองมาตั้งนานหลายปี ไว้ผ่านไปแถวนั้นจะลองถามคนส่งจดหมายดูสักที ว่าจะกดดันให้ใช้ ‘ภัทรเดชา’ ให้ได้เลยรึไง -.-
อีกอย่างท่านผู้หญิง ภรรยาของท่านผู้นำก็เห็นดีเห็นงามว่าการไม่ใช้ ‘ภัทรเดชา’ มันปลอดภัยกับฉันที่มีศักดิ์เป็นลูกสาวคนเดียวของพวกท่านที่สุดไง
แล้วก็นะ..เพราะเป็นลูกสาวที่อายุน้อยมากจนเหมือนจะเป็นหลานสาว ฉันเลยชอบกัดกับบรรดาหลานชายของพวกท่านทุกครั้งที่เจอ..ไม่ว่าจะคนไหน
ฉันเปิดซองจดหมายในมือออกและคลี่กระดาษเพื่ออ่านรายละเอียดข้างใน แต่แค่เห็นตัวหนังสือหนาๆ คร่าวๆ ก็ทำเอากระตุกยิ้มมุมปากสะใจออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“There! There! (โอ๋ๆ) ”
มองดูผิวเผินเนื้อหาในนี้ก็แค่คำสั่งเรียกตัว Member ทุกคนในรุ่นเดียวกันกลับ DS Castle Japan เพื่อประทับตรา มีการทดสอบทักษะและสมรรถภาพร่างกาย ความว่องไว กับสกิลทั่วไปในการป้องกันตัวที่สามารถทำได้ ซึ่งมันไม่ได้ยากอะไร แต่ไอ้ตัวหนังสือเล็กๆ หนาๆ ที่ต่อให้อ่านวนไปวนมา คนตรงหน้าฉันก็ดันมีเอี่ยวกับมันเต็มๆ นี่สิที่น่าสนใจยิ่งกว่า :)
“ช่วยเก็บเป๋าได้”
ฉันส่งเสียงยียวนออกไป แต่ปฏิกิริยาที่ตอบกลับมาจากคนตรงหน้ากลับนิ่งเฉย แต่ก็แฝงไปด้วยความหนักใจอย่างไม่ปกปิดอะไร
“เงียบ..คิดถึงน้องชาย?”
ฉันแกล้งดัดเสียงล้อเลียนหมอนี่ออกไปใหม่ แม้จะรู้ว่าสถานการณ์มันไม่ได้เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ก็มั่นใจว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก
“กินไป”
เสียงเรียบตอบกลับมา พร้อมกับซองจดหมายที่ถูกวางลงบนโต๊ะ และแววตาที่บอกถึงความรู้สึกหลากหลาย ไอ้สีหน้าไม่สู้ดีแต่ไม่แสดงออกอะไรมันชวนอึดอัดมากนะให้ตาย
แต่อย่างว่าอ่ะ..ใครมันจะอยากนั่งอธิบายให้คนอื่นฟังว่าตัวเองคิดอะไร ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้สนิทก็คงจะนั่งเงียบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน
“เจอบ้างมั้ย?”
คำถามสั้นๆ ของคนที่ตีหน้าซื่อหยิบหนังสือพิมพ์ไปเปิดอ่านต่อแบบไม่รู้ไม่ชี้อะไรทำให้ฉันหลุดยิ้มมุมปากออกไป คงเพราะฉันเทียวไปเทียวมาสองศูนย์บัญชาการแทนท่านผู้นำบ่อยๆ ส่วนหมอนี่ก็เอาแต่ปลีกวิเวก วุ่นวายอยู่กับธุรกิจตัวเอง และพยายามตัดขาดจาก Dark Shadow มากสุดเท่าที่ทำได้เลยไม่มีโอกาสได้เจอใครอีกคนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่เลยไง
“ถามทำไม?”
ฉันแกล้งแซวๆ ไป จะว่าเจอก็ใช่.. แต่ช่วงนี้ก็เจอไม่บ่อยเท่าไหร่ตั้งแต่ยุ่งๆ
“เป็นพี่...ก็ดัดนิสัยมันซะบ้าง”
น้ำเสียงเรียบเล็ดลอดออกมาจากข้างหลังหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ ยิ่งชวนให้ฉันยิ้มกว้างออกไปในความขี้เก๊กของคนสองคนที่เหมือนกันจะตายเวลาพูดถึงอีกฝ่าย
“หรอ แล้วเราอ่ะเป็นไร?”
ฉันพยายามกลั้นยิ้มและเลิกคิ้วถามออกไป แม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าทำกลบเกลื่อน แกล้งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆต่อไป
“.....”
“ไม่ตอบ? เอ๊ะทำไมคุ้นๆ เหมือนเมื่อก่อน...”
ฟรึ่บ!
“ไม่ไปเรียนรึไง?”
ระดับความสูงของหนังสือพิมพ์ถูกลดลงพร้อมกับน้ำเสียงที่เริ่มดุเหมือนจะขู่กันยกใหญ่
“ไปดิ...”
ฉันตอบกลับไปหน้าตาย แล้วหมอนี่ก็ปรายตาเป็นเชิงไล่ให้รีบออกไป
“แต่ก่อนไป..คิดถึงคินมันมั้ยถามจริง? ”
ครืดดด!
พูดจบฉันก็หลุดขำแล้วดันเก้าอี้แล้วลุกพรวดเพราะรู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไร
พรึ่บ! หมับ!
แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเป๊ะ หนังสือพิมพ์ในมือติณณ์ถูกพับลวกๆ และปลิวตามแรงเขวี้ยงมาแบบไร้ซึ่งความเกรงใจ ดีที่ฉันรับมันไว้ได้ทันพอดี
“แย่จริงๆ มาบ้านคนอื่นแล้วเขวี้ยงของพร่ำเพรื่อแบบนี้...ใช้ได้ที่ไหน”
พรึ่บบบ!
พูดจบฉันก็เขวี้ยงหนังสือพิมพ์กลับไปขำๆ แต่หมอนั่นก็หลบไวพอกันเลยกลายเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นตรงลิ่วไปปัดแก้วกาแฟหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย ตามมาด้วยเสียงของป้ามาร์ธาที่กำลังยืนทำหน้ากลุ้มใจไม่ไกลจากพวกเราเท่าไหร่
เพล้งงง!
“ว๊ายยย! โถ คุณๆ ข้ามฝั่งมาเจอกันทีไรก็มีเรื่องทุกที ถ้ามีคุณคิระอีกคนนี่ป้าไม่อยากจะคิดเลย เฮ่ออออ...”
คุณอาจจะชอบ





