ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย เล่ห์ร้ายจำนนรัก

เล่ห์ร้ายจำนนรัก

เมื่อบรรยากาศพาไปจนเกิดความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจ หญิงสาวจึงถูกชายหนุ่มสบประมาทด้วยถ้อยคำรุนแรงว่าเธอกำลังยั่วยวนเขา ท่ามกลางความอับอายและสับสน เธอพยายามโต้กลับเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาอันร้ายกาจนั้น แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความประหม่าจนแทบจะยืนไม่อยู่ แต่เธอก็ต้องรวบรวมความกล้าเพื่อเผชิญหน้ากับท่าทีคุกคามของเขาที่ทำให้เธอทั้งโกรธและหวั่นไหวในเวลาเดียวกัน เรื่องราวความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยคำสบประมาทจะลงเอยอย่างไรในเกมรักครั้งนี้
ตอน
แชร์

ตอน 2

นางแขไขมองดูบุตรสาวที่เอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ริมคลองด้วยความสงสารและหนักใจ เพราะพราวแสงแขไม่ยิ้มหัวไม่พูดกับใครมาหลายวัน กินข้าวก็น้อยราวแมวดมร่างระหงของเธอดูผอมบางลงไปอีกเท่าตัวร่างที่เล็กอยู่แล้ว ยิ่งดูเล็กบอบบางราวจะแตกหักได้ง่ายๆ   

“พราว มากินหน่อยเถอะลูก...” แขไขเดินมาแตะบ่าบอบบางของบุตรสาวเบาๆ ด้วยความอาทร 

“พราวยังไม่หิวค่ะ แม่ทานก่อนเถอะ” 

“พราวไม่กินข้าวมาทั้งวันแล้วนะลูก อย่าทำแบบนี้ แม่เป็นห่วงรู้มั้ย แม่มีลูกคนเดียวหากลูกเป็นอะไรไปแม่จะอยู่อย่างไรล่ะลูก...” คำพูดของมารดาทำให้หญิงสาวที่เอาแต่ซึมเศร้าหันมามองมารดาด้วยความรู้สึกผิด 

“พราวขอโทษค่ะแม่ พราวเป็นลูกที่ไม่เอาไหนเลย พราวไม่ดีที่ทำให้แม่เป็นห่วงทำให้แม่ต้องเสียใจ”  

“ไม่เลยจ้ะลูก พราวเป็นเด็กดีของแม่เสมอ และพราวไม่เคยทำให้แม่เสียใจเลยสักครั้ง แม่แค่เป็นห่วงลูกเท่านั้น แต่หากลูกของแม่จะเสียใจเพราะผู้ชายห่วยๆ เพียงคนเดียวจนทำร้ายตัวเองแบบนี้อีก แม่จะเสียใจมากรู้มั้ยลูก...” ผู้เป็นแม่กล่าวเบาๆ ลูบแผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านขึ้นลงเพราะแรงสะอื้นด้วยความรักที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

“พราวไม่ได้เสียใจเพราะพี่วายุทิ้งพราวหรอกค่ะ แต่พราวเสียใจที่เมรี่หักหลังพราว ทำร้ายพราวทั้งๆ ที่เราเรียนมาด้วยกัน ด้วยกันอยู่ด้วยกันมาตลอดหลายปีท่าผ่านมา เมรี่ไม่เคยมีทีท่าว่าจะทำร้ายพราวเลยสักนิด แต่...” พราวแสงแขเงยหน้าขึ้นมาจากอ้อมอกของมารดาพลางเช็ดน้ำตาให้เหือดแห้ง 

“แม่เข้าใจจ้ะ แม่ไม่รู้หรอกว่าระหว่างคนสองคนนั้นเขาจะเป็นยังไง หรือตอนนี้หนูเมรี่จะเป็นยังไง แม่สนใจแค่ว่า ตอนนี้ลูกของแม่จะเป็นอย่างไรมากกว่า” 

“พราวดีขึ้นแล้วค่ะ แต่พราวแค่รู้สึกยังไม่พร้อมจะทำอะไรก็เท่านั้น...”

“หากลูกยังคิดว่าไม่พร้อมจะทำอะไร ก็มาดูผ้าที่แม่จะรีดส่งเขาเย็นนี้สิจ๊ะ แล้วพราวจะรู้ว่าพราวจะทำอะไรต่อไป” 

มารดาพูดด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าที่ยังคงมีเค้าความงามนั้นอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความรักที่ไม่มีวันหมดไปจากใจ

“ค่ะแม่ แล้วพราวจะรีดให้เสร็จเรียบร้อยทั้งหมดเลย แม่นั่งดูเฉยๆ ก็พอ...” 

“จ้ะ งั้นเราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่าจะได้มาช่วยกันทำงาน...” นางแขไขรู้สึกดีใจและเป็นสุขเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของบุตรสาวอีกครั้ง...

“พราวสัญญาว่าต่อไปนี้พราวจะเข้มแข็ง จะไม่เป็นคนอ่อนแอให้ใครมารังแกง่ายๆ ได้อีกแล้วค่ะ” 

หญิงสาวบอกมารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง ต่อไปนี้เธอจะเป็นคนใหม่ เธอจะต้องเป็นหญิงแกร่งไม่ยอมแพ้ไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงรังแกทั้งร่างกายและจิตใจได้อีกแล้ว พราวแสงแขบอกตนเองอย่างหนักแน่น...

เมื่องานมงคลสมรสระหว่างเมริสากับวายุผ่านไปด้วยดี แต่สำหรับคุณ มาลินี มารดาของเมริสาแล้วนั้นกลับไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ของบุตรสาวเลยสักนิด นางรู้สึกไม่ไว้ใจผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นเขยสักเท่าไหร่ ลักษณะท่าทางของวายุนั้นหลุกหลิกไม่น่าเชื่อถือและแววตาของชายหนุ่มไม่มีความจริงใจ สิ่งที่นางเห็นมีแต่ความละโมบเท่านั้น หากแต่นางกลับนิ่งเฉยเพราะความรักที่มีต่อบุตรสาวคนเดียวต่างหากและรู้ดีว่าหากขัดขวางเมริสาจะยิ่งดึงดันจนทุกอย่างอาจจะเลวร้าย จนนางเองก็นึกเสียใจที่เลี้ยงดูเมริสาอย่างตามใจจนเกินไป

“จะบินกลับมาดริดเลยหรือแมท...” 

คุณมาลินีถามชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มได้รูป จมูกโด่งสวยรับกับริมฝีปากหยักและคางบึกบึนที่มีรอยผ่าบุ๋มอยู่ตรงกลาง ผิวสีน้ำตาลเข้มสม่ำเสมอทำให้เขาดูแข็งแกร่งมีเสน่ห์น่าค้นหา ดวงตาคมยาวใหญ่สีมรกตนั้นทอประกายกล้าอยู่เสมอมอง มารดาเลี้ยง อย่างอ่อนโยน รอยยิ้มบางๆ แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าเฉยกระด้างทำให้ แมทธิว โรดิเกรซ มาเวลล์ ดูเป็นชายหนุ่มอ่อนโยนน่าเข้าใกล้มากกว่าที่เขาทำหน้าเฉยชาไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใดของหนุ่มลูกครึ่งสเปน ฝรั่งเศสวัยสามสิบสองปีคนนี้ แต่บุคลิกของเขากลับทำให้สาวๆ หลงใหลไปครึ่งค่อนโลกเลยทีเดียวเมื่อครั้งหนึ่งแมทธิวเคยได้ถ่ายแบบหนังสือแฟชั่นชายร่วมกับเพื่อนรักของเขาซึ่งเป็นนายแบบหนุ่มชื่อดังมาแล้วในสมัยที่เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้ายซึ่งแมทธิวการถ่ายแบบครั้งนั้นทำให้ชื่อของแมทธิว ติดอันดับผู้ชายที่หล่อเหลามีเสน่ห์ที่สุดในสเปนเลยก็ว่าได้   

“ครับ งานที่นั่นยุ่งมาก ผมคงต้องกลับคืนนี้เลยครับคุณแม่...” ชายหนุ่มตอบด้วยภาษาไทยชัดเจนไม่มีแปร่งหูสักนิดจนผู้ที่พร่ำสอนมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยมองเขาด้วยความชื่นชมภูมิใจ  

“น่าจะอยู่พักผ่อนก่อนสักวันค่อยกลับไป แมทนี่ล่ะก็ทำตัวยุ่งอยู่เสมอ จนเห็นงานสำคัญกว่าแม่แล้วสิ”

“โธ่ ใครจะเห็นอะไรสำคัญไปกว่าคุณมาลินีล่ะครับ” 

ชายหนุ่มกล่าวยิ้มๆ แล้วเดินมาโอบกอดร่างอวบอิ่มเปล่งปลั่งอย่างคนที่มีสุขภาพดีของคุณมาลินีไว้ด้วยท่าทางอ่อนโยน ร่างสูงถึง188 เซนติเมตรดูเก้งก้างเมื่อค้อมตัวโอบร่างของคุณมาลินีไว้  

“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ต่ออีกสักวันสิลูก” 

“ไม่ได้หรอกครับผมมีงานสำคัญมากรออยู่ แต่สัญญาว่าหากงานเสร็จเรียบร้อยผมจะกลับมาพักยาวๆ ที่เมืองไทยสักสามสี่เดือน อยู่จนคุณแม่เบื่อขี้หน้าไปเลย” 

“ไม่มีทางที่แม่จะเบื่อหรอกลูก แม่อยากเห็นลูกๆ มาอยู่กันพร้อมหน้า” คุณมาลินีกล่าวเสียงแผ่วเหมือนมีอะไรในใจซึ่งแมทธิวก็พอจะดูออก

“คุณแม่กังวลเรื่องสามีของน้องใช่มั้ยครับ...” 

“เขาดูไม่จริงใจ” นางเอ่ยสั้นๆ แต่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ทำให้คนฟังรู้สึกกังวลไปด้วย 

“ผมจะไม่มีวันยอมให้เขาทำร้ายเมรี่ได้หรอกครับ หากเขาคิดจะหลอกลวงเรา เขาเจอผมแน่” 

“จ้ะ แม่รู้ว่าแมทน่ะทำได้ แต่ตอนนี้หากเราขัดน้องไปก็เหมือนน้ำเชี่ยวที่จะพัดพาเรือให้จม ไร้ประโยชน์...” คุณมาลินีถอนหายใจ 

“ผมว่าน้องก็ควรได้รับบทเรียนบ้างหากเราคิดถูกจริงๆ เรื่องแบบนี้เรายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุครับ เรารอดูดีกว่าบางทีผู้ชายคนนั้นมันอาจจะคิดได้และเป็นสามีที่ดีของน้องก็ได้ เพราะถ้าไม่ ผมเอามันตายแน่...” 

แมทธิวบอกเสียงเข้มดวงตาคมฉายแววจริงจังซึ่งคุณมาลินีรู้ดีว่าแมทธิว สามารถทำได้ตามที่พูดไว้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง...

“เอาเถอะๆ แม่ว่าเรื่องนี้ปล่อยให้มันผ่านไปก่อน แล้วค่อยมาว่ากันใหม่ แมทเดินทางดีๆ นะลูก ขอให้ลูกแม่ปลอดภัยเสมอ” 

นางกล่าวอย่างอ่อนโยน แมทธิวกราบลงอกนุ่มของมารดาอีกแล้วกอดร่างบอบบางของนางอีกครั้งก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่ติดเครื่องยนต์รอ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ร้อยเล่ห์กลหัวใจ
9.2
“ไม่รู้เรื่องได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันคงไม่ถูกแม่บังคับให้ต้องแต่งงาน” “อ๋อ...หวงชีวิตโสด” ธีรนัยน์เสียงขลุกขลักในลำคอ “คนอะไรไม่เจียมสังขารเอาเสียเลย แก่จวนจะเข้าโลงอยู่แล้วยังทำตัวลอยชาย มุดห้องนี้ออกห้องโน้นอยู่ได้ นอนไม่หลับหรือไงถ้าไม่มีตุ๊กตามีชีวิตนอนเคียงข้างน่ะ” “ถามตัวเองดีกว่ามั้งลูกตาล เพราะฉันคนนี้ไม่อยู่ในห้องนอนให้เธอกอดไม่ใช่หรือไง เธอถึงได้หงุดหงิด จนต้องออกมาเดินตากลมชมดาวบนท้องฟ้าคนเดียวน่ะ” “เปล่า ฉันกำลังหาทางทำให้คุณล้มเลิกความคิดบ้าๆ นั่นต่างหากล่ะ ไม่เสียเวลามาคิดเรื่องไม่มีคนให้นอดกอดหรอกย่ะ” โชคดีที่ได้รู้เรื่องจากนิสากรมาก่อน ทำให้เธอพอมีเวลาคิดหาคำพูดโน้มน้าวใจให้สิงขรยกเลิกความคิด
หน้าปกนวนิยาย ให้รักมัดใจ
7.9
มาลีรินทร์ทายาทสาวผู้มั่งคั่งตัดสินใจใช้เสน่ห์และพรหมจรรย์เป็นเดิมพันเพื่อหาที่พึ่งใหม่หลังถูกตัดออกจากกองมรดก เป้าหมายของเธอคือแอนดี้ อดิรัตน์ มหาเศรษฐีเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับโลกผู้แสนเย็นชา แม้เธอจะพยายามผูกมัดเขาด้วยความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพื่อความอยู่รอด แต่รินกลับพบว่าชายที่เพียบพร้อมคนนี้แท้จริงแล้วร้ายกาจยิ่งกว่าซาตาน และเขากลายเป็นพันธนาการที่เธอมิอาจหลบหนีได้พ้นในเกมรักที่เดิมพันด้วยชีวิตครั้งนี้
หน้าปกนวนิยาย คลุมถุง(พุ่ง)ชน(หัวใจ)
9.8
ช้องนางได้ยินเพื่อนเจ้าบ่าวเอ่ยแซวว่าพระแสงคงดีใจได้เมียเป็นตัวเป็นตนแถมได้เล่นของสูง เพราะต้องสอยเจ้าสาวลงจากคาน หากไม่ติดว่าเป็นเจ้าสาวเองหล่อนจะตบปากพวกนี้เรียงตัว โทษฐานปากเสียชอบเอาความจริงมาพูด แถมแม่ยังเคยบ่นบ่อยๆ ว่า “เลือกมากก็กอดคานเน่าๆ ไปจนตายเถอะนังช้องเอ๊ย” แล้วไงละ พอหล่อนไปบอกว่าจะแต่งงานกับหลานยายมาลัย แม่ถึงกับหัวเราะกลิ้ง แล้วลูบหัวเบาๆ ก่อนดึงมากอดแล้วพูดเหมือนปลอบใจ “เมายาสีฟันมาหรือนังช้อง นายพระแสงเขาเคยชายตาแลแกหรือเปล่า เห็นผู้หญิงสาวๆ สวยๆ ตามตูดต้อยๆ มีหรือจะมองสาวแก่อย่างแก” “คำก็สาวแก่ สองคำก็สาวแก่ ก็นี่ไงสาวแก่ของแม่จะเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว จริงๆ” แม้จะแต่งหลอกๆ แต่ยายมาลัยเล่นใหญ่ทำให้สมจริงสมจัง มีพิธีมงคลสมรส มีงานเลี้ยงและมีทะเบียนสมรสให้ ยกเว้นแต่สินสอดทองหมั้นที่ไม่มีและไม่เคยได้ยินแกเอ่ยถึง สำหรับช้องนางแล้วการได้แต่งงานอยู่กินกับพระแสงคือสุดยอดแห่งความปรารถนา แม้ต้องใช้เล่ห์กลหลอกล่อเข้าหาญาติผู้ใหญ่ของเขาจนเกิดการ “คลุมถุง(พุ่ง)ชน(หัวใจ” ขึ้นหล่อนก็ภูมิใจ
หน้าปกนวนิยาย สามีสั่งชานมเย็นหวานน้อยไม่น้ำแข็ง ฉันเลือกยุติชีวิตคู่เจ็ดปี
8.8
เจียงเจียเหนียนตัดสินใจขอหย่ากับเสิ่นหนาน สามีศาสตราจารย์ผู้แสนเย็นชาหลังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาเจ็ดปี จุดแตกหักเกิดขึ้นเพียงเพราะชานมเย็นหวานน้อยไม่ใส่น้ำแข็งที่เขาสั่งให้เธอ แม้หลินหยวนหยวนนักศึกษาสาวคนใหม่จะพยายามช่วยพูดให้เธอมองข้ามเรื่องเล็กน้อยนี้ไป แต่เสิ่นหนานกลับไม่เข้าใจและตำหนิว่าเธอใช้อารมณ์เกินเหตุ ทว่าสำหรับเจียเหนียนแล้ว ชานมแก้วนั้นคือหลักฐานความเหินห่างที่ชัดเจนจนเธอเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างและเดินจากไปพร้อมใบหย่าในวันรุ่งขึ้น
หน้าปกนวนิยาย หวงรัก พันธะสวาท
8.0
“เลือกเอานะคะ ระหว่างความสุขของคุณกับชีวิตของสิปรางค์” กรกันต์รู้ว่านั่นไม่ใช่เพียงคำขู่ของคนอกหัก ทว่ามันคือคำอาฆาตของคนที่แค้นฝังใจต่างหาก มาร์ตินี่อีกแก้วจึงถูกสาดลงคออย่างรวดเร็ว ค่ำคืนนี้เขาที่จะใช้มันดับความทุกข์ทั้งหมดที่มี เครื่องดื่มมึนเมาทั้งหลายที่ถูกนำออกมาด้วยคงช่วยให้ลืมบางสิ่งบางอย่างได้อย่างไม่ยากเย็นนักลืม แต่ภาพที่เขาเห็นตรงหน้า สิปรางค์ยังคงก้มๆ เงยๆ อยู่ในห้องลองชุด หญิงสาวมาทำอะไรตรงนี้ ตอนนี้สี่ทุ่มกว่าแล้ว เธอควรพักผ่อนเพื่อใครอีกคนไม่ใช่หรือ? ด้วยความสงสัย บวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่แล่นพล่านในกระแสเลือด กรกันต์ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาทีก็หยุดอยู่ตรงหน้าเธอ กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกทำให้สิปรางค์เงยหน้าขึ้นมอง “เฮีย” แต่พอเห็นสีหน้าแดงก่ำของเขา เธอก็ทำท่าจะผละหนี “เดี๋ยวสิ” กรกันต์รีบรั้งแขนเธอไว้ ขณะที่ชั่งใจอยู่ชั่วครู่แล้วเอ่ยขึ้นว่า “คุยกันก่อนได้ไหม” เขาขอร้องเสียงเครียด ทั้งปาก ทั้งตา มันสั่นไปหมด เพราะมั่นใจว่าหากปล่อยมือเธอไป โอกาสแบบนี้คงไม่มีอีกแล้ว สิปรางค์มองแววตาแดงก่ำของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ปรากฏความรู้สึกใดๆ ออกมา “เราไม่มีอะไรต้องคุยกันค่ะ นี่ก็ดึกแล้ว...ปรางค์ขอตัวนะคะ” หญิงสาวตัดบทอย่างคนใจร้าย ไม่อาทรต่อความน้ำเสียงเว้าวอนของเขาของสักนิด ซ้ำร้ายยังสลัดมือเขาออกอย่างไร้เยื่อใย ในจังหวะที่กำลังจะหมุนตัวหนี จู่ๆ เขาก็พุ่งมากอดจากด้านหลัง “ปรางค์...” เขาพูดแค่นั้นก็เงียบหายไปหลายนาที ส่วนเธอก็ยังยืนยันเจตนาเดิม วันนี้หัวใจเเข็งแกร่งกว่าเมื่อวาน เพราะฉะนั้นความอบอุ่นจากลำแขนทั้งสองจึงไม่สามารถทำให้เธอหวั่นไหวได้อีก ในเมื่อเขาอยากกอด อยากยื้อให้ตัวเองเจ็บปวด...ก็ตามใจ “พรุ่งนี้...” กรกันต์พยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น “เฮียจะเป็นของคนอื่นแล้ว เราจะคุยกันดีๆ สักครั้งไม่ได้เลยเหรอ?” “...” “หยุดทำตัวห่างเหิน หยุดทำเหมือนระหว่างเรามันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันสักทีได้ไหม!” “แล้วเรายังมีอะไรที่เกี่ยวข้องกันอีกคะ สายเลือดเดียวกันก็ไม่ใช่ เพื่อนกันก็ไม่ใช่ ยิ่งคนรัก...ก็ยิ่งไม่มีวันได้เป็น!” “แต่ปรางค์ท้อง...” เขาหยุดพูด ท่ามกลางความร้อนผ่าวที่หัวตาทั้งสอง “ลูกของเฮีย...อยู่ในนี้” มือหนากำลังเลื่อนลงไปหน้าท้องที่นูน ทว่ากลับถูกสิปรางค์ปัดออกอย่างรวดเร็ว “ห้ามแตะต้องเขานะ!” เธอพลิกตัวหนี สองมือโอบท้องตัวเองไว้ด้วยความหวงแหน สิปรางค์ไม่มีท่าทีแปลกใจสักนิดที่เขารู้ว่าเธอท้อง ถ้าเขาดูไม่ออกนี่สิ...คงเป็นเรื่องแปลกพิกล หูตาของกรกันต์มีไปทั่ว จนเธอคร้านกวาดตามองหา หากชายหนุ่มอยากรู้นัก เธอก็จะสนองความต้องการนั้นด้วยความจริงที่เขาจะทำได้แค่เพียงมอง... ทว่านาทีนั้นเองเธอเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีหยาดน้ำใสๆ เปรอะเปื้อนซีกแก้มด้านซ้ายของอีกฝ่าย เขาจะร้องไห้ทำไมกัน ในเมื่อคนถูกกระทำมาตลอด คือ เธอ! “คนใจร้าย...ห้ามแตะต้องหัวใจของปรางค์อีก!” อาการหวงแหนเกินเหตุนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับชายหนุ่มมหาศาล กรกันต์ตัดสินใจขยับเท้าเข้าหา แต่พอเห็นเธอเตรียมขยับหนีราวกับรังเกียจกัน เขาจึงยืนนิ่ง “ปรางค์...” เสียงเขาอ่อนล้านัก อาจเพราะหัวใจมันแห้งเหือดมาหลายเดือน ความจงเกลียดจงชังที่เธอแสดงออก มันจึงส่งผลกระทบต่อหัวใจเขาอย่างจัง “เขาเป็นของปรางค์คนเดียว เฮียไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาด้วยซ้ำ และการที่ปรางค์มาที่นี่ไม่ได้หมายความว่าปรางค์จะยอมเฮียทุกอย่างหรือจะขออะไรก็ได้ อย่าลืม...ว่าปรางค์ก็ยังเป็นปรางค์อยู่วันยังค่ำ เมื่อก่อนเคยร้ายยังไง วันนี้ก็จะเป็นอย่างงั้น ในเมื่อต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ พรุ่งนี้เฮียก็คอยดูฤทธิ์เดชของผู้หญิงคนนี้ได้เลย” คำกล่าวของเธอไม่เกินจริงสักนิด สิปรางค์มาที่นี่เพราะหน้าที่และคำขอของผู้มีพระคุณก็เท่านั้น หากแต่กรกันต์ยังยื้อ ไม่ยอมปล่อยวางเรื่องระหว่างกันดังที่เคยพูด พรุ่งนี้เธอก็จะทำให้เขาเห็นว่าการไม่รักษาคำพูดเป็นอย่างไร “ปรางค์จะทำอะไร” สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถาม ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ดูจะเลือนหายไปหลังจากได้กลิ่นกายอ่อนๆ ของเธอ “อยากรู้ก็มีชีวิตอยู่ให้ถึงพรุ่งนี้สิ”
หน้าปกนวนิยาย ยังคงรักกันอยู่ไหม
9.0
ความรักที่แสนหวานของพลอยฟ้าต้องพังทลายลงเมื่อความจริงปรากฏว่าปราบซ่อนใครอีกคนไว้ แม้เธอจะรักเขาจนหมดหัวใจ แต่เขากลับมองว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิงจืดชืดที่น่ารำคาญและไร้ค่า ปราบปฏิเสธความผิดและบีบคั้นหัวใจเธอด้วยคำพูดที่โหดร้าย โดยให้เธออดทนรอในฐานะผู้ถูกเลือก ท่ามกลางความเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวง พลอยฟ้าจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์และขอหย่าเพื่อคืนอิสรภาพให้แก่กัน แม้ต้องกลายเป็นแม่หม้ายเธอก็ยอมเดินจากไปเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง