
สามีข้าจะเกี้ยวท่านเอง
ตอน 3
ในตอนที่ข้าตายนั้น ข้าก็อยู่ในชุดของคนสูงศักดิ์ที่ผีตนหนึ่งบอกกับข้าว่า
“จากชุดที่ข้าเห็นนี้ ข้าคิดว่าเจ้าต้องเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์อยู่ในวังหลวง ชุดแบบนี้ต้องเป็นหนึ่งในพระสนมของฮ่องเต้อย่างแน่นอน น่าเสียดายที่ข้าจำไม่ได้ว่าเจ้าเป็นพระสนมคนใด”
ผีตนนั้นเป็นผีขันทีชั้นผู้น้อยเขาจึงเคยเห็นเสื้อผ้าแบบนี้มาหลายครั้ง ดังนั้นข้าจึงเชื่อเขาสนิทใจว่าข้าต้องเป็นผู้สูงส่งและยิ่งใหญ่มาก่อนในยามที่มีชีวิตเพราะความรู้สึกของข้านั้นคล้ายจะเคยชินกับอำนาจจนติดเป็นนิสัย
เพียงแต่ว่าข้ากลับจดจำไม่ได้ว่าตัวข้านั้นเป็นผู้ใดและตายได้อย่างไร ทว่าความเคียดแค้นในใจของข้านั้นดูเหมือนจะอัดแน่นจนแทบวิญญาณระเบิด
แม้ไม่รู้ว่าเคียดแค้นผู้ใด และด้วยเหตุใดแต่ใจของข้ากลับแค้นนัก
เพราะข้าเป็นวิญญาณความจำเสื่อม จำสิ่งใดตอนที่ยังมีชีวิตไม่ได้ จึงไม่ได้รับการเหลียวแลจากนรกหรือสวรรค์ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนในที่สุด
อีกทั้งข้ายังมีห่วงที่อยู่ในใจไม่อาจไปผุดไปเกิดได้เหมือนผู้อื่นนอกจากจะอาภัพเป็นวิญญาณไร้ญาติพี่น้องเหลียวแลแล้วข้ายังต้องเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมายไม่มีวันสิ้นสุดเพราะยังมีห่วงผูกคอ
ให้ตายเถิด ยังเป็นห่วงที่ไม่รู้ว่าคือห่วงอันใด
ช่วงแรกของการเป็นวิญญาณข้าล้วนถูกวิญญาณอื่นกลั่นแกล้งเพราะข้าไร้คนหนุนหลัง แต่ข้าก็ยังพยายามเอาชีวิตวิญญาณน้อย ๆ ของข้าให้รอดพ้นไปได้ในแต่ละวัน
ด้วยความหิวโหย ข้าจึงตัดสินใจไปแย่งของเซ่นไหว้ของผู้อื่นด้วยความทระนงและเหี้ยมโหด
หลังจากเมียงมองมาหลายวัน ในที่สุดข้าก็ตัดสินใจเลือกเหยื่อตนแรก
พวกนางเป็นวิญญาณสตรีผอมบางฝาแฝดคู่หนึ่งใบหน้าอ่อนเยาว์ อายุน่าจะน้อยกว่าข้ามากนัก
ข้าประเมินดูพวกนางแล้ว ดูเหมือนจะเป็นวิญญาณคุณหนูผู้ดี จึงได้สวมเสื้อผ้างดงามและมีกินไม่ขาดปากเช่นนี้
แน่นอนว่าข้ารู้สึกอิจฉา คนที่ข้าอิจฉาสมควรได้รับบทเรียน
ประเมินจากรูปร่างแล้ว ข้าคิดว่าข้าสามารถสู้พวกนางได้สบาย พวกนางเป็นคุณหนูในห้องหอ อ่อนแอและไร้พิษสง
ข้าเดินเข้าไปหาพวกนางยังจ้องมองด้วยสายตาอำมหิต วางท่าทางให้น่ากลัวหวังให้พวกนางพี่น้องตกใจวิ่งหนี
“เอามาให้ข้า ของพวกนี้เป็นของข้า”
สองพี่น้องนั้นกลับเท้าสะเอวแล้วเอ่ยว่า
“วิญญาณขอทานหรือ ไปเลยชิ้ว ๆ ข้าไม่ให้ทานผู้ใด”
ข้าองอาจทั้งยังโหดเหี้ยมเพียงนี้แต่พวกนางกลับไม่เกรงกลัว ใจกล้าเกินไปแล้ว
ข้าจึงชูกำปั้นขึ้นมาแล้วส่งเสียงไล่ พวกนางไม่กลัวตายรอบสองใช่หรือไม่ จึงบังอาจเรียกข้าว่าขอทาน
ข้ากดเสียงให้เหี้ยมโหดขึ้น
“ข้าบอกว่าให้เอามา ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้วิญญาณพวกเจ้าสลายไป”
หนึ่งในพี่น้องวิญญาณกลับจ้องข้าตาไม่กะพริบ
“เพ้ย สลายหรือ สารรูปเจ้าเช่นนี้ดูเหมือนจะเอาตัวยังไม่รอด คิดจะมาทำให้วิญญาณของพวกข้าสลายหรือ”
อา ปากร้ายยิ่งนัก กระทั่งคนเก่งกาจเช่นข้ายังคิดไม่ทัน แต่หมากัดย่อมไม่เห่า ข้าไม่เสียเวลาเถียงกับคนอ่อนแอ ข้าจึงลงมือจัดการทันใด
“เอามา”
จากนั้นก็กระชากน่องไก่น่องใหญ่ในมือของวิญญาณตนนั้นมาถือเอาไว้พร้อมกับหัวเราะลั่นแสดงถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่โดยไม่รู้ตัว
ในขณะที่ข้ากำลังจะเอาน่องไก่เข้าปากนั้น วิญญาณสตรีทั้งสองก็ชี้หน้าข้าพร้อมกัน
“คืนของข้ามานะ เจ้าผีไร้ญาติ ผีหน้าด้านผีไร้คุณธรรม”
ข้ารู้สึกว่าพวกนางด่าได้ดี ข้าคุ้นเคยกับคำด่าเหล่านี้อย่างประหลาด ข้าจึงลอยหน้าลอยตากล่าวท้าทายกลับคืน
“คืนให้โง่หรือ หากเก่งจริงก็มาสิ ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าดีแต่เห่าหรือไม่”
วิญญาณสองตนนั้นพุ่งมาหมายจะจัดการข้า ข้าว่องไวจึงหลบได้ทันทำให้พวกนางคว้าตัวข้าไปไม่ได้ ข้ายังลอยหน้าลอยตาท้าทายต่อ
“เข้ามาเลยถ้าแน่จริง พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าคือผู้ใด”
แน่นอนว่าข้าถามพวกเขาออกไปทั้ง ๆ ที่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นผู้ใดเหมือนกัน
“ปากดีนักนะ”
สองพี่น้องพูดพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจแล้วกระโดดเข้ามาหมายจับข้าอีกครั้ง
ตัวข้ามีหรือจะยินยอมแต่โดยดี ดังนั้นข้าจึงเปิดศึกก่อนด้วยการยกเท้าถีบไปข้างหน้าอย่างห้าวหาญ
จากนั้นเสียงหัวเราะก็พลันดังขึ้นเมื่อมีใครคนหนึ่งกลิ้งลงไปบนพื้นอย่างน่าขัน
“เพียงชั่วเวลาอึดใจก็หมอบเสียแล้ว! อ่อนชะมัด”
แน่นอนว่ามิใช่พวกนางที่หมดท่า แต่กลายเป็นข้าต่างหากที่หมอบลงไปนอนกับพื้น แล้วยังถูกสองพี่น้องสตรีไร้ความเมตตารุมกระทืบโดยไร้ไมตรี
แม้ว่าร่างกายของข้าจะไม่อาจสู้ได้ แต่ปากของข้ายังใช้งานได้อยู่ข้าจึงร้องออกไปว่า
“พวกเจ้าสองพี่น้องรังแกวิญญาณไร้ทางสู้ ไปเกิดเป็นสุนัขเลยไป”
ข้าไม่น่าพูดคำนั้นออกไปเลยเพราะหลังจากพูดออกไปพวกนางก็รุมตบข้าจนใบหน้าบวมเป่งแล้วถีบข้าอีกหลายที ที่น่าอับอายมากกว่านี้ก็คือวิญญาณอื่นล้วนมามุงข้าแล้วยังหัวเราะหยันข้าอย่างไร้มารยาท
โลกวิญญาณนี่ไม่มีวิญญาณแห่งไหนได้รับการสั่งสอนเรื่องมารยาทกันหรืออย่างไร
บัดนี้ข้าถูกวิญญาณร้ายเล่นงาน พวกนางมิใช่กุลสตรีอย่างที่ข้าเข้าใจ
ที่สำคัญ ข้าดันเจ็บจริง ๆ เสียด้วย ข้าเพิ่งตระหนักถึงเรื่องหนึ่งก็คือ
วิญญาณก็เจ็บเป็นเช่นกัน ให้ตายเถิดไยข้าไม่เคยรู้มาก่อนมิเช่นนั้นข้าจะวางแผนให้รอบคอบกว่านี้
ข้าเฝ้าครุ่นคิดถึงวิธีเอาตัวรอดในโลกนี้อีกครา ไม่อาจสุ่มสี่สุ่มห้าเลือกคนรังแกได้ รู้หน้าไม่รู้ใจอย่างแท้จริง
และข้าก็เคียดแค้นคนที่รุมทำร้ายและดูถูกข้านัก
ไม่เคยได้ยินหรือว่าผีล้มอย่าข้าม คอยดูเถิดข้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ข้าจะกลับมาแย่งของเซ่นไหว้พวกเจ้าให้หมดทุกตน
ข้านอนโอดโอยอยู่บนพื้นเพียงลำพัง อยากร้องไห้แต่วิญญาณไม่มีน้ำตา ข้าจึงได้แต่ก่นด่าสวรรค์เหมือนคนบ้า
แม้แต่จะร้องไห้สวรรค์ยังไม่อนุญาต สวรรค์ช่างเลวทรามต่ำช้ายิ่งกว่าหมาขี้เรื้อน!
ใครบอกว่าวิญญาณเจ็บไม่เป็น ความเจ็บปวดนี้ยังฝังอยู่ในเนื้อของข้า ข้าเจ็บจนร้องครางอย่างไร้ผีเหลียวแลอยู่หลายวัน จนในที่สุดข้าก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
ยามนี้นอกจากเจ็บแล้วข้าก็ยังหิว คนยังสามารถหิวจนตายและหลุดพ้นจากความทรมาน แต่วิญญาณเช่นข้าหิวมากแต่ไม่อาจตายได้อีก บัดนี้จึงทรมานยิ่งกว่าทรมาน
นับจากวันนั้นข้าจึงได้บทเรียนประการหนึ่ง คนเราหากอยู่ไม่ได้ด้วยฝีมือ ก็จงอยู่ได้ด้วยพวกพ้อง เช่นนั้นข้าต้องหาพวกพ้องเพื่อมาเอาคืน
คุณอาจจะชอบ





